วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีปฏิบัติให้ได้ มรรคผล นิพพาน โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์

    

342 ความคิดเห็น:

  1. 1352 ส่งอารมณ์ครับ

    1.จากคราวก่อนที่อาจารย์ให้สังเกตุว่าจิตสงบ และเบิกบานนั้นเป็นวิปัสสนา หรือ สมถะนั้น ผมได้ตามรู้แล้วพบว่าความรู้สึกสงบ และเบิกบาน มีหลายระดับครับ เพิ่มขึ้น และลดลงได้ และเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับอารมณ์อื่น ๆ ขณะที่รู้สึกเช่นนี้ จะรู้สึกว่า อารมณ์รู้สึกตัวเด่นชัด เป็นอิสระจากสิ่งที่มากระทบทั้งภายในและภายนอก ความรู้สึกไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เคยยินดี หรือไม่ยินดี เมื่อรู้อาการเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกสงบ สุข เบิกบาน และไม่ดิ้นรน จะเกิดขึ้น ไม่มีอะไรต้องทำ มีแต่รู้สึกอย่างเดียวครับ 2.จากการเห็นอารมณ์ในข้อ 1 ผมพบว่า ในแต่ละวันการแกว่งของอารมณ์จะน้อย เมื่อมีสิ่งมากระทบแล้วเกิดความรู้สึกหวั่นไหวไปจากอารมณ์เดิมก็จะสามารถวางใจได้เร็วและกลับมาสู่สภาพ รู้ชัด และตั้งมั่นได้เร็ว และหากมีอารมณ์แรง ๆ ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ มากระทบในบางครั้งจะรู้สึกว่าอารมณ์นั้นวนเวียนอยู่ แต่กลับไม่รู้สึกอยากหรือไม่อยากให้มันหายไป หรือคงอยู่ เพียงแต่เพียรวางใจใหม่เรื่อย ๆ แล้วอารมณ์นั้นก็จะเปลี่ยนไปเอง โดยการวางใจของผมจะใช้หลักที่ว่า อารมณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นปกติครับ 3. เมื่อเรารู้อารมณ์ต่าง ๆ ด้วยความตั้งมั่น และไม่เข้าไปยึดว่าเป็นตัวเรา ผมรู้สึกว่า ตัวเอง และสิ่งรอบ ๆ ตัวไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ล้วนแล้วแต่อยู่ในอาการเดียวกันคือเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาจนไม่สามารถยึดถือเอาได้ และจากเมื่อก่อนที่เคยตีค่าสิ่งที่รู้สึกว่า ชอบ หรือไม่ชอบ ก็จะรู้สึกว่าทุกสิ่งที่รู้สึกก็เป็นความรู้สึกหนึ่ง ๆ ที่เกิดขึ้นและจะเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด ผมรู้สึกว่าจากเดิมที่เคยไหลไปตามอารมณ์ ปัจจุบันจะรู้สึกว่ารู้ทันอารมณ์ และเลือกที่จะแสดงอารมณ์ได้ เช่นเมื่อต้องทำงานที่เร่งรีบแต่ก่อนจะรู้สึกเครียด และกดดัน แต่ปัจจุบันบางครั้งยังคงรู้สึกเครียด และกดดันขึ้นมาเพียงขณะหนึ่ง แล้วกลับมาสู่อารมณ์ปกติได้อย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งก็ไม่รู้สึกกดดันเลย บางครั้งมีการต่อรองกันเรื่องงานเมื่อก่อนหากการต่อรองไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ความไม่พอใจจะเกิดขึ้น พร้อมกับความต้องการเอาชนะ แต่ปัจจุบันจะรู้สึกว่าหากเราต่อรองแล้วไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะพยายามหาความเหตุผลมาอธิบายให้เค้าเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่ได้อีกก็ยอมรับว่าไม่ได้ตามที่เราต้องการ

    ตอบลบ
  2. คำตอบที่ 1

    -- ดีแล้วครับ ไม่มีอะไรจะแนะนำแล้วครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  3. 1351 ขอเรียนถามอาจารย์เรื่องการสร้างบุญ
    เคยทราบมาว่าบุญมี3ระดับ คือระดับที่1.บุญที่เกิดจากการให้ทาน2.บุญที่เกิดจากการรักษาศีล3บุญที่เกิดจากการภาวนา(ได้บุญมากที่สุด)ดังนั้นขอเรียนถามอาจารย์ว่าถ้าเรารู้สึกว่าบางช่วงที่เราไม่สบายใจต้องการทำบุญเพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรแทนที่เราจะใส่บาตรหรือถวายสังฆทานเราเปลี่ยนเป็นการไปปฏิบัติธรรมแล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรจะได้บุญมากกว่าไหมคะ
    โดยคุณ 12 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    --บุญแต่ละอย่างให้ผลไม่เหมือนกัน ถ้าเราไปปฏิบัติธรรมแล้วอุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวร เขาไม่สามารถรับปัญญาในส่วนที่เราอุทิศให้ได้เพราะเขาต้องการอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้นเราควรให้ทานก่อน แล้วจึงอุทิศส่วนบุญให้ จะเหมาะสมกว่า (ผลของทานคือการมีทรัพย์มาก ผลของศีลคือการมีร่างกายที่ดี ซึ่งอุทิศให้ผู้อื่นไม่ได้ ภาวนาเป็นเรื่องของปัญญาซึ่งอุทิศให้ผู้อื่นลำบาก เขาจึงแนะนำให้ทำทานก่อน แล้วจึงอุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวร จึงจะดี)
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  4. 1350 ดูกาย ดูใจ
    การดูกาย และดูใจ อันไหนที่มากระทบตัวเราแล้วเรารู้ชัดให้ดูที่ตัวนั้น ใช่ไหมครับ แล้วก็ไม่จำเป็นที่เราต้องพยามคิดว่า มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา คือว่าให้เราดูเฉยๆ สักแต่ว่ารู้เท่านั้น แล้วสติก็จะพัฒนาต่อเนื่องกันไปจนบรรลุ เป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ใช่หรือไม่ครับ
    โดยคุณ ผู้กำลังหัดเดินทางเพื่อข้ามกระแสโลก 12 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]







    คำตอบที่ 1

    -- ที่คิดไว้ผิดทั้งหมดครับ การดูกาย และดูใจ ถ้าเราดูไม่เป็น ให้คิดได้เลยว่าไม่ได้ผล อันไหนชัดไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เช่นดูกายอยู่ดีๆ มียุงกัดรู้สึกคันชัด ก็แล้วแต่เราว่าจะดูที่ความคันก็ได้ หรือจะดูที่กายต่อก็ได้ ที่ว่าไม่จำเป็นต้องพยายามคิดว่า มันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา นั้นถูกต้องแล้ว ห้ามคิด ให้ดูเฉยๆ สักแต่ว่ารู้เท่านั้น ที่เขียนมานั้นถูกต้องแล้ว แต่สติไม่สามารถที่จะพัฒนาต่อเนื่องไปจนบรรลุมรรคผลได้ เนื่องจากไม่รู้วิธีทำใจ วิธีวางใจที่ถูกต้องได้ ถ้าอยากรู้วิธีวางใจ วิธีทำใจที่ถูกต้อง ก็ต้องมาเรียนที่บริษัทมรรคผลจำกัด จึงจะรู้วิธีทำใจ วิธีวางใจที่ถูกต้องได้ รับรองว่าไม่มีใครสอนวิธีทำใจ วิธีวางใจที่ถูกต้องให้คุณได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  5. 1349 รูป-นาม
    เรียนถามท่านอาจารย์ว่า การที่เราดูกาย เหมือนหุ่นยนต์ รูปก็คือตัวกาย และนามก็คือความรู้สึกที่กายเคลื่อนไหวเหมือนหุ่นยนต์ ลักษณะแบบนี้เรียกว่าการรู้ รูป - นาม หรือเปล่า และถ้าปฏิบัติแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะบรรลุ มรรค ผล นิพพานได้หรือเปล่าครับ
    โดยคุณ โยคี chawayong@nipparn.com 11 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนา ไม่ใช่การดูรูป –นาม ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวว่าการทำวิปัสสนาเป็นการดูรูป-นาม แต่กล่าวว่าการทำวิปัสสนาเป็นการเจริญสติปัฏฐาน 4 เช่นการมีสติดูกาย ก็ดูกายอย่างเดียว ไม่ดูนาม คำว่ารูปหมายถึงร่างกาย ส่วนนามหมายถึงกิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ ขณะใดที่เราเห็นกายตามความเป็นจริง ขณะนั้นกิเลสอยู่ไม่ได้ จะต้องดับไป เรียกว่าเห็นรูปเกิดขึ้น เห็นนามดับไป ถ้าทำอย่างนี้ได้เรื่อยๆ ก็จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ในที่สุด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 พฤษภาคม 2553




    1345 รบกวนถามเรื่องการฝึกดูกาย
    ตอนนี้ดิฉันกำลังฝึกดูกายเพราะดูง่ายกว่าและเห็นรูปชัดเจนแต่มีคนแนะนำให้ฝึกดูจิตก็เลยลองศึกษาดูแต่รู้สึกยากสำหรับตัวเองกว่าจะรู้อาการของจิตมันเลยไปนานมากแล้ว ตอนนี้เลยสงสัยว่าถ้าดูกายอย่างเดียวจะก้าวหน้าทางธรรมหรือเปล่าหรือต้องฝึกดูจิตด้วยคะ
    โดยคุณ บุญญาพร boon_yp@yahoo.co.th 7 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การดูกายง่ายกว่าการดูจิต ถ้าสมาธิไม่ดีจะดูจิตไม่ได้ผล แต่อาจดูกายได้ผล แต่การดูจิตมีข้อดีคือถ้าสมาธิดีจะดับกิเลสได้เร็วมาก เช่นถ้าเราโกรธ เอาสติดูความโกรธ ความโกรธก็จะดับไป ควรฝึกหลายๆ อย่างครับเช่นดูกาย ดูจิต ดูชีวิต มองภาพแบบปรมัตถ์ ฝึกให้เป็นหลายๆ แบบ จะได้ไม่เบื่อ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  6. 1344 บางขณะเห็นอยู่ แต่ละไม่ได้
    หลังจากที่ฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวันมาพอสมควรแล้ว ได้ทำสติปัฏฐาน 4 เมื่อระลึกได้(ทำทั้งวัน) และเห็นสภาวะดังนี้ -สักกายทิฐิ เห็นว่าเป็นเพียงความเห็นผิด ช่วงที่ทำใจถูก สักกายทิฐิจะหายไป แต่ถ้าทำใจผิด หรือมีกิเลส สักกายทิฐิจะเกิดขึ้นได้อีก เป้าหมายคือ ทำให้หายไปอย่างถาวร เพราะเป็นต้นเหตุของความทุกข์(ตามความเข้าใจของผมเอง)
    โดยคุณ T - 7 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในการปฏิบัติธรรม เราไม่ได้เน้นที่การละสักกายทิฐิ แต่เน้นที่ดับกิเลสเป็นสำคัญ หมายความว่าถ้าเราโกรธ เราก็ดับความโกรธเป็น ถ้าเราดีใจ เราก็ดับความดีใจเป็น ถ้าเรามีความฟุ้งซ่าน ก็ดับความฟุ้งซ่านเป็น การที่จะดับกิเลสได้ต้องมี 2 เหตุปัจจัยคือ 1. ต้องทำเป็น คือรู้วิธีทำใจ รู้วิธีวางใจ 2. ต้องมีสมาธิดีพอประมาณ ถ้ามีเหตุ 2 อย่างนี้ รับรองต้องได้ผลแน่นอน ถ้าใครบอกว่าการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เพื่อดับกิเลส ถ้ามีตัณหาคือความอยาก จะทำไม่ได้หรอก ก็ตอบไปว่า เป็นเพราะไม่รู้วิธีสร้างเหตุ เลยไม่เกิดผล ถ้าเรารู้วิธีสร้างเหตุ ผลก็เกิดได้ทุกครั้งที่มีเหตุครบ 2 ประการ การปฏิบัติธรรมง่ายกว่าที่เราคิดมากมายหลายร้อยเท่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 พฤษภาคม 2553




    1343 ใช้เกณฑ์อะไรในการบอกว่าใครซักคนสำเร็จธรรม
    เรียนถามอาจารย์ครับ คือผมได้ยินหลายท่าน หรืออาจารย์หลายท่านบอกว่าคนนี้ได้เป็นพระโสดาบัน คนนั้นได้เป็นพระสกิทาคามี ไม่ทราบว่าเค้ามีเกณฑ์อย่างไรครับ อย่างที่ผมเคยได้ยินว่า ในขณะที่สำเร็จธรรมจะมีจิตดวงหนึ่งดับลงเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง หรือบางสำนักจะเรียกว่าจิตรวม ทุกคนที่สำเร็จธรรมต้องมีสภาวะเช่นนี้หรือเปล่าครับ และสำหรับอาจารย์ อาจารย์มีเกณฑ์อย่างไรในการจะวัดว่าลูกศิษย์ของตัวเองสำเร็จธรรมขั้นไหน ซึ่งในความคิดของผมการสำเร็จของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะจบจากสำนักใดก็ตามควรจะมีสภาวะทางกาย หรือสภาวะทางจิตเหมือนๆ กันหรือใกล้เคียงกันไม่ใช่หรอครับ อีกทั้งหากลูกศิษย์ และอาจารย์ของแต่ละสำนักไม่สำเร็จธรรมจริง แล้วเข้าใจผิดว่าตนเองสำเร็จธรรม บุคคลเหล่านี้จะมีที่ไปอย่างไรครับ เมื่อละจากชาตินี้ไปแล้ว
    โดยคุณ 4 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ไม่มีหรอกครับ ที่ว่าจิตดับ จิตรวม เขาพูดตามๆ กันมา ในพระไตรปิฎก ไม่มีคำพูดเหล่านี้ ผมไม่มีเกณฑ์ว่าใครสำเร็จธรรมขั้นไหน ผมจะบอกเพียงว่าถ้าบรรลุธรรมก็จะรู้เอง ถ้าผมจะซักถาม ก็จะถามถึงการปฏิบัติของเขา ว่าถูกทางหรือผิดทางอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไร เห็นอะไรบ้าง ถ้าเขาตอบถูกก็เดาได้ว่าถึงขั้นไหน -- ที่ว่าจะจบจากสำนักใด ก็จะมีสภาวะจิตเหมือนๆ กัน นั้นถูกต้องแล้ว -- ที่ว่าถ้าตนเองไม่บรรลุธรรมแต่เข้าใจผิดว่าบรรลุธรรม จะมีที่ไปอย่างไร อันนี้ก็เป็นไปตามกรรมของแต่ละคน ว่าทำกรรมหนักเบาเพียงใด การเข้าใจผิดในเรื่องนี้ไม่เป็นกรรมที่หนักครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  7. 1342 เข้าใจถูกหรือเปล่า
    ผมทราบว่า ปุถุชน จะบรรลุพระโสดาบัน ได้ ต้องบรรลุญาณ 16 1 ครั้ง ถ้า ครบ 4 ครั้ง ก็เป็นพระอรหันต์ เรียนถามท่านอาจารย์ว่า ผู้ที่บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว จะรู้สึกว่ากายนี้ไม่ใช่ตัวเรา แต่จิตของพระโสดาบันยังมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเองอยู่ใช่หรือไม่ครับ
    โดยคุณ กุ้ง chawayong@nipparn.com 4 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เป็นความเข้าใจผิดครับ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าพระโสดาบันละความเป็นตัวตน เป็นเราได้ แต่ที่จริงแล้วพระโสดาบันละความเห็นผิดในตัวตน หมายความว่ารู้จักตัวตนดีว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีความรู้สึกไม่เป็นตัวตนตลอดเวลา ปรกติพระอรหันต์ ก็มีความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเราตลอดเวลา เพียงแต่ไม่รักกายหลงกาย ไม่รักจิตหลงจิต นอกจากบางครั้งที่ต้องการละความเป็นตัวตน ก็จะละการปรุงแต่งเป็นตัวตน อย่างเช่นพระพุทธเจ้า ก็จะรู้ว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้า นั่นพระสารีบุตร นั่นพระอานนท์ ความเป็นพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระอานนท์ เหล่านี้คืออัตตา คือตัวตนทั้งสิ้น พระโสดาบันเป็นผู้ละความเห็นผิดในตัวตน ไม่ใช่เป็นผู้ละตัวตน พระโสดาบันเห็นความไม่เป็นตัวเรา ทั้งในกาย ทั้งในจิตครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 พฤษภาคม 2553


    1341 สนใจการปฏิบัติธรรม แต่ไม่สามารถไปได้
    เรียนอาจารย์ชวยง ครับ ผมได้ทราบกำหนดการของอาจารย์ที่จะเปิดสอนการปฏิบัติธรรมในวันเสาร์ที่ 15 พ.ค. ถึง วันที่ 5 มิ.ย. 53 แล้ว มีความสนใจมาก แต่ไม่สามารถไปร่วมการปฏิบัติธรรมได้ เนื่องจากอยู่ที่ จ.ลำปาง จึงใคร่ทราบว่า วิธีการสอน และการปฏิบัติ ของอาจารย์ จะเหมือนที่สอนในหนังสือของอาจารย์ ชื่อ การปฏิบัติธรรมให้ได้มรรค ผล นิพพาน หรือไม่ และถ้าปฏิบัติตามหนังสือ จะบรรลุ มรรค ผล นิพพานได้หรือเปล่าครับ(โดยปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง)
    โดยคุณ ผู้สนใจการปฏิบัติธรรม chawayong@nipparn.com 4 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เหมือนกันครับ ถ้าปฏิบัติถูกวิธีก็สามารถบรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน แต่การมาฝึกปฏิบัติ โอกาสผิดจะน้อยกว่าการอ่านหนังสือหลายเท่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 พฤษภาคม 2553




    1340 รบกวนค่ะ
    คืองี้ค่ะ อยู่ในภาวะที่ไม่พร้อมจะแบ่งปันเงินทองให้ใคร แต่จำต้องให้เพราะภาษีสังคมนะค่ะ แต่เมื่อมีโอกาสเราก็เล่นแร่แปรธาตุเอาส่วนของเราคืนเหมือนยักยอกนะค่ะ จะบาปไหม แต่ไม่อยากทำนะคะ
    โดยคุณ กานต์ 4 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  8. คำตอบที่ 1

    -- ไม่น่าถาม บาปอยู่แล้วครับ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ถ้าตั้งใจทำผิดมาก ก็บาปมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 พฤษภาคม 2553



    1339 ประกาศเปิดสอนการปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 20

    โดยคุณ อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมจะเปิดสอนการปฏิบัติธรรม ในวันเสาร์ เวลา10.00น ถึง12.00น ต่อเนื่องกัน 4 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม ถึงเสาร์ที่ 5 มิถุนายน 2553 -- ผู้ที่ต้องการเข้าถึงปรมัตถธรรมเป็นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงควรมาฝึกอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่รู้วิธีฝึกที่ถูกต้อง พยายามทำเป็น 10 ปี ก็ไม่ได้ผล --ในการปฏิบัติ จะใช้วิธีอธิบายทฤษฎีแล้วลงมือปฏิบัติ สงสัยก็ให้ถาม ฝึกตามขั้นตอนจากง่ายไปยาก มีการฝึกเจริญสติ ฝึกมีสติอยู่กับสมมุติ มองภาพแบบปรมัตถ์ ฝึกมีสติดูชีวิต มีสติดูกาย มีสติดูจิต ฝึกเจริญอริยสัจ 4 -- ผู้ที่สนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรม สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท มรรคผลจำกัด ตั้งอยู่ที่ 29/136 ม.2 ถ.345 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 อยู่ใน มินิแฟคตอรี่ อรุณสุนทรี โทร 02-961-7083 , 02-926-0897, แฟกซ์ 02-926-0889 -- แต่งตัวตามสบาย ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 พฤษภาคม 2553



    1337 สงสัย
    อาจารณ์คิดว่าเรื่องเนื้อคู่หรือพรพมลิขิต ที่เขาบอกว่าถูกกำหนดมาแล้ว มีจริงหรือไม่ครับ
    โดยคุณ เอกกี้ 1 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องเนื้อคู่ ที่ว่าถูกกำหนดมาแล้ว ไม่ใช่พรหมลิขิต แต่เป็นเรื่องของกรรม คือบางคนมีความผูกพันกันมาในอดีตชาติ ก็จะมาเป็นเนื้อคู่กันได้อีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 พฤษภาคม 2553

    ตอบลบ
  9. 1336 การสำเร็จความใคร่ครับ
    คือผมอยากจะถามว่าถ้าผมสำเร็วความใคร่แล้วจะบาปไหมครับ แล้วถ้าบาปแล้วควรหลีกเลี่ยงยังไงดีครับ
    โดยคุณ nononana natchapon_phua@hotmail.com 30 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การสำเร็จความใคร่ บาป แต่บาปไม่มากนัก คือผิดศีล 8 แต่ไม่ผิดศีล 5 ปกติถ้าเราหัวเราะ โกรธ ก็บาปอยู่แล้ว อย่าไปสนใจกับบาปเล็กน้อยเลย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 พฤษภาคม 2553




    1335 การทำวิปัสสนาขณะที่สนทนา
    เรียนสอบถามท่านอาจารย์ว่า ขณะที่เรากำลังสนทนา เราจะทำวิปัสสนาได้อย่างไรในเมื่อการสนทนาจะต้อง คิดถึงเรื่องที่คู่สนทนาคุย และ ต้องพูด จะต้องทำอย่างไรครับ
    โดยคุณ กุ้ง chawayong@nipparn.com 29 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาที่เราคิด ทำงาน พูดคุย อ่านหนังสือพิมพ์ หรือดูโทรทัศน์ เราสามารถทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติได้ โดยการรู้ชัดในสมมุติ ไม่ยินดียินร้ายในสมมุติ ซึ่งจะทำยากถ้าสมาธิไม่ดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 พฤษภาคม 2553




    1334 ความง่วง
    ถ้าเราง่วงขณะทำงาน ไม่ทราบว่ามีวิธีไหนที่ขจัดความง่วงขณะทำงานได้บ้างค่ะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 27 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาที่เราง่วง มีหลายวิธีในการแก้ไข เราควรทำเป็นขั้นเป็นตอน ตอนแรกลองตั้งใจก่อน ด้วยการตั้งใจคิด ตั้งใจพูด ตั้งใจทำ เพื่อเพิ่มสติให้มีกำลัง ถ้ายังง่วงอยู่ก็ลองหายใจลึกๆ เพราะการหายใจลึกๆ จะทำให้เหนื่อย จะง่วงยากขึ้น ถ้ายังง่วงอยู่ก็ให้โยกตัวไปมา หรือยืนขึ้น ถ้ายังง่วงอยู่ก็ให้ลุกขึ้นเดิน ถ้ายังง่วงอยู่ก็ให้ไปล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำเย็น จะหายง่วงได้ ถ้ายังง่วงอยู่ก็คงต้องนอนหลับพักผ่อนก่อน แล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงาน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 พฤษภาคม 2553



    1332 ขอถามนอกเรื่องนิดนึงนะครับ
    ผมเป็นคนขี้อาย ประหม่าง่าย สามารถแก้ไขได้ไหมครับ
    โดยคุณ ธนพนธ์ ภักดี hoswalt@hotmail 21 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  10. คำตอบที่ 1

    -- เรื่องที่ถามไม่นอกเรื่องหรอกครับ ผมเองก็เป็นคนขี้อาย ประหม่าง่าย แต่ปฏิบัติธรรมแล้วดีขึ้น ถ้าอยากหายประหม่า ก็ให้ฝึกเอาสติดูชีวิตบ่อยๆ ถ้ารู้สึกอาย ก็ให้เห็นชัดว่าชีวิตนี้กำลังอาย หรือไม่ก็ให้เห็นว่าชีวิตอื่นกำลังมองชีวิตนี้ ถ้าอยากจะฝึกให้ได้ผลต้องยอดลงทุนหน่อย เช่น เดินเก็บเศษกระดาษตามทางเท้า ตามป้ายรถเมล์ ถ้าเราวางใจไม่ถูก ก็จะรู้สึกอาย แต่ถ้าเราดูชีวิตนี้ว่ากำลังก้ม กำลังหยิบ หรือชีวิตนั้นกำลังมองดูชีวิตนี้ ถ้าวางใจถูก ความประหม่า ความอาย ก็จะหมดไป การฝึกแบบนี้จะได้ผลเร็ว เพราะเราเห็นความแตกต่างของจิต ระหว่างทำใจถูก กับทำใจผิด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 เมษายน 2553




    1331 นัยสงฆ์
    พระสงฆ์หากไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้ออกบิณฑบาตไม่ได้ เช่น อาพาธ แล้วไม่ออกบิณฑบาต การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ครับ
    โดยคุณ 20 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ปรกติผิดวินัยสงฆ์ครับ แต่ต้องถามเหตุผลว่าเพราะอะไร อย่าคิดเอาเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 เมษายน 2553




    1330 นิมิตร หรือ ดวงกสิน
    อาจารย์ครับ เมื่อตอนผมนั่งสมาธินานๆ ผมเคยเห็นองค์พระลอยมาแบบหันข้าง พอเคลื่อนเข้ามาใกล้ก็หายไป บ้างก็เห็นแสงสีขาวๆวูบๆวาบๆเปลี่ยนสีได้ด้วย และบางทีก็เห็นเป็นจุดเหลี่ยมสีขาวสว่างมากเหมือนเพชรอยู่ไกลๆแล้วก็หายไป ผมอยากทราบว่า สิ่งนี้คือนิมิตรหรือดวงกสินหรือเปล่าครับ แล้วขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้นิพพานครับ
    โดยคุณ เอ tata2517@windowslive.com 20 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- น่าจะไม่ใช่นิมิต หรือ กสิณ น่าจะเป็นภาพที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง ถ้าเป็นนิมิต จะเห็นชัดกว่าการนึกคิด ถ้าต้องการให้ได้นิพพาน ก็ต้องรู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏ แต่อย่ายินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ ฝึกอย่างนี้บ่อยๆ ฝึกอย่างนี้มากๆ จึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 เมษายน 2553




    1328 มีพระบางรุปพูดทำนองว่าบรรลุธรรมแล้วสุขมหาศาล จริงหรือไม่ครับ
    อยากทราบว่าถ้าบรรลุแล้วจะมีความสุขมากขนาดไหนแล้วยิ่งบรรลุขั้นสุงความสุขยิ่งมากใช่ไหมคร้บ
    โดยคุณ ปริญญา 17 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  11. คำตอบที่ 1

    -- การบรรลุธรรมจะสุขมากก็ตอนบรรลุใหม่ๆ เท่านั้น เมื่อบรรลุธรรมแล้วก็ขึ้นอยู่กับสภาพจิตตอนนั้นว่ามีกิเลสมากน้อยเพียงใด ถ้ามีกิเลสมาก ก็ทุกข์มาก แม้แต่พระอรหันต์ ก็ไม่ได้มีความสุขมาก เช่นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงประชวร ก็ไม่ได้มีความสุข มีแต่ทุกขเวทนา คือความเจ็บปวด เพียงแต่จิตสงบไม่ทุรนทุรายไปตามร่างกายเท่านั้นเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 เมษายน 2553




    1325 เรียนถามอาจารย์ค่ะ
    เรียน อ.ชวยง ดิฉันมีข้อสงสัย ขอรบกวนอาจารย์ค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของดิฉัน เป็นชนชั้นกลาง คุณพ่อคุณแม่ทำงานบริษัท มีลูก2คน คือดิฉันกับน้องชาย ปัจจุบันดิฉันอายุ19ปีค่ะ ครอบครัวอบอุ่น พอกินพอใช้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ท่านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ท่านเข้าวัด ทำบุญ ไหว้เจ้า แต่ท่านไม่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามากเท่าไหร่ ภายหลังได้พบกัลยาณมิตรที่เป็นเพื่อนดิฉัน คุณแม่จึงสนใจ ศึกษาธรรมะบ้าง แต่คุณพ่อท่านยังมีทิฏฐิ เชื่อยาก ยอมรับแต่วิทยาศาสตร์ค่ะ เมื่อ ราว4 ปีก่อน คุณแม่มีปัญหาเรื่องงาน การโยกย้ายตำแหน่งในบริษัท คุณแม่กลุ้มใจมาก จึงไปหาหมอดูท่านหนึ่ง แต่หมอดูกลับทักในสิ่งเหลือเชื่อว่า ลูกชายของคุณแม่ ตามคุณแม่อยู่ พร้อมกับบอกว่า มาจากครรภ์แรกของคุณแม่ที่แท้งไปตอนเดือนที่2 คุณแม่ท่านตกใจ ไม่คิดว่าหมอดูจะรู้ได้ ท่านเองก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว และสิ่งที่หมอดูทัก ก็เป็นเรื่องจริงที่คุณแม่เคยท้องลูกคนแรกแล้วแท้งไป หลังจากรู้เรื่องนี้ คุณแม่และดิฉันก็ไปปฏิบัติธรรม อุทิศส่วนกุศลอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ทำต่อเพราะคิดว่า พี่ชายของดิฉันคงจะสบายแล้ว (คิดเองเออเอง) ต่อมามีญาติบอกว่างมงาย อย่าไม่เชื่อหมอดูเลย คุณแม่จึงลังเลค่ะ สุดท้ายจึงเลิกคิดเรื่องนี้ไป ...เวลาผ่านไป ดิฉันกับแม่ก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้อีก และไม่ได้เจริญภาวนาอย่างต่อเนื่องและห่างวัด จนเมื่อไม่กี่วันมานี้ คุณแม่ไปดูหมอดูท่านหนึ่ง หมอดูทักว่า มีวิญญาณตาม เขายังไม่ได้ไปเกิด และทักเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อราว20ปีก่อน เป็นอันว่า พูดไม่ออกทั้งคุณแม่และดิฉัน ส่วนคุณพ่อและน้องชาย ยังคงไม่เชื่อ คุณแม่ท่านอยากทำบุญให้ลูกชายที่เสียไปค่ะ อยากให้เขาไปเกิด ไปในที่ที่ดีกว่านี้ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น คุณแม่เล่าให้ฟังว่า หลังแต่งงานกับคุณพ่อ คุณแม่ก็ตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรงและเป็นท้องแรก จึงตกเลือดในเดือนที่2 หมอให้ตัดสินใจว่า จะเก็บไว้หรือจะปล่อยแท้งไป โดยคุณหมอแนะว่าเด็กจะไม่สมบูรณ์เมื่อคลอดออกมา คุณพ่อและคุณแม่จึงตัดสินใจไม่เก็บพี่ไว้ ด้วยความคิดแบบวิทยาศาสตร์มากๆ ตอนนี้คุณแม่และดิฉันควรทำอย่างไรคะ? พี่ชายจึงไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าได้ (ส่วนคุณพ่อก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ท่านยอมรับแต่วิทยาศาสตร์เท่านั้น) และกรณีของคุณแม่ คุณหมอต้องวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์และให้ความเห็นประกอบการตัดสินใจของผู้ป่วย ถือเป็นการบาปใช่ไหมคะ ตอนนี้ดิฉันเป็นเพียง นักศึกษาแพทย์ ได้แต่สงสัยในใจว่า ถูกในหลักการ แต่ผิดในหลักกรรม แล้วในทางปฏิบัติ จะต้องทำอย่างไร? เดือนหน้า ดิฉันจะไปปฏิบัติธรรม 7 วัน ซึ่งจะอุทิศบุญที่ได้จากการเจริญภาวนานี้ให้พี่ชายค่ะ ดิฉันควรทำอะไรเพิ่มเติมในช่วงที่ไปปฏิบัติธรรมไหมคะ ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างยิ่งค่ะ
    โดยคุณ นามแพท favour_ppy@hotmail.com 10 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องที่ผ่านมาแล้วเป็นอดีต แก้ไขไม่ได้ เราได้แต่จำไว้เป็นเพียงบทเรียนสอนใจ ตอนนี้เรามีหน้าที่คือทำบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญให้เขา เขาจะได้หรือไม่ได้รับส่วนบุญก็เป็นเรื่องของเขา เวลาที่เราปฏิบัติธรรมแล้วอุทิศบุญให้เขา เขาไม่ค่อยได้หรอก เพราะเขาต้องการอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ให้ทำบุญโดยการให้ทาน เช่นตักบาตร ถวายสังฆทาน บริจาคเงิน ถวายยา ถวายจีวร จะดีกว่า เมื่อทำทานเสร็จ ก็รีบอุทิศส่วนบุญให้เขาทันที ส่วนถ้าเขาไม่ไปเกิดใหม่ อยู่กับเราก็ดีแล้ว เราจะได้ทำบุญให้เขาได้ง่าย อย่ากังวลในสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ ทำใจให้สบายดีกว่า ความไม่กังวลเป็นยอดแห่งตบะที่ทำได้ยาก ใครทำได้ถือว่าเป็นยอดคน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 เมษายน 2553




    1324 ปรมัตถูกต้องไหมครับ
    ผมตื่นขึ้นมา ตอนแรกยังไม่มีสติ รู้สึกว่าโมหะสูง แล้วเห็นรูปมันเดินไปห้องน้ำ เห็นรูปมันกำลังแปรงฟัน เห็นรูปอาบน้ำ เห็นนาม(จิต)ที่มีความพอใจ ต่อมาเป็นกลางกับความพอใจ รู้ว่าน้ำอุ่นเฉยๆ เห็นกายเดินมาทำงาน เห็นชีวิตกำลังทำงานร่วมกับชีวิตอื่น เห็นจิตกระวนกระวายเวลาฟังข่าว เห็นจิตเบื่อในบางเวลาของวัน และทุกเย็นจะเดินจงกรมอย่างน้อยรอบหมู่บ้าน รู้ว่ากายเดิน แล้วจิตก็ไปคิด ถ้าเผลอจะมีความยินดียินร้าย ถ้ารู้ว่าเกิดเจตสิกอะไร บางครั้งก็เข้าสู่การไม่ตีความ รู้ว่าสภาวะเกิดขึ้นเฉยๆ ไม่มีความยินดียินร้าย ต่อมามีมานะ รู้สึกว่ากูเก่งๆ (รู้สึกว่าทำได้ดี) แล้วรู้สึกว่ารูปกำลังดีใจ
    โดยคุณ T hoswalt@hotmail.com 7 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  12. คำตอบที่ 1

    -- ผมตอบไม่ได้ว่าการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ วางใจถูกต้องหรือไม่ ต้องดูผลของการปฏิบัติ ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้น เอาสติอยู่กับปรมัตถ์ แล้วเห็นกิเลสดับวับไป แสดงว่าวางใจถูก และมีสมาธิดีพอประมาณ แต่ถ้าไม่ดับ หรือดับช้า แสดงว่าวางใจผิด หรือไม่ก็สมาธิไม่ค่อยดี -- ประโยคสุดท้ายควรบอกว่า แล้วรู้สึกว่าชีวิตนี้กำลังดีใจ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 เมษายน 2553




    1324 คนมักโกรธ
    สามีเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวมาก โกรธง่ายมาก ควบคุมสติไม่อยู่ทำให้เราซึ่งเป็นคนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเป็นทุกข์ไปด้วย อยากให้อาจารย์แนะนำด้วยคะว่า ควรบอกเขาว่าอย่างไร และเราควรต้องปฏิบัติอย่างไรดีคะ ขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าคะ
    โดยคุณ หมูอ้วน phung2305@hotmail.com 5 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราควรศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาให้เป็นก่อน เมื่อทำได้ผลแล้ว ค่อยแนะนำให้เขาปฏิบัติบ้าง ถ้าเขาปฏิบัติ เขาก็จะรู้วิธีทำใจเอง แต่อยู่ดีๆ จะบอกให้เขาปฏิบัติ คงยาก มีน้อยคนที่จะยอมทำตาม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 เมษายน 2553

    ตอบลบ
  13. 1323 คนมักโกรธ
    สามีเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวมาก โกรธง่ายมาก ควบคุมสติไม่อยู่ทำให้เราซึ่งเป็นคนที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเป็นทุกข์ไปด้วย อยากให้อาจารย์แนะนำด้วยคะว่า ควรบอกเขาว่าอย่างไร และเราควรต้องปฏิบัติอย่างไรดีคะ ขอบคุณอาจารย์ล่วงหน้าคะ
    โดยคุณ หมูอ้วน phung2305@hotmail.com 5 เมษายน 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราควรศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาให้เป็นก่อน เมื่อทำได้ผลแล้ว ค่อยแนะนำให้เขาปฏิบัติบ้าง ถ้าเขาปฏิบัติ เขาก็จะรู้วิธีทำใจเอง แต่อยู่ดีๆ จะบอกให้เขาปฏิบัติ คงยาก มีน้อยคนที่จะยอมทำตาม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 เมษายน 2553




    1322 ถ้าเจอเพือนฝรั่ง ถามว่าศาสนาพุทธสอนอะไร จะตอบอย่างไรดีครับ
    ถ้าเราเจอฝรั่งแล้วคิดว่า คงไม่ได้เจอเค้าอีกแล้วแต่อยากให้คำตอบเราจุดประกายปัญญาให้เค้าต่อไปได้อีก เอาแบบสั้นๆ ตรงๆ ครับ
    โดยคุณ ปริญญา 31 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ก็บอกเขาว่าในขั้นต่ำ พระพุทธเจ้าสอนวิธีดับกิเลส เช่นดับความโกรธ ความเสียใจ ความกลุ้ม ความหงุดหงิด ความฟุ้งซ่าน ความรำคาญ ความเบื่อ ความเซ็ง ความเครียด ในขั้นสูง พระพุทธเจ้าสอนวิธีประหารกิเลส คือ ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นในจิตอีกตลอดไป หรือจะบอกเขาว่าคนทุกคนในโลกนี้มีความทุกข์ใจ พระพุทธเจ้าสอนวิธีทำให้ใจเป็นสุขตลอดโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีการควบคุมจิตแต่อย่างใด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 มีนาคม 2553

    ตอบลบ
  14. 1321 ขอส่งอารมณ์ครับ
    1.ผมรู้สึกว่าการปฏิบัติโดยดูภาพแบบปรมัตถ์,ดูชีวิต และดูกาย กระทำด้วยเหตุเดียวกันคือ การรู้(สติ)ด้วยความตั้งมั่น(สมาธิ) และไม่คิดว่าเราเป็นผู้เข้าไปรู้ หรือเข้าไปทำอะไร(ปัญญา) ใช่ไหมครับ 2. ผลจากการดูภาพแบบปรมัตถ์,ดูชีวิต และดูกาย คือ ความเบา, สงบสันติ บางครั้งผมรู้สึกเบิกบานอย่างประมาณไม่ได้ เกิดความรู้สึกตัวชัดเจน รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเท่ากันเสมอกัน คือเมื่อรู้แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดอยู่กับอารมณ์ได มีอารมณ์เดียวที่ชัดคือ อารมณ์รู้และเบิกบาน อารมณ์นี้ตั้งอยู่ได้นานครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นวัน ๆ หรือไม่
    โดยคุณ 30 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. ที่เข้าใจนั้นถูกต้องแล้วครับ แต่คนที่ปฏิบัติไม่เป็น หรือทำไม่ถูกวิธี จะไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ 2. ถูกต้องแล้วครับ ถ้าจิตมันดีแล้ว เราก็ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น แต่ถ้าจิตมันไม่ดี จิตมันตก กิเลสเข้า ค่อยเอามันออก -- ควรระวัง อารมณ์ที่เบิกบานมี 2 แบบ คือ 1. ทำสมาธิได้ผลดี สมาธิแก่กล้า จิตก็ผ่องใสเบิกบาน 2. ทำวิปัสสนาได้ผลดี สมาธิแก่กล้า จิตก็ผ่องใสเบิกบานเหมือนกัน ทั้งสองแบบมีผลที่ปัจจุบันเหมือนๆ กัน คือจิตผ่องใส เบิกบาน มีความสงบ มีความสุข ถ้าเรามีใจไม่แยบคาย เราก็อาจจะเข้าใจผิดว่ามันเหมือนกัน ที่จริงมันมีความแตกต่างกัน ตรงที่ผลของวิปัสสนา จิตจะมีอิสระจากอารมณ์ จากสภาพแวดล้อม เหมือนนักโทษ ได้รับอิสรภาพ ออกจากคุก รู้สึกสบายใจ ส่วนผลของสมาธิ ที่ไม่เป็นวิปัสสนา จิตจะไม่มีความรู้สึกเป็นอิสระจากอารมณ์ จากสภาพแวดล้อม มีแต่ความสุขเฉยๆ เหมือนนักโทษดูหนังสนุกอยู่ในคุก มีความสุข แต่ไม่มีความเป็นอิสระ แม้ว่าผลของวิปัสสนา กับผลของสมาธิที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะดูคล้าย กัน แต่ผลในอนาคตต่างกันราวฟ้ากับดิน ผลของวิปัสสนาจะไม่มีการยึดติด มีแต่การคลาย การปล่อยวาง ส่วนผลของสมาธิจะมีการยึดติด ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราทำวิปัสสนาได้ดีมากในวันนี้ มีความสุขทั้งวัน เนื่องจากเราทำวิปัสสนา เราก็จะไม่ติดในสุข พอพรุ่งนี้ทำวิปัสสนาได้ไม่ดี เราก็จะไม่กลุ้มใจ ไม่คิดมาก แต่ถ้าเราทำสมาธิได้ดีมากในวันนี้ มีความสุขทั้งวัน เนื่องจากเราทำสมาธิ ไม่ทำวิปัสสนา เราก็จะยินดีติดใจในความสุข พอพรุ่งนี้ทำสมาธิได้ไม่ดี ไม่มีความสุข เราก็จะกลุ้มใจ คิดมาก บางทีอาจจะโกรธรุนแรงกว่าปรกติด้วยซ้ำ อันนี้คือความแตกต่างระหว่างคนทำวิปัสสนา กับคนทำสมาธิทั่วไป เราต้องเช็คดูให้ดีว่า เราอยู่ในประเภทใด จะได้ไม่หลงทาง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มีนาคม 2553

    ตอบลบ
  15. 1320 ช่วยแนะนำอีกครั้งค่ะ
    เคยถามอาจารย์เกี่ยวกับการนั้งกรรมฐานแล้วอาจารย์แนะนำว่ายิ่งสมาธิแรงยิ่งดี แต่ดิฉันปฏิบัติแบบยุบ-พองหนอ จึงใช้แค่อุปจารสมาธิตามที่วัดได้สอนมา แต่พอทำไปเรื่อยๆก็เห็นความเกิด-ดับๆถี่ๆ แต่ก็ไม่เคยก้าวหน้าไปกว่านี้เลย ถ้าดิฉันจะใช้สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิจะดีกว่ามั๊ยค่ะ คือดิฉันเคยเข้าอัปปนาไป 1 ครั้ง แต่ไม่ค่อยมีสภาวะธรรมให้กำหนด จะเหลือแค่เสียงที่หูกับรู้ว่าหายใจอยู่แค่นี้ อย่างอื่นมันดับหมดแล้ว ส่วนความสุขถ้ากำหนดสุขหนอๆๆ ความสุขก็จะหายไปเลย 2. ดิฉันไม่เคยเข้าสมาธิขั้นอัปปนาอีกเลย ครั้งแรกเข้ายาก ทรมานมาก เพราะดิฉันเวทนาแรง กำหนดปวดหนอๆๆ อดทนมากๆๆ จนมันเข้าอัปปนาได้เอง ถ้าอาจารย์แนะนำให้ลองใช้สมาธิขั้นนี้ ดิฉันจะลองทำดู 3. ส่วนสมาธิขั้นขณิกะไปอุปจาระ หรือสมาธิกำลังจะเกินอุปจาระแล้วถอยกลับลงมา แบบนี้ดิฉันพอทำได้ แต่อัปปนาถ่อยกลับลงอุปจาระ ดิฉันทำไม่เป็น ช่วยแนะนำด้วยว่าถอยลงยังไง คราวที่แล้วเข้าอัปปนาแล้วค้างอยู่แบบนั้น ถอยกลับลงอุปจาระไม่ได้เลยค่ะ
    โดยคุณ ป. 30 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในสายยุบหนอ-พองหนอ ก็เน้นอัปนาสมาธิเหมือนกัน ที่ว่าเคยอยู่ขั้นอัปนาสมาธิแล้วไม่ค่อยมีสภาวธรรมให้กำหนดนั้น เป็นเพราะว่าการวางใจเป็นแบบสมถะ ไม่ใช่วิปัสสนา ถ้าวางใจเป็นวิปัสสนาจะมีงานทำตลอด ซึ่งก็คือการเพียรรู้ชัดให้มากกว่าเดิม และการเพียรละความยินดียินร้ายในสภาวธรรมที่ปรากฏ -- ผมไม่เคยทำฌานขั้นสูงด้วยการนั่งหลับตา จึงบอกไม่ได้ว่าเข้าออกฌานแบบนี้ทำอย่างไร การทำฌานขั้นสูงของผมทำด้วยการมองภาพ ด้วยการมีสติดูกาย มีสติดูชีวิต ซึ่งเป็นฌานในวิปัสสนา -- ผมไม่เคยแนะนำให้ทำสมาธิขั้นสูง แต่ผมแนะนำให้ทำวิปัสสนาให้มีสมาธิสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ อัปนาสมาธิที่เกิด จะต้องเป็นสมาธิในวิปัสสนาเท่านั้น -- บางทีสิ่งที่เราทำอยู่ เราอาจจะคิดว่าเป็นวิปัสสนา เพราะใครๆ บอกเราว่าเป็นวิปัสสนา แต่การวางใจของเราอาจเป็นเพียงการสมถะก็ได้ ต้องระวัง เพราะผลที่ได้ห่างกันไกล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มีนาคม 2553




    1318 ประกาศเปิดสอนการปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 19

    โดยคุณ 27 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  16. คำตอบที่ 1

    -- ผมจะเปิดสอนการปฏิบัติธรรม ในวันเสาร์ เวลา10.00น ถึง12.00น ต่อเนื่องกัน 4 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เสาร์ที่ 3 เมษายน ถึงเสาร์ที่ 24 เมษายน 2553 -- ในการปฏิบัติ จะใช้วิธีอธิบายทฤษฎีแล้วลงมือปฏิบัติ สงสัยก็ให้ถาม ฝึกตามขั้นตอนจากง่ายไปยาก มีการฝึกเจริญสติ ฝึกมีสติอยู่กับสมมุติ มองภาพแบบปรมัตถ์ ฝึกมีสติดูชีวิต มีสติดูกาย มีสติดูจิต ฝึกเจริญอริยสัจ 4 -- ผู้ที่สนใจเข้าร่วมปฏิบัติธรรม สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท มรรคผลจำกัด ตั้งอยู่ที่ 29/136 ม.2 ถ.345 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 อยู่ใน มินิแฟคตอรี่ อรุณสุนทรี โทร 02-961-7083 , 02-926-0897, แฟกซ์ 02-926-0889 -- ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มีนาคม 2553



    1317 ขอความกระจ่างครับ
    1. เคยได้ฟังพระอาจารย์ท่านหนึ่งสอนว่า {เจอผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้} ในความเข้าใจของผมคือ การทำลายผู้รู้ก็คือการทำลายความเข้าใจผิดว่าเป็นตัวเราเข้าไปรู้ หรือรู้สิ่งที่รู้คือตัวเราใช่ไหมครับ ยกตัวอย่างตามวิธีปฏิบัติของอาจารย์คือ การดูกายก็ให้ดูว่าเป็นหุ่นยนต์ หรือ เป็นสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เรา 2.การดูชีวิต ว่าเราก็ชีวิตหนึ่ง คนอื่นก็ชีวิตหนึ่ง สัตว์ก็ชีวิตหนึ่ง การดูลักษณะนี้จะทำลายความเข้าใจว่าเป็นตัวเรา ของเรา ได้อย่างไร ควรวางใจอย่างไรครับให้ไม่คิดว่ามันเป็นชีวิตเรา 3.ผมได้ยินคนกล่าวว่าให้เจริญสัญญา ไตรลักษณ์ อยู่เสมอ ก็จะสามารถทำลายความเข้าใจว่าเป็นตัวเราของเราได้ เช่น เวลาเราคิดก็คิดว่า ความคิดไม่มีตัวตน = อนัตตา,ความคิดคงอยู่ไม่ได้ = ทุกขัง, ความคิดเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป = อนิจจัง การทำอย่างนี้เรียกว่าการพิจารณาธรรมหรือเปล่าครับ เป็นสิ่งที่ควรทำหรือเปล่าครับ และหากจะทำให้เป็นวิปัสสนาต้องไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่คิดใช่ไหมครับ โดยเรียกว่าการทำวิปัสสนาโดยอยู่กับบัญญัติใช่ไหมครับ 4.การดูภาพแบบปรมัตถ์,การดูกาย และดูชีวิต สามารถอ้างอิงกับหลักไตรลักษณ์ได้อย่างไรครับ
    โดยคุณ 22 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  17. คำตอบที่ 1

    -- 1. อาจารย์แต่ละท่านย่อมสอนไปตามความรู้ความเข้าใจของตนเอง บางท่านก็สร้างศัพท์สร้างคำคมของตนเองเพื่อให้ดูขลังให้ดูน่าเชื่อถือ ถ้าอยากรู้ความหมาย ก็ต้องไปถามท่านเอง แต่ตามความเห็นของผม ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น เพราะคำว่าผู้รู้ ในพุทธศาสนาหมายถึงพุทธะ หมายถึงปัญญา หมายถึงสติสัมปชัญญะ ในการดูกาย ให้ทำความรู้สึกว่า กายนี้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ หรือเป็นเหมือนคนอื่น ส่วนตัวเราไม่ใช่กาย แต่เป็นผู้เฝ้าดูกาย ผู้รู้ในกาย ซึ่งก็คือตัวปัญญา หรือตัวสติสัมปชัญญะนั่นเอง -- 2. การดูชีวิตว่าเราก็ชีวิตหนึ่ง คนอื่นก็ชีวิตหนึ่ง สัตว์ก็ชีวิตหนึ่งนั้น เป็นเพียงการหัดมองความจริง ( ปรมัตถ์ ) ของชีวิตเท่านั้น ในการฝึก ถ้ามองคนอื่น ก็ใช้วิธีมองเหมือนมองภาพแบบปรมัตถ์ เพียงแต่มองเป็นมุมที่กว้างกว่า ถ้ามองตนเอง ก็ทำความรู้สึกว่าเราออกไปยืนอยู่ข้างนอกกายนี้ หรือชีวิตนี้ แล้วมองดูกายนี้ หรือชีวิตนี้ เหมือนกายนี้ หรือชีวิตนี้เป็นคนอื่น ไม่ใช่เรา ส่วนรายละเอียดการทำใจ การวางใจ ต้องว่ากันตอนฝึกปฏิบัติธรรม -- 3. การเห็นไตรลักษณ์ เป็นผลของการปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ใช่เหตุ การคิดพิจารณาไตรลักษณ์ จัดเป็นการพิจารณาธรรมอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วก็จะเข้าใจไตรลักษณ์ดีขึ้น แต่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราอยากเห็นไตรลักษณ์ เราก็สร้างเหตุคือเจริญสติปัฏฐาน เช่นเอาสติดูกาย ทำความรู้สึกว่าเราออกไปอยู่นอกกายนี้ แล้วจ้องดูกายนี้ กายนี้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ ไม่ใช่เรา แล้วเราก็จ้องดูมันว่า กำลังอยู่ในท่าใด จ้องดูไปเรื่อยๆ ถ้าเราวางใจถูก และมีสมาธิดีพอประมาณ เราก็จะเห็นความไม่มีตัวตนในกายนี้ ( เห็นอนัตตา ) คือมีความรู้สึกว่ากายนี้ไม่ใช่เรา การพิจารณาธรรมปรกติอย่าทำ ให้ทำวิปัสสนาเป็นหลัก นอกเสียจากว่าเราต้องการให้มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ มากขึ้น จึงค่อยพิจารณา ส่วนจะทำวิปัสสนาแบบอยู่กับสมมุติก็ได้ คือคิดไป พิจารณาไป แต่อย่ายินดียินร้ายในเรื่องที่คิดเรื่องที่พิจารณาอยู่นั้น -- 4. การมองภาพแบบปรมัตถ์ ถ้าเรามองโต๊ะกินข้าวที่มีจานข้าว มีถ้วยแกง มีช้อนวางอยู่ ความเป็นโต๊ะ เป็นจานข้าว เป็นถ้วยแกง เป็นช้อน เหล่านี้เรียกว่าอัตตา ( ตัวตน ) เมื่อเรามองภาพแบบปรมัตถ์ เราจะเห็นเพียงรูปทรงสีสันของภาพปรากฏอยู่ ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นโต๊ะ เป็นจาน เป็นถ้วย เป็นช้อน อย่างนี้เรียกว่าเห็นอนัตตา ( ความไม่มีตัวตน ) เมื่อเรามองภาพแบบปรมัตถ์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าความรู้สึกในการเห็นภาพไม่เหมือนเดิม อย่างนี้เรียกว่าเห็นทุกขัง ( ความทุกข์ ) ภาพมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ( ความไม่เที่ยง ) การดูกาย ดูชีวิตก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเราเอาสติดูกายตนเอง โดยทำความรู้สึกว่าเราออกไปอยู่ข้างนอก แล้วจ้องดูกายนี้เป็นเหมือนดูคนอื่น ถ้าเราวางใจถูก เราก็จะไม่มีความรู้สึกว่ากายนี้คือเรา อย่างนี้เรียกว่าเห็นอนัตตา ( ความไม่มีตัวตน ) ถ้าเราจ้องดูกายโดยไม่ยึดเป็นเจ้าของกายต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าความรู้สึกในการเห็นกายไม่เหมือนเดิม อย่างนี้เรียกว่าเห็นทุกขัง ( ความทุกข์ ) ความรู้สึกในการเห็นกาย เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ( ความไม่เที่ยง ) -- การเห็นไตรลักษณ์ มีหลายระดับ ในวิปัสสนาขั้นสูงๆ การเห็นไตรลักษณ์ ก็จะชัดเจนกว่าขั้นต่ำๆ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 มีนาคม 2553




    1316 ทำงาน
    ผมทำงานแล้วรู้สึกไม่มีความสุขเลยครับ คำถามคือผมควรจะไปหางานที่มีความสุขทำหรือผมควรจะทำมันต่อไปเพื่อพัตนาให้อยู่กับมันอย่างมีความสุขให้ได้ดีครับ
    โดยคุณ นัท ิีbunnysad@hotmail.com 18 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ต้องตรวจสอบดูว่างานที่เราทำเป็นงานที่เราชอบ เป็นงานที่เราถนัดหรือไม่ ถ้าเป็นงานที่เราไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็ควรหางานใหม่ที่เราชอบ ที่เราถนัด เพราะแต่ละวันเราใช้ชีวิตอยู่ในที่ทำงานเกือบทั้งวัน ถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงาน ก็เท่ากับว่าเราอยู่กับความทุกข์ทั้งวัน เราทำงาน 10 ปี เราก็เป็นทุกข์ 10 ปี -- แต่ถ้าเป็นงานที่เราชอบเราถนัด แต่เราไม่มีความสุขเพราะสภาพแวดล้อม เพราะเพื่อน เพราะหัวหน้า เพราะลูกน้องในที่ทำงาน ก็อาจจะต้องอยู่ที่เดิม แล้วปรับสภาพจิตให้เข้ากับคนรอบข้างจะดีกว่า เพราะถ้าเราย้ายไปที่ทำงานใหม่ ก็อาจจะเจอสภาพที่แย่กว่านี้ก็ได้ นอกจากสภาพแวดล้อมมันไม่ดีจริงๆ ค่อยไปหาที่ทำงานใหม่
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 มีนาคม 2553

    ตอบลบ
  18. 1305 สอบถามครับ
    หลักการปฏิบัติของอาจารย์คือ ดูภาพ,ดูกาย และดูชีวิต ตามหลักอริยสัจ 4 จะสามารถอธิบายตามหลัก อริยสัจ 4 ได้อย่างไรครับ
    โดยคุณ 8 มีนาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- หลักการปฏิบัติที่ผมสอนเป็นไปตามหลักสติปัฏฐาน 4 ครับ ไม่ใช่หลักอริยสัจ 4 -- สติปัฏฐาน 4 ได้แก่ 1.การมีสติอยู่กับกาย 2. การมีสติอยู่กับเวทนา 3. การมีสติอยู่กับจิต 4. การมีสติอยู่กับธรรม -- การดูภาพจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับเวทนา การดูกายจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับกาย การดูชีวิตจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับธรรม ( เรื่องขันธ์ 5 ) ส่วนการเจริญอริยสัจ 4 เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาวิธีหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับธรรม ( เรื่องอริยสัจ 4 ) -- การปฏิบัติวิปัสสนามีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน มีความยากง่ายต่างกัน ผมจะสอนเฉพาะวิธีที่คนส่วนใหญ่ฝึกง่าย ได้ผลเร็ว ส่วนวิธีที่ยากจะไม่สอน แต่ถ้ามีคนถามก็จะอธิบายให้ฟังครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 มีนาคม 2553




    1302 การดูชีวิตต่อ
    เราดูกายว่าร่างกายนี่เป็นหุ่นยนต์ แล้วเอาสติจับทั่วทั้งร่างกายโดยไม่คิดสิ่งใด ๆ เลยในขณะทำใช่หรือเปล่าคะ แล้วการมองดูชีวิตคนอื่น ว่าเป็นชีวิต ๆ นีง มีลมหายใจ มันแตกต่างกับการมองกายอย่างไรคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ใหม่ ลาดปลาเค้า kpaswan_a@hotmail.com 24 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  19. คำตอบที่ 1

    -- การดูกายอย่างที่อธิบายมานั้นถูกต้องแล้ว การดูกายเป็นการดูท่าทางของกายว่าปัจจุบันอยู่ในท่าอย่างไร ไม่มีการพูด ไม่มีการท่อง มีแต่สติที่รู้ในท่าทางอย่างเดียว ที่สำคัญต้องให้มีความรู้สึกว่าตัวนี้เป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่เรา -- การดูกายเป็นการดูเฉพาะกาย ไม่ดูอย่างอื่น สติตั้งอยู่ที่เดียว และจะดูเฉพาะกายตนเองเท่านั้น ไม่ดูกายคนอื่น ส่วนการดูชีวิต อาจดูชีวิตตนเองก็ได้ ดูชีวิตคนอื่นก็ได้ ดูทั้งชีวิตตนเอง และชีวิตอื่นไปพร้อมๆ กันก็ได้ หรือดูกลุ่มของชีวิตหลายๆ ชีวิตไปพร้อมๆ กันก็ได้ สติตั้งได้หลายที่หมุนเวียนกันไป หรือตั้งอยู่หลายที่พร้อมๆ กันก็ได้ แต่ละขณะเราอาจสนใจกายของชีวิตก็ได้ หรืออาจสนใจจิต หรืออาจสนใจเวทนาคือการรับรู้อารมณ์ของชีวิตก็ได้ สติตั้งที่ไหนได้ง่าย ได้ดี ก็ให้ตั้งอยู่ที่นั้น การดูชีวิต เป็นการดูการทำงานของชีวิต ดูความเป็นไปของชีวิต ซึ่งโดยปรกติควรจะสนใจสภาพแวดล้อมด้วย เป็นการมองที่กว้างกว่าการดูกาย ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่เราเห็นคนกำลังโกรธ เราก็ดูกายของเขาว่ามีท่าทางอย่างนั้น พร้อมกับรู้ว่าจิตของเขามีโทสะ จะเห็นว่าสติตั้งที่กายด้วย ตั้งที่จิตด้วย แต่ผลโดยรวมคือรู้ว่าชีวิตนั้นกำลังโกรธ เวลาที่เราเห็นคนกำลังมอง เราก็ดูกายของเขาว่ามีท่าทางอย่างนั้น พร้อมกับสนใจเวทนาคือการเห็นของเขาด้วย จะเห็นว่าสติตั้งที่กายด้วย ตั้งที่เวทนาด้วย แต่ผลโดยรวมก็คือรู้ว่าชีวิตนั้นกำลังมอง -- เนื่องจากการดูชีวิต สติตั้งอยู่หลายที่ สมาธิจึงอ่อนกว่าการดูกาย แต่มีข้อดีคือเราเข้าสู่สภาพที่เห็นชีวิตแบบปรมัตถ์ได้เร็วกว่าวิธีอื่นๆ โดยไม่ต้องใช้สมาธิมากนัก จึงสามารถดับกิเลสได้เร็ว ได้ง่ายกว่าวิธีอื่น เหมาะที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เนื่องจากสมาธิไม่แรง จึงต้องมีการทำสมาธิให้แรงในตอนเช้าก่อน เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ เมื่อสมาธิแรงแล้ว ในชีวิตประจำวันก็จะดูชีวิตได้ง่ายขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 กุมภาพันธ์ 2553




    1301 สงสัยครับ
    มีผู้กล่าวว่าหากสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วถ้ายังไม่บวชจะอยู่ในเพศฆราวาสได้เพียง 7 วันจากนั้นจะต้องเสียชีวิต จริงหรือเปล่าครับ เพราะตอนนี้ผมได้มีโอกาสฟังธรรมจากอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งท่านบอกว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วแต่ยังครองฆราวาสอยู่เป็นปี ๆ แล้วครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 22 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  20. คำตอบที่ 1

    -- ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวว่าเป็นพระอรหันต์แล้วจะต้องบวช แต่ในอรรถกถามีกล่าวไว้ว่าถ้าไม่บวชภายใน 7 วัน จะต้องตาย ตามความเห็นของผม ผู้มีจิตปราศจากกิเลส ย่อมอยู่ในที่ใดๆ ได้ง่ายกว่าคนธรรมดา จะแต่งกายอย่างไร อยู่ในเพศใด ย่อมอยู่ได้ง่ายกว่าคนธรรมดา คนธรรมดาไม่บวช ยังมีชีวิตอยู่ได้ พระอรหันต์ไม่บวช ทำไมจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 กุมภาพันธ์ 2553




    1299 ถอดจิต
    คนเราสามารถถอดจิตไปไหนมาไหนได้รึไหม
    โดยคุณ แจ๊กกี้ 18 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในพระไตรปิฎก กล่าวว่าการถอดจิตเป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง เป็นผลของการฝึกสมาธิ แต่ในพระไตรปิฎกจะใช้คำว่า ถอดกายทิพย์ ซึ่งกายทิพย์นี้สามารถท่องไปในที่ต่างๆได้ ในขณะที่กายของเราซึ่งเรียกว่า กายเนื้อ ยังอยู่ที่เดิม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 กุมภาพันธ์ 2553




    1298 ถ้าศาสนาใดสอนถูกศาสนาอื่นต้องสอนผิดหรือไม่
    บางศาสนาสอนว่า ถ้าไม่เชื่อพระเจ้าของเขาก็จะต้องตกนรก อย่างนี้เป็นต้น จะให้เชือ่อย่างไร เชื่อทางไหนดี
    โดยคุณ ปอ 16 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าคนสองคน สอนขัดกัน คนหนึ่งสอนถูก อีกคนก็ต้องสอนผิดเป็นธรรมดา จะเชื่ออย่างไร เชื่อทางไหน ก็ต้องใช้เหตุผล ถ้าเราเป็นคนมีเหตุผล ก็จะไม่หลงทาง แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ก็ต้องหลงทางเป็นธรรมดา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 กุมภาพันธ์ 2553

    ตอบลบ
  21. 1297 เอาขนะความขี้เกียจ ของตัวเองยากจัง..1298
    เวลามีทุกข์ ก็เอา หนังสือ อาจารย์มา ปฎิบัต พอทุกข์คลาย..ก็ขี้เกียจ อีกแล้วครับ
    โดยคุณ 16 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- วิธีแก้ความขี้เกียจ ก็คือหัดทำอะไรเป็นประจำ สม่ำเสมอ เช่น บังคับตนเองให้ออกกำลังกายทุกวัน สวดมนต์ทุกวัน ในการปฏิบัติธรรม ก็อาจบังคับตนเองให้มองภาพแบบปรมัตถ์ทุกเช้า หรือทุกเช้า-เย็น ครั้งละ 3 นาที 5 นาที 10 นาที หรือนานกว่านี้ ให้ทำทุกวัน ขาดไม่ได้ ให้ถือเป็นกิจสำคัญ เหมือนการกินข้าว ต้องกินทุกวัน ไม่ทำไม่ได้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความขี้เกียจก็จะหมดไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 กุมภาพันธ์ 2553




    ถ้าเราเกิดความเบื่อหน่าย เราก็ใช้วิธีดูจิต ได้ไหมคะ ว่ามันไม่ใช่จิตเรา ตอนนี้เบื่อในร่างกาย ว่ามันเป็นสิ่งน่ารังเกียจ และมองว่ากายก็ไม่ใช่ของเรา แต่จิตยังยืดติดอยู่ จะทำอย่างไรได้บ้างคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ใหม่ ลาดปลาเค้า kpaswan_a@hotmail.com 12 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมขอตอบเรื่องการดูกายก่อน สิ่งที่ทำอยู่อาจจะไม่ใช่การดูกาย แต่เป็นการดูชีวิต คือสติไม่ได้จดจ่ออยู่ที่ท่าทางของกายร้อยเปอร์เซ็น แต่ดูความเป็นไปของชีวิตมากกว่า และอาจจะมีการคิดพิจารณาร่วมด้วย ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เพราะถ้าเอาสติดูกาย สมาธิจะแรง จะไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ส่วนการดูชีวิต สมาธิจะอ่อน ถ้าทำไม่ดี อาจเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นได้ แต่ความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากมีการคิด พิจารณาธรรมร่วมด้วย เช่น พิจารณาถึงความแก่ ความตาย พิจารณาถึงร่างกายว่าเป็นของโสโครก วิธีแก้ไม่ให้เบื่อก็คือขณะทำวิปัสสนาห้ามคิด ห้ามพิจารณาธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ให้มีสติดูกายอย่างเดียว หรือมีสติดูชีวิตอย่างเดียว ไม่ต้องนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าดูกาย ก็เอาสติจับทั้งร่าง ทำความรู้สึกเป็นเหมือนหุ่นยนต์ หุ่นตัวนี้ไม่ใช่เรา แล้วเราก็จ้องดูมันว่าทำท่าอะไรอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีคำพูด ให้ดูมันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิจารณาอะไรทั้งสิ้น -- ส่วนการดูจิต ถ้าเรารู้สึกเบื่อ จะดูจิตก็ได้ แต่ต้องดูให้ถูก คือเวลาดู ต้องห้ามนึกคิดพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น จ้องดูความเบื่ออย่างเดียว ว่าลักษณะของความเบื่อมันเป็นอย่างนี้ หน้าตาของความเบื่อมันเป็นอย่างนี้ ให้เราจ้องดูมันไปเรื่อยๆ โดยอย่ายึดเป็นเจ้าของมัน จ้องดูมันเฉยๆ ความเบื่อเป็นอย่างไร ก็ให้ดูมันตามที่มันเป็น อย่าบังคับมัน อย่าควบคุมมัน อย่ายึดเป็นเจ้าของมัน ดูมันเฉยๆ เวลาดูความเบื่อ ก็ต้องดูความเบื่ออย่างเดียว ห้ามนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย เพราะนั่นเป็นการดูเรื่องราว ไม่ใช่การดูจิต ถ้าจะดูจิตก็ต้องดูสภาพจิตอย่างเดียว ห้ามสนใจอย่างอื่น -- ที่ฝึกอยู่น่าจะวางใจไม่ค่อยถูก ควรฝึกหัดวางใจใหม่
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 กุมภาพันธ์ 2553

    ตอบลบ
  22. 1292 (ส่วนตัว)
    เรียน อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ ผมปฏิบัติมาตลอด มีการท้อแท้ ถอยขึ้นถอยลงอยู่เนืองๆ(ซึ่งพักหลังๆ ความยินดียินร้ายลดลง) บางครั้งมีสักกายทิฐิ คือเห็นว่ารูปกับนามเป็นตัวเรา บางครั้งสักกายทิฐิหายไป คือเห็นแค่รูป(กาย)ว่าเป็นรูป นาม(จิต)ว่าเป็นนาม ไม่มีความเป็นเราเหลืออยู่เลย แต่ในบางขณะที่ไม่มีความเป็นตัวตนนั้น ยังมีกิเลสคือมานะ และความฟุ้งซ่านอยู่ บางครั้งจิตสงบอยู่เฉยๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องอัศจรรย์เพราะผมไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ แต่อย่างไรคงมีงานปฏิบัติธรรมที่ต้องทำอีกมากเพราะยังมีความเห็นผิดอยู่ในจิตได้
    โดยคุณ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมขอตอบในเวบนี้ โดยลบชื่อ และ Emailออกนะครับ ที่บอกว่าในบางขณะที่ไม่มีความเป็นตัวตนนั้น ยังมีกิเลสคือมานะ และความฟุ้งซ่านอยู่ อันที่จริง ขณะที่เรามีมานะนั้น ความเป็นตัวตนต้องมีอยู่ เพราะมานะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยึดเป็นตัวตน เป็นเรา แต่เนื่องจากความรู้สึกเป็นตัวตน เกิดขึ้นบ้าง ดับไปบ้าง สลับกันไปมา ทำให้เราเข้าใจผิด ถ้าจิตไวพอ จึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ คือเห็นว่าตอนนี้ยึดเป็นตัวตน ตอนนี้ไม่ยึดเป็นตัวตน ตอนนี้ยึดมาก ตอนนี้ยึดน้อย -- ขณะที่จิตสงบอยู่เฉยๆ ปกติเราจะไม่ทำวิปัสสนาต่อ เพราะมัวเพลินกับความสงบ พอใจในความสงบ ให้เราทำวิปัสสนาต่อโดยการรู้ชัดในความสงบ แต่อย่ายินดีในความสงบ พยายามทำใจให้สบาย ให้จิตสงบกว่าเดิม ถ้าจิตสงบกว่าเดิม ก็อย่ายินดีในความสงบที่เพิ่มขึ้นนั้น ให้รู้ชัดเฉยๆ ถ้าความสงบเสื่อมไป ก็อย่ายินร้าย คืออย่าเสียดาย อย่าโกรธ อย่ากังวล อย่าหงุดหงิด ในการปฏิบัติ ควรมีปีติสุขที่สูงกว่าความสงบ จึงจะดี เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความสงบแล้ว ควรรู้ชัดในความสงบเพื่อให้สมาธิสูงขึ้น ถ้าสมาธิสูงขึ้น ก็อาจมีปีติสุขเกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้ามีปีติสุขเกิดขึ้น เราก็ทำแบบเดิม คือรู้ชัดในปีติสุข แต่อย่ายินดีในสภาพธรรมนั้น -- ควรทำวิปัสสนาแบบอื่นบ้างเพื่อให้สมาธิแรง เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ ควรทำวิปัสสนาแบบอยู่กับสมมุติบ้าง เพื่อให้สามารถคิด พูด ทำงาน โดยไม่มีกิเลสได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 กุมภาพันธ์ 2553




    1289 ทำสติถูกหรือไม่ค่ะ
    ใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรม แต่พอจิตเผลอหรือมีกิเลสส่วนใหญ่จะจับกิเลสอย่างหยาบๆได้ ก็จะตามรู้ไป โดยที่กิเลสเกิดขึ้นก่อน แล้วตัวรู้เกิดขึ้นที่หลัง พอรู้ขึ้นมาในขณะนั้น จิตที่เป็นอกุศลมันเหมือนกันค่อยๆจางไป บางทีมันก็ทรงตัวอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ทวีรุนแรง แล้วหายไป ปฏิบัติได้ถูกหรือไม่ค่ะ แต่บางวันเหมือนจิตจะไปดักรู้ บางวันจิตไปประคอง แก้อย่างไร เพราะแต่ละวันจิตไม่เหมือนกันทุกวันค่ะ
    โดยคุณ ป้อม 3 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  23. คำตอบที่ 1

    -- การฝึกปฏิบัติธรรมแบบมีสติอยู่กับลมหายใจโดยไม่ฝึกแบบอื่นเลย การที่จะให้ได้ผลเป็นเรื่องที่ยากมาก โอกาสที่จะได้มีหนึ่งในพัน เปรียบเสมือนคนหัดว่ายน้ำใหม่ๆ หัดว่ายท่าผีเสื้อ ซึ่งยาก ไม่ยอมหัดว่ายท่าฟรีสไตล์ ซึ่งง่ายกว่า โอกาสที่จะว่ายน้ำเป็นย่อมทำได้ยาก ควรฝึกวิธีที่ง่ายกว่าควบคู่กันไป จึงจะได้ผล -- ถ้าปฏิบัติธรรมถูกวิธี คือวางใจถูก ทำใจถูก จะต้องเห็นกิเลสดับเป็นเสี้ยววินาทีบ้าง ถ้าไม่เคยเห็นเลย แสดงว่ายังทำไม่ได้ผล คืออาจทำผิดวิธีก็ได้ ถ้าทำได้ดี บางครั้งควรจะเห็นกิเลสเกิดขึ้นเพียงเบาบาง เมื่อเห็นกิเลส กิเลสก็ดับไป ควรจะเห็นสภาพธรรมอย่างนี้บ้างจึงจะเรียกว่าทำได้ผล -- ที่ว่าบางวันจิตจะไปดักรู้ เป็นเพราะวันนั้นสมาธิดี สติมีกำลัง ที่ว่าบางวันจิตไปประคอง เป็นเพราะวันนั้นสมาธิไม่ดี ที่ว่าจิตแต่ละวันไม่เหมือนกันนั้น ถูกต้องแล้ว เพราะจิตมันไม่เที่ยง เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เป็นเรื่องธรรมดา -- การแก้ไขก็คือต้องฝึกใหม่ให้ถูกวิธี ฝึกแบบง่ายให้เป็นก่อน แล้วค่อยฝึกแบบยาก ควบคู่กันไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กุมภาพันธ์ 2553




    1287 การฝึกปฏิบัติธรรมสามารถแก้ไขพฤติกรรมคนได้ไหมคะ
    การฝึกปฏิบัติธรรมถ้าฝึกจนได้ผลแล้วสามารถทำให้แก้ไขพฤติกรรมที่เป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออกหรือแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นคนลังๆเลๆไม่ค่อยกล้าตัดสินใจต้องคอยคล้อยตามคนอื่นๆอยู่เรื่อยได้ไหมคะ
    โดยคุณ บูญญาพร 9 พฤษภาคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกจิตให้อกุศลเจตสิก (กิเลส) เข้าปรุงแต่งจิตยาก ให้กุศลเจตสิก เช่น สติ ปัญญา เข้าปรุงแต่งจิตง่าย ฉะนั้น เราก็จะไม่ค่อยอาย ไม่ค่อยประหม่า กล้าแสดงออกมากขึ้น ไม่เป็นคนจิตใจโลเล กล้าตัดสินใจง่ายขึ้น จิตใจมั่นคงขึ้น แต่ผลที่ได้รับมีมากกว่านี้มากมายนัก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กุมภาพันธ์ 2553




    1286 เหนือดวงได้ไหม
    หมอดูต่างๆหลายคน ทำนายว่าจะมีอุบัติเหตุ มีเคราะห์ ป่วยหนัก ไม่สบายใจล่วงหน้าเป็นปี พร้อมกับทำบุญเจริญสติเท่าที่ระลึกได้แล้วยังต้องได้รับเคราะห์กรรมพวกนี้อยู่ไหม
    โดยคุณ นัท 26 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราสร้างบารมีด้วยการทำบุญเจริญสติ ทำวิปัสสนา ถ้าทำได้ดีมาก ผลกรรมชั่ว (วิบากร้าย) เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย ก็จะเบาบางลงมาก ถ้าทำได้ดีน้อย วิบากร้ายก็จะเบาบางลงไม่มาก ขึ้นอยู่กับการสร้างบารมีของเราว่าทำได้ดีมากน้อยเพียงใด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  24. 1285 คำหมายของ 'นิพพาน'
    รบกวนถามอาจารย์อีกครั้งนะคะ จากที่ดิฉันเคยเห็นในหลาย ๆ กระทู้ของทุกท่านก็ได้คำตอบที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงกับความคิดของดิฉันมากที่สุดนั้นก็คือคำพูดของอาจารย์ที่บอกว่า นิพพานคืออนัตตา คือความว่างเปล่าและไม่มีตัวตน ซึ่งตรงกับความเข้าใจของดิฉันทุกอย่าง ผิดถูกยังไงรบกวนอาจารย์ช่วยสั่งสอนด้วยนะคะ เพราะนิพพานในความหมายของดิฉัน(หรือที่เคยสัมผัสได้จากการนั่งสมาธิ) นั้นหมายถึง ความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน ไร้รูปนาม เปรียบเหมือนธรรมชาติหรือที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่าธรรมะก็เปรียบเหมือนกับธรรมชาติ นิพพานไม่ใช่สวรรค์ที่สวยงามหรือดินแดนที่เต็มไปด้วยอริยะ แต่คือความสงบ ว่างเปล่า ไม่มีอัตตา หรือก็คือการกลับคืนสู่ธรรมชาติหรือสภาวะแห่งธรรมนั่นเอง แต่สำหรับจิตที่ว่าดับสูญไปนั้นดิฉันไม่แน่ใจว่า 'การดับสูญ' นั้นหมายถึงการสูญสลายไปโดยไม่หลงเหลือจิตอยู่เลย หรือเป็นการดับซึ่งกิเลสทั้งปวงแต่ยังคงหลงเหลือซึ่งจิตอันเป็นสภาวะธรรม(ธรรมชาติ)อยู่กันแน่ สำหรับอาจารย์แล้วเห็นว่าเป็นอย่างไรคะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยสละเวลามอบวิทยาธรรมเป็นทานให้กับผู้อื่น ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ
    โดยคุณ osaiteaw osaiteaw@hotmail.com 26 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมได้ตอบคำถามเกี่ยวกับนิพพานหลายครั้งแล้ว ลองหาอ่านดูครับ ความว่างเปล่าในสมาธิ เป็นความสงบ แต่ไม่ใช่นิพพาน สภาพที่เป็นอนัตตา ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะนิพพาน แต่หมายถึงธรรมชาติทุกชนิด อันที่จริงเรื่องของนิพพาน เรื่องของอนัตตา เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่เพราะคนทั่วไปมีอวิชชา คือความไม่เข้าใจ ความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้อยู่ จึงไม่อาจเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้ แม้คิด พิจารณา ศึกษา ทำความเข้าใจ เป็นเวลานานเท่าใด ก็ไม่อาจเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้ เหมือนบุคคลที่หูหนวกมาแต่กำเนิด ไม่อาจคิด พิจารณา ศึกษา ในเรื่องของเสียงได้ ทั้งๆ ที่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะทำความเข้าใจ เขาจะเข้าใจธรรมชาติของเสียงได้ ก็ต่อเมื่อเขารักษาหูของเขาให้สามารถรับฟังเสียงได้ เมื่อเขาได้ยินเสียง เขาก็จะรู้สึกว่า เสียงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก -- นิพพานของพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ ก็คือสภาพจิตที่พระอรหันต์รับรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ โดยไม่มีกิเลสเจือปน เช่น ยุงกัด รู้สึกคัน พระอรหันต์ ก็รู้ว่ายุงกัด รู้สึกคัน แต่ไม่รู้สึกหงุดหงิด ไม่รู้สึกโกรธ ไม่รู้สึกอยากตบยุง เพราะความรู้สึกเหล่านี้เป็นกิเลส เมื่อพระอรหันต์คัน ท่านก็เกาให้หายคัน เมื่อหายคัน ท่านก็รู้ว่าหายคัน แต่ไม่ได้ดีใจเมื่อหายคัน เพราะความดีใจเป็นกิเลส ส่วนนิพพานของพระอรหันต์ที่ตาย (พระอรหันต์ตาย เราเรียกว่า พระอรหันต์นิพพาน) ก็คือสภาพที่พระอรหันต์ไม่ไปเกิดในภพภูมิใดๆ อีกเลย เรียกว่า ดับสูญ คือไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ก็เรื่องนิพพาน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่คนทั่วไปก็ไม่สามารถเข้าใจได้ เหมือนคนหูหนวก ไม่สามารถเข้าใจเรื่องเสียงได้ บุคคลผู้ฝึกเลียนแบบสภาพจิตของพระอรหันต์ คือเพียรรู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบทางทวารต่างๆ โดยไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลส ย่อมเห็นนิพพาน ย่อมเข้าใจสภาพนิพพานได้ การฝึกนี้เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน -- เรื่องอนัตตา ก็เช่นกัน อนัตตาก็คือความไม่มีตัวตน ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่เป็นตัวตน ซึ่งตรงข้ามกับอัตตา ที่หมายถึงตัวตน บุคคลเมื่อไม่รู้จักอนัตตา ย่อมไม่รู้จักอัตตาด้วย เหมือนคนหูหนวก เมื่อไม่รู้จักเสียง ย่อมไม่รู้จักความเงียบด้วย มีหลายคนเข้าใจว่าในโลกนี้มีแต่อนัตตา ไม่มีอัตตาอยู่ แต่ที่จริงอัตตาก็มีอยู่ เพียงแต่เราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เหมือนกับเสียงก็มีอยู่ ความเงียบก็มีอยู่ แต่คนหูหนวกไม่เข้าใจ โดยธรรมชาติแท้ๆ แล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตน ไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวตน ที่เราเห็นเป็นอัตตา เป็นตัวตน เป็นเรานั้นไม่มีอยู่จริง แต่เนื่องจากเรามีจิตที่นึกคิดจินตนาการได้ จึงจินตนาการ หรือปรุงแต่งเป็นอัตตา เป็นตัวตน เป็นเรา ขึ้นมา แม้ความรู้สึกเป็นรถ เป็นบ้าน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นชาติ เป็นประเทศ เป็นเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ก็คืออัตตาทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเองทั้งสิ้น ถ้าไม่มีจิตนึกคิดปรุงแต่ง สิ่งเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ก็ไม่มี บุคคลผู้ฝึกหยุดการปรุงแต่งไม่ให้เกิดอัตตา ก็จะเห็นอนัตตาตามความเป็นจริง เมื่อรู้จักอนัตตา ก็ย่อมรู้จักอัตตาด้วย การฝึกนี้เรียกว่า วิปัสสนากรรมฐาน -- จะเห็นว่าผู้ที่ฝึกวิปัสสนา เมื่อฝึกถูกวิธี ก็จะสามารถเห็นธรรมชาติของนิพพาน ของอนัตตาได้ เมื่อเห็นแล้วเขาก็จะเข้าใจ และเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  25. 1284 อาการที่เกิดจากการทำสมาธิ
    ดิฉันทำสมาธิมาได้พักใหญ่แล้ว และก็ได้ศึกษาหลักการทำสมาธิจากอาจารย์ท่านต่าง ๆ มาพอสมควร เนื่องจากกลัวหลงทาง กระทั่งเริ่มมองเห็นนิมิตเป็นพระพุทธรูป หรือไม่ก็มีแสงสว่างวิ่งวาบไปมา (ดิฉันไม่แน่ใจว่าเป็นนิมิต หรือ จิตเราปรุงแต่งไปเองกันแน่) แต่เนื่องจากเคยได้ยินหลายท่านแนะนำมาว่า เวลาเกิดสมาธิไม่ให้ยึดติดต่อนิมิตใด ๆ ดิฉันจึงได้ปฏิบัติตามนั้นมาตลอด พอมาระยะหลัง ๆ เมื่อทำสมาธิเข้าถึงความสงบมากยิ่งขึ้น คราวนี้เริ่มมีอาการแปลก ๆ คือมีอาการเหมือนมีจิตขององค์เทพผ่านร่าง และมาแสดงธรรมต่าง ๆ แต่จะเป็นเฉพาะเวลาเข้าสมาธิ เมื่อเป็นเช่นนั้นดิฉันก็ยิ่งหาข้อมูลถึงรู้ว่านั่นคืออาการนิมิตอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่เทพที่ไหน แต่ในบางครั้งที่เราได้ยินกระแสจิตคอยเตือนและบอกถึงธรรมต่าง ๆ เวลาเข้าสมาธิก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าสิ่งนั้นคือจิตเรา หรือ อะไรกันแน่ที่มาบอก อาการต่าง ๆ เหล่านี้แท้ที่จริงคืออะไรกันแน่คะ และสิ่งที่ดิฉันปฏิบัติอยู่นี้ถูกต้องดีแล้วหรือเปล่า (ที่พยายามจะไม่ยึดติดต่อนิมิตใด ๆ) รบกวนอาจารย์ช่วยตอบเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไปด้วยนะคะ
    โดยคุณ osaiteaw osaiteaw@hotmail.com 26 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่ว่าเป็นเทพมาแสดงธรรมอาจเป็นเทพจริงๆ หรือเป็นนิมิตก็ได้ เป็นได้ทั้ง 2 อย่าง -- ที่ว่าไม่ให้ยึดติดในนิมิต เราอาจเข้าใจผิด เราอาจไม่สนใจนิมิตต่างๆ โดยปล่อยผ่านไป แต่ที่จริงการไม่ยึดติดในนิมิต หมายความว่าให้รู้ชัดในนิมิตนั้น แต่เพียรละความยินดีพอใจในนิมิตนั้น เพื่อไม่ให้เราติด เพราะฉะนั้นการปฏิบัติที่ถูกคือ ถ้าเห็นนิมิต ต้องสนใจในนิมิตให้มาก เช่นถ้าเห็นนิมิตเป็นพระพุทธรูป ก็ให้รู้ชัดในพระพุทธรูป แต่อย่ายินดีพอใจในภาพพระพุทธรูปนั้น ถ้าเราวางใจถูก เราก็จะเห็นพระพุทธรูปชัดขึ้น สว่างขึ้น ( เพราะ สติ สมาธิ มากขึ้น ) แต่ไม่ติดในพระพุทธรูป นิมิตใดเห็นบ่อย เห็นง่าย ก็พยายามใช้นิมิตนั้นเป็นสื่อในการทำสมาธิบ่อยๆ จะได้ผลดีกว่าที่เปลี่ยนนิมิตไปเรื่อย แต่ถ้าสมาธิแก่กล้าแล้ว บางทีนิมิตก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพียงแต่ตั้งใจทำจิตให้สงบ สมาธิก็เกิดขึ้นได้ งานของเราคือพยายามทำจิตให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็คือการทำสมาธิให้แรงที่สุดนั่นเอง แล้วเราก็พยายามประคับประคองทำสมาธิให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีข้อแม้ว่าห้ามยินดีในความสงบ ห้ามยินดีในปีติสุข อันเกิดจากสมาธิ ถ้าทำอย่างนี้ได้ การทำสมาธิของเราก็จะไม่มีอุปสรรค -- การทำสมาธิโดยไม่ติดสมาธิ จัดเป็นการทำวิปัสสนาชนิดหนึ่ง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 มกราคม 2553




    1283 ฝึกขั้นต้น
    ผมได้ฟังพระเขาบอกว่า ปฐมฌาน ต้องผ่าน ขั้นตอนอื่นอีกมากกว่าจะถึง ซึ่ง ต้องผ่าน อกุศลจิตอันดับแรกก่อน แล้วก็ต่อด้วย อื่น อีกๆ ใช่ไหมครับ อาจารย์ช่วยเรียงลำดับการฝึกหน่อยได้ไหมครับ
    โดยคุณ 22 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  26. คำตอบที่ 1

    -- คงไม่ใช่อย่างที่ฟังมาหรอกครับ ปฐมฌาน ก็คือฌานที่ 1 ซึ่งเป็นฌานที่ต่ำที่สุดของ รูปฌาน 4 คำว่ารูปฌาน 4 หมายถึงการทำสมาธิโดยมีรูปเป็นอารมณ์ เช่นมีสติดูลมหายใจเข้าออก มีสติดูท้องพอง-ยุบ เพ่งแสงสว่าง เพ่งสีแดง สีขาว เพ่งพระพุทธรูป เหล่านี้เรียกว่าฝึกรูปฌาน ถ้าทำสมาธิได้ดีจิตก็จะสงบมากขึ้นตามลำดับ ขั้นของสมาธิที่สงบแตกต่างกันเรียกว่าฌาน ฌาน1 ก็สงบนิดหน่อย ฌาน2 ก็สงบมากขึ้น ฌาน3 ก็สงบมากขึ้นอีก ฌาน4 ก็สงบมากที่สุด บุคคลเมื่อทำสมาธิถึงขั้นฌาน4 เสมอๆ เมื่อเข้าฌาน4 แล้วน้อมใจที่จะมีฤทธิ์ด้านใด ก็จะสามารถมีฤทธิ์ในด้านนั้นได้ ในการฝึกเช่นเอาสติอยู่กับลมหายใจ ก็ให้เรารู้ชัดในลมหายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้ชัดว่าเข้า ลมหายใจออก ก็รู้ชัดว่าลมหายใจออก ถ้าใจจดจ่อกับลมหายใจได้แนบแน่น จิตสงบ มีปีติ สุขอันเกิดจากความสงบของจิตเกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในฌานที่1 คืออยู่ในปฐมฌาน ถ้าพูดตามทฤษฎี ขณะอยู่ในฌานที่1 ก็จะมี วิตก จิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคตา -- หลักของการฝึกสมาธิให้ได้ฌาน ก็คือหาอะไรสักอย่างหนึ่งมาเป็นอารมณ์ของจิต เช่นเอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์ของจิต เอาสีแดงมาเป็นอารมณ์ของจิต แล้วเราก็ให้ใจจดจ่ออยู่แต่สิ่งนั้น ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น เหมือนกับโลกทั้งโลกมีแต่สิ่งนั้นสิ่งเดียว แล้วเราก็พยายามให้ใจจดจ่ออยู่แต่สิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ งานของเราก็มีเพียงเท่านี้ ถ้าทำได้ดี ฌานก็จะเกิดขึ้นเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 มกราคม 2553





    1282 ขอเรียนถามอาจารย์ว่าบุคคลเพศที่3สามารถบรรลุธรรมได้ไหม
    ดิฉันมีเพื่อนเป็นเกย์หลายคนอยากชวนเขาปฎิบัติธรรมบ้างแต่เคยทราบจากคนอื่นมาว่าพวกผิดเพศไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นโลกุตระได้ เลยอยากเรียนถามอาจารย์ว่าพวกผิดเพศ เป็นเกย์ เป็นทอม สามารถบรรลุธรรมขั้นโลกุตระได้ไหมคะ
    โดยคุณ บุญญาพร boon_yp@yahoo.co.th 21 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมเองก็เคยได้ยินมาอย่างนั้น แต่ก็ไม่เห็นข้อความนี้ในพระไตรปิฎก ผมว่าถ้าเขาสนใจธรรมะ ปฏิบัติธรรมได้ผล ก็มีสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสแต่เพียงว่า ผู้ที่ทำอนันตริยกรรม คือกรรมหนัก เช่นฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทำสงฆ์ให้แตกแยก ทำร้ายพระพุทธเจ้า บุคคลประเภทนี้เท่านั้นที่ไม่สามารถบรรลุมรรคผลในปัจจุบันชาติได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  27. 1281 ส่งอารมณ์ครับ
    ขอส่งอารมณ์ดังนี้ครับ 1.การดูภาพแบบปรมัตถ์ ผมฝึกดูภาพแบบปรมัตถ์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตอนเช้า จะสลับกับการดูภาพนิ่ง และดูตัวเองในกระจก สิ่งที่เห็นคือ ผมจะรู้สึกว่าภาพเคลื่อนไหวเร็วเพียงแค่มองไม่กี่วินาที จากนั้นภาพจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ไปเรื่อยๆ ครับ โดยผมจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีครับ ในระหว่างวันหากพอมีเวลาก็จะมองภาพปฏิทิน หรือภาพโต๊ะ หรืออะไรก็ได้ที่นิ่ง ก็จะพบว่าภาพเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เวลาเห็นภาพเคลื่อนไหวก็ไม่รู้สึกดีใจ เวลาภาพไม่เคลื่อนไหวก็ไม่กังวล บางครั้งมองแล้วไม่เห็นการเคลื่อนไหว หรือไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ มองไปซักพัก ก็จะหยุด แล้วค่อยทำใหม่ วางสายตาใหม่ 2.การดูกายผมจะทำตอนเช้า หรือตอนก่อนนอนครับ จะเคลื่อนไหวตัวเองช้า ๆ ไม่มีท่าประจำครับ ความรู้สึกในการดูจะรู้สึกสงบ เบา และเห็นร่างกายรวม ๆ เคลื่อนไหวไปทั้งตัว แต่บางครั้งจะรู้สึกจดจ่ออยู่ที่บางส่วนเช่น มือ แต่พอรู้ตัวก็จะมาดูรวม ๆ 3.การดูชีวิต ผมจะใช้เวลาเดินทาง หรืออยู่กับกลุ่มคน เวลาดูจะไม่ดูตรง ๆ จะใช้แค่ความรู้สึกว่ามีคนอยู่ มีการเคลื่อนไหว ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือรู้สึกว่าทุกอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด บางครั้งที่ต้องเจอคนที่ไม่ชอบ หรือนั่งใกล้คนที่ไม่ชอบก็จะวางใจแล้วดูความรู้สึกของตัวเอง พบว่าตอนแรงจะรู้สึกเหมือนความรู้สึกเกร็งขึ้นมานิดนึง เมื่อวางใจใหม่ก็จะรู้สึกเฉย ๆ ครับ 4.จากการปฏิบัติทั้ง 3 วิธีที่อาจารย์สอนมาผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่เข้ามากระทบได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้อารมณ์ไม่แกว่งไปในทางยินดี หรือไม่ยินดีมากนัก แต่เวลาเจออารมณ์แรง ๆ ก็ทำใจใหม่ แล้วดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป ผลจากการทำอย่างนี้ทำให้รู้สึกว่าอารมณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ บางครั้งผมเพิ่งตื่นนอน แต่ยังอยู่ในอาการนอนแรก ๆ จะรู้สึกเหมือนฝัน หรือคิดอะไรไปเรื่อย ๆ บางครั้งจะเกิดความหงุดหงิด เมื่อรู้ตัวก็วางใจใหม่ ก็จะเห็นความคิด หรืออารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น แต่ความยินดีหรือไม่ยินดีในอารมณ์ลดน้อยลง 5.ผมรู้สึกว่าการดูอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหากเรารู้สึกถึงอารมณ์เหล่านั้นให้ชัด โดยไม่ต้องตีความใด ๆ การปรุงแต่งก็จะไม่เกิดและก็จะเห็นสภาวะอารมณ์เหล่านั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่หากเราทำมากกว่าการรู้อารมณ์ เช่น คิด การปรุงแต่งก็จะเกิดขึ้นทันที ความยินดี ยินร้าย ก็จะเกิดขึ้น เมื่อเราวางใจใหม่แล้วรู้สึกอารมณ์ในขณะนั้นให้ชัดก็จะกลับมาเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และร่างกายอีกครั้ง
    โดยคุณ เปลี่ยนแปลง 21 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. การมองภาพแบบปรมัตถ์ ทำได้ดีแล้ว ควรฝึกมองภาพสลับกับการมีสติดูกาย เพื่อเป็นการพักสายตา คือมองภาพสักระยะหนึ่ง เมื่อเมื่อยตาแล้ว ก็เปลี่ยนมาเป็นดูกายสักระยะหนึ่ง แล้วก็กลับมามองภาพอีก ถ้าทำอย่างนี้ เราก็จะทำได้นานโดยไม่ปวดตา การเห็นภาพเคลื่อนไหว เป็นผลของการปฏิบัติที่ได้ผล เราเอาไว้เช็คว่าเราวางใจถูกหรือไม่ เท่านั้น แต่อย่าไปสนใจรายละเอียดของการเคลื่อนไหวมากนัก ให้สนใจความสว่างของภาพแทน เพราะความสว่างของภาพจะแปรตรงกับสมาธิ คือถ้าสมาธิแรง เราก็จะเห็นภาพสว่างมาก ถ้าสมาธิอ่อน เราก็จะเห็นภาพสว่างน้อย งานของเราคือพยายามให้สมาธิแรงที่สุดเท่าที่จะแรงได้ ถ้าแรงกว่านั้นไม่ได้ ก็พยายามให้อยู่ในสภาพนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราทำสมาธิให้แรงได้โดยการสร้างเหตุ คือตั้งใจมองภาพให้มากกว่าเดิม สนใจภาพให้มากกว่าเดิม ถ้าเราสร้างเหตุได้ดี ผลก็คือภาพจะสว่างขึ้น ผมเองก็ใช้ความสว่างของภาพเป็นตัวเช็คว่าเราทำได้ดีเพียงใด 2. การดูกายที่ทำอยู่ก็ใช้ได้แล้ว เวลาที่เราสมาธิดี เราควรเคลื่อนไหวช้าๆ แต่ถ้าสมาธิไม่ดี เช่นง่วง ซึมเซา ก็ให้เคลื่อนไหวเร็วๆ จะได้ไม่ง่วง 3. การมีสติดูชีวิตที่ทำอยู่ก็ใช้ได้แล้ว ควรลองฝึกหัดดับกิเลสด้วยการดูชีวิต เพราะวิธีนี้จะใช้สมาธิไม่มาก และดับกิเลสได้เร็ว คือเวลาที่เราสมาธิไม่ดี การดูชีวิต จะทำได้ง่ายกว่าวิธีอื่น วิธีฝึกก็คือเวลาที่เรามีกิเลสไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราลองรีบเอาสติมาดูกาย ถ้าวางใจถูก เราก็จะเห็นกิเลสดับไป 4. การที่เราทำใจผิด แล้วทำใจใหม่ โดยไม่โกรธ ไม่กังวล ไม่หงุดหงิดนั้นถูกต้องแล้ว หน้าที่ของเราคือการฝึกหัดทำใจใหม่ วางใจใหม่ให้ถูกเท่านั้นเอง เราไม่มีหน้าที่ไปโกรธ ไปกังวล ไปหงุดหงิด 5. เมื่อเราฝึกมีสติดูปรมัตถ์เป็นแล้ว สมาธิดีขึ้นแล้ว เราควรฝึกวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติด้วย โดยการรู้ชัดในสมมุติ ไม่ยินดียินร้ายในสมมุติ ฝึกรู้ชัดในการพูดคุยโดยไม่ยินดียินร้าย ฝึกรู้ชัดในการคิดโดยไม่ยินดียินร้าย ฝึกรู้ชัดในการทำงานโดยไม่ยินดียินร้าย ถ้าเราทำได้ การฝึกวิปัสสนาก็จะเป็นของง่าย เพราะเราสามารถทำได้ทั้งวัน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน นอกบ้าน หรือในที่ทำงาน -- จากการปฏิบัติธรรมที่อธิบายมา ถือว่าทำได้ดีมาก ควรทำต่ออย่างสม่ำเสมอ อย่าได้ขาด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  28. 1275 การตั้งชื่อพระพุทธรูป
    เรียนสอบถามท่านอาจารย์ว่า เราเป็นผู้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้นเอง แล้วสามารถตั้งชื่อพระพุทธรูปขึ้นเองตามที่เราต้องการได้หรือไม่ เช่น ตั้งชื่อว่า "พระพุทธ........(แล้วต่อด้วยนามสกุลของผู้สร้าง) ขอบคุณครับ
    โดยคุณ ธาตรี จ.ลำปาง chawayong@nipparn.com 20 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องนี้เป็นเรื่องทางสังคม จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ควรทำให้เหมาะสมก็แล้วกัน ถ้าเป็นผมจะไม่ตั้งชื่อ เพราะถือเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าจะตั้งชื่อ ก็ควรให้มีชื่อที่ไพเราะ มีความหมายดี เป็นมงคล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 มกราคม 2553




    1273 เป็นคนขี้กังวล
    ผมเป็นคนขี้กังวลมากครับ ผมกังวล จิตผมไม่ค่อยดีช่วงนี้ ซึ่งเมื่อก่อนก็ไม่เป็นครับ เช่น เวลาผมใส่บาตร ผมก็คิดไม่ดี ว่าอาหาร เราไม่ดีรึเปล่า เสียรึเปล่า เดี๋ยวพระเขาท้องเสีย หวานเกินไปไหม กลัวพระ เขาจะเป็นเบาหวาน เดี๋ยวเราจะเป็นบาป ผมกลัวว่าผมจะใส่เจตนาลงไป แต่จริงๆผมอยากใส่บาตรให้พระเขาฉัน อิ่มๆนะครับ แต่กิเลสมันปรุงแต่งมาก ผมอยากทำความดี แต่มันฟุ้งซ่าน
    โดยคุณ 19 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นเพราะเราสมาธิไม่ดี ถ้าเราสมาธิดี จิตก็จะสงบไม่ฟุ้งซ่าน ฉะนั้นเราก็ต้องฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อไม่ฟุ้งซ่าน เราก็ควบคุมจิตได้ง่าย เมื่อควบคุมจิตได้ง่าย เราก็หัดเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม เวลาจัดอาหารตักบาตร ก็ตั้งใจคิด ตั้งใจทำให้ดี เมื่อทำแล้วห้ามกังวล ห้ามคิดมากในสิ่งที่ทำ -- แต่การฝึกสมาธิให้ได้ผล เป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป จึงควรฝึกวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เพราะเป็นการทำสมาธิที่มีปัญญาเข้าร่วม จะฝึกได้ง่ายกว่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 มกราคม 2553




    1271 ผู้ฝึกใหม่
    ผมฝึกปฐมฌานนะครับ ผมพึ่งหัดทำนะครับ แต่ผมฟัง ตามที่หลวงพ่อเขาบอก แล้วผมกำหนดลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ หรือ พุทธานุสตินี่แหละ จนเป็นสมาธิ จิตนิ่ง ผมรู้สึกตัวโยกนะครับ เหมือนมันสั่นๆ สักพัก ผมกำหนดลมหายใจต่อ อาการนี้ก็หายไป แล้วไม่มาอีกเลย แต่ผมพยายามกำหนดเหมือนเดิม ก็ไม่มีอาการเหล่านี้นะครับ อันนี้เป็นสมถกรรมฐานใช่ไหมครับ และควรทำยังไงดีหรือครับ
    โดยคุณ 17 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  29. คำตอบที่ 1

    -- ที่ทำเป็นการทำสมาธิทั่วไป จะเรียกว่าเป็นสมถกรรมฐานก็ได้ ควรทำวิปัสสนาในขณะนั่งสมาธิ ด้วยการรู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ เช่นถ้าจิตนิ่ง ก็รู้ชัดว่าจิตนิ่ง แต่อย่ายินดีในสภาพธรรมนั้น ให้ทำใจเป็นกลาง ทำใจเฉยๆ ได้แต่รู้ชัด ไม่ต้องไปชอบ ไปพอใจ ไปยินดีกับความนิ่งของจิต เวลาตัวโยก ก็รู้ชัดว่าตัวโยก ไม่ต้องยินร้าย คือไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสงสัย ได้แต่รับรู้เฉยๆ ว่ามีสภาพธรรมนั้นอยู่ ถ้าจิตไม่สงบ ก็รูชัดว่าจิตไม่สงบ ไม่ต้องหงุดหงิด ไม่ต้องอยากให้จิตสงบ จ้องดูความไม่สงบเฉยๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็เป็นการทำวิปัสสนาในขณะนั่งสมาธิ จะทำให้การทำสมาธิไม่ติดขัด ได้ผลเร็วขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 มกราคม 2553




    1270 ความโกรธ
    สวัสดีค่ะ อาจารย์ การทำงานของเรา มีการกระทบกับคนอื่น เรื่องผลประโยชน์ ทำให้เขาเสียหาย แต่เราต้องทำเพื่อรักษาผลประโยชน์บริษัท คือการส่งสินค้าไม่ไค้คุณภาพเข้ามา ทำให้เราต้องคืนสินค้า แต่ทำให้เขาโกรธมาก ที่จริงเราก็คุยกันดีมาตลอด แต่คราวนี้ถึงอาฆาต ก็พูดว่าเราทำตามหน้าที่และเขาก็ต้องรับผิดชอบในงานที่ส่งมา เขาก็ตัดความสัมพันธ์ ในธุรกิจ เครียดค่ะ ใจหนักๆ ทำสมาธิ จงกรม ก็ยังไม่สามารถควบคุมความคิดได้ จะแวบคิดให้เป็นทูกข์ ขอถามว่า เวลาทุกข์ จะปฏิบัติอย่างไร และ การทำให้คนโกรธ ก็ยิ่งทำให้เขาทุกข์ เลยทำให้เราทุกข์ไปด้วย บางสิ่งที่เราทำ ทำให้เขาทุกข์ขนาดนั้น เราจึงไม่แน่ใจในสิ่งที่เราคิดว่าทำตามหน้าที่ จริงๆแล้วมันถูกต้องหรือไม่ กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ
    โดยคุณ นัน nun@thaimail.com 17 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การตัดสินใจของเราในเรื่องต่างๆ จะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัญญาของเราเอง เราต้องหัดใช้ปัญญาในการตัดสินใจ บางครั้งการทำอะไรตรงไปตรงมาเป็นสิ่งดี แต่บางครั้งก็ไม่ดี บางครั้งการทำอะไรเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเป็นสิ่งดี แต่บางครั้งการประนีประนอมดีกว่า ผมตอบไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่เราทำไป ถูกหรือผิด เราต้องใช้ปัญญาของเราตัดสินใจเอาเองว่า ขณะใดควรทำอย่างไร เพราะแต่ละเวลา แต่ละสถานที่ แต่ละเหตุการณ์ มีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเราตัดสินใจทำไปแล้ว ไม่ว่าถูกหรือผิด เราก็ไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว ไม่ควรกลุ้ม ไม่ควรกังวล ไม่ควรเครียด เพราะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา สิ่งที่ทำได้คือใช้ปัญญาแก้ปัญหาที่ปัจจุบัน ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ควรสอนตนเองเสมอว่า ความผิดพลาดเป็นประสบการณ์ของเรา ปัญหาทำให้เราแกร่งขึ้น แต่เราต้องเอาความผิดพลาด เอาปัญหา มาปรับปรุง มาพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ทำผิดพลาดอยู่เรื่อย สร้างปัญหาอยู่เรื่อย -- ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนาได้ผล เราก็จะมีปัญญารู้ว่าการแก้ปัญหาที่ดี ควรทำอย่างไร เพราะการทำวิปัสสนา ทำให้เรารู้จักเหตุ รู้จักผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  30. 1265 ทำบาปกับแม่
    ดิฉันเคยด่าว่าแม่แรงๆ มาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต 32 ปี ตอนนี้รู้สึกกลัวบาปมากและพยายามจะทำดีกับแม่ทดแทนมีความรู้สึกว่าเวลามันน้อยลงทุกวันใจคอไม่ดีเลย สิ่งที่เคยทำกับแม่ไว้มันเหมือนมาหลอกหลอนว่าต้องตกนรกแน่นอน บาปบุญมันลบล้างกันได้ไหมค่ะ แม่บอกกับดิฉันว่าอโหสิกรรมให้ลูก แต่ใจก็ไม่รู้สึกดีอยู่นั้นเอง ต้องทำอย่างไรค่ะ
    โดยคุณ นก 14 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การจะให้ผลของกรรมอ่อนกำลังมีทางเดียวก็คือการสร้างบารมี ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า ฝึกจิต อบรมปัญญา ซึ่งก็หมายถึงการทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ถ้าเราทำได้ผลดี ก็จะเป็นบารมีที่จะคุ้มครองเราเหมือนมีเกราะป้องกันตนเองจากภัยต่างๆ ได้ -- การไม่กังวลในเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่เราแก้ไขไม่ได้ ก็เป็นการฝึกจิตที่เราต้องทำเช่นกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 15 มกราคม 2553




    1264 ปัจจุบัน มีสิ่งยั่วใจให้เกิดโลภะ มากมาย
    พอมีเงินหน่อย ก็โดนยั่ว ให้มีโลภะ อยากได้ อยากมีพวก--มือถือ ทีวี คอมพิวเตอร์ และอีกมากมาย -- - ทำอย่างไร หรือ วางใจอย่างไรจึงจะเอาชนะ ตัวโลภะที่ปรุงแต่งให้มี แต่ความอยากนี้ได้ ขอบคุณ ครับ
    โดยคุณ aod 13 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เป็นเรื่องยากที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะเอาชนะโลภะได้ เพราะมีสิ่งยั่วยุมากมายอยู่รอบตัว ถ้าอยากจะเอาชนะโลภะได้ คงต้องหัดทำอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน หัดคิดอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดกัน แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่าทำอย่างไร คิดอย่างไร ถ้าให้ง่ายก็คือต้องทำวิปัสสนา เพราะการทำวิปัสสนาคือการฝึกดับโลภะ ฝึกดับโทสะ ฝึกดับโมหะ ถ้าเราฝึกวิปัสสนาได้ผล เราก็จะฉลาดในการทำ ในการคิด ต่างจากคนทั่วไปโดยไม่ต้องไปเรียน ไปศึกษาที่ไหน เราจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าเราจะหาทางเอาชนะโลภะด้วยวิธีอื่น คงหาไม่เจอ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  31. 1263 แจ้งข่าว download หนังสือวิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ได้ที่เว็บไซค์เมตไตรยะ
    สวัสดีครับ อาจารย์ชวยง ผมทำเว็บไซค์เมตไตรยะและได้ลงไฟล์หนังสือวิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน เพื่อให้คนมาdownload ได้ที่ http://www.mattaiya.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=539083961
    โดยคุณ ต่อmcu jugkaras@hotmail.com 13 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอบคุณมากครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 มกราคม 2553




    1262 ต่อเนื่องจากคำถามนิพพานคืออะไร
    -แปลว่าหากมีผู้กล่าวว่าตนเองได้นิพพานแล้ว แล้วอ้างว่ามีพระพุทธเจ้า(ไม่ว่าจะเป็นพระองค์ใด) มาอนุโมทนา ผู้นั้นเป็นผู้ที่เข้าใจผิด ใช่ไหมครับ -หากมีผู้กล่าวอ้างว่าสามารถถอดจิตไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องใช่ไหมครับ -แล้วเหตุใดจึงมีคำสอนของครูบาอาจารย์สำคัญ ๆ ในเมืองไทยกล่าวอ้างว่าสามารถพบพระพุทธเจ้าได้
    โดยคุณ 11 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ปรกติใครรู้เห็นอย่างไร ก็จะบอก ก็จะสอนคนอื่นไปอย่างนั้น บางคนเห็นว่าโลกแบน ก็สอนคนอื่นว่าโลกแบน บางคนเห็นว่าโลกกลม ก็สอนคนอื่นว่าโลกกลม ผู้ที่มีสมาธิแก่กล้าคนหนึ่ง นั่งสมาธิแล้วเห็นนิมิตเป็นพระพุทธเจ้า เห็นเมืองนิพพาน เมื่อออกจากสมาธิ เขาก็บอกคนอื่นว่าพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ ไม่ได้ดับสูญ เมืองนิพพานมีอยู่ ส่วนคนที่มีสมาธิแก่กล้าอีกคนหนึ่ง นั่งสมาธิแล้วเห็นนิมิตเป็นพระพุทธเจ้า เห็นเมืองนิพพาน เขาทำลายนิมิตนั้นเสียด้วยวิปัสสนาญาณ เมื่อออกจากสมาธิ เขาก็บอกคนอื่นว่า พระพุทธเจ้า เมืองนิพพาน ไม่มีจริง เป็นเพียงวิปัสสนูกิเลส เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นนิมิตแห่งมาร หลอกให้บุคคลติดอยู่ ข้องอยู่ ไม่สามารถเข้าถึงโลกุตรธรรมได้ ในเมืองไทยมีบุคคลทั้งสองประเภทนี้ ไม่ได้มีประเภทเดียว ส่วนเราจะเชื่อใครก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล -- ส่วนผมเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงกล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว เหล่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ก็จะไม่เห็นพระพุทธองค์อีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 มกราคม 2553




    1261 ขอเอกสารอ้างอิง
    จากการปฏิบัติธรรม เวลาลิ้มรสก็รู้ชัดในรสนั้น จะเกิดปัญญาว่าในรสมีแต่ความเปรี้ยว หวาน เค็ม ไม่มีความอร่อยอยู่จริง ซึ่งถ้าสมาธิดีจะรู้ถึงปรมัติ ไม่มีคำพูด แต่ผมอยากขอจุดอ้างอิงในพระไตรปิฎกครับ ว่าเทียบเคียงได้ในวรรคตอนใด เพื่อต่อยอดในการปฏิบัติอย่างละเอียดต่อไป
    โดยคุณ ธนพล ภักดี hoswalt@hotmail.com 10 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  32. คำตอบที่ 1

    -- ข้อความที่ผมเขียนในหนังสือ คำอธิบายที่ผมสอน ไม่มีในพระไตรปิฎกหรอกครับ ผมเขียนจากความรู้ของผมเอง ในพระไตรปิฎกจะมีเพียงข้อความสั้นๆ ในสติปัฏฐานสูตร หัวข้อ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยไม่ได้แยกแยะว่าเป็นเวทนาในทวารใด ไม่แยกแยะว่าเป็นปรมัตถ์ หรือสมมุติ ผมคัดลอกข้อความบางตอนในพระไตรปิฎกมาให้อ่านย่อๆ ดังนี้ >> เธอย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือ เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เสวยสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส หรือ เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มี อามิส ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความ เสื่อมในเวทนาบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่ แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ << จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแยกแยะว่าเป็นเวทนาทางทวารใด และไม่ได้แยกแยะว่ามีสติอยู่กับปรมัตถ์ หรืออยู่กับสมมุติ ผมมาแยกแยะเอง ถ้าจะมีข้อความใกล้เคียงกับที่ผมอธิบาย ก็คงอยู่ในพระอภิธรรมที่พระศึกษากัน โดยเอามาจากอรรถกถา (ไม่ใช่พระอภิธรรมในพระไตรปิฎก ) ซึ่งก็แยกแยะเวทนาออกเป็นทวารต่างๆ อย่างละเอียด แต่คำอธิบายเกี่ยวกับการฝึกวางใจ การทำความรู้สึก จะไม่เหมือนกับของผม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 มกราคม 2553

    ตอบลบ
  33. 1259 การนั่งสมาธิ....นั่งนานที่สุดกี่วันเดือนปี

    โดยคุณ 123 foodgood15@gmail.com 8 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบครับ แต่ข้อมูลส่วนมากที่รู้มาเป็น 7 วัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 มกราคม 2553



    1258 นิพพาน คือ อะไร
    คือ ความว่างหรือเปล่า คงจะไม่ใช่ น่าจะมียาวกว่านี้
    โดยคุณ นิรนาม foodgood15@gmail.com 9 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- นิพพาน มี 2 ความหมาย ความหมายหนึ่งหมายถึงความดับสูญ ความว่างเปล่า ความไม่มีอะไรเลย หมายถึงสภาพที่พระอรหันต์ ผู้มีจิตปราศจากกิเลส เมื่อตายลง (เรียกว่าดับขันธ์ เรียกว่านิพพาน) กายก็เน่าเปื่อยผุพังไป ส่วนจิตก็ดับและไม่ไปเกิดในภพภูมิใหม่อีกต่อไป ฉะนั้นเมื่อพระอรหันต์ตาย จึงได้ชื่อว่าดับสูญ เป็นความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีกาย ไม่มีจิต ไม่มีชีวิตที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป -- กับอีกความหมายหนึ่ง คือสภาพจิตของพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ เรียกว่า นิพพาน คือว่างจากกิเลส ปราศจากกิเลส
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 มกราคม 2553




    1256 เป็นคนเครียดง่าย
    พอดีผมเป็นคนเครียดง่าย บางทีก็เสียใจอะไรง่ายๆ อย่างเช่น พ่อผมเปิดวิทยุเสียงดัง ผมเครียดมาก อารมณ์หงุดหงิด ก็เคยบอกพ่อ ผมก็เคยวางใจเป็นกลาง แต่ทำไม่ได้นานครับ หรือไม่ก็เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ผมไม่ทันตั้งตัว เช่น คะแนนสอบได้น้อยลง เสียใจมาก เพราะเพื่อนในห้องมองไม่ดี อะไรแบบนี้ จิตใจมันรู้สึกว่ารับไม่ได้เอง อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ และตอนนี้ผมเรียนหนังสือครับ ผมต้องอ่านหนังสือ ผมฝึกวิปัสนาไม่ค่อยได้ครับ มันจะฟุ้งซ่านบ่อย ผมควรทำไงดีครับ
    โดยคุณ 6 มกราคม 2553 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  34. คำตอบที่ 1

    -- เราเป็นคนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี จึงมีความฟุ้งซ่านสูง โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ใจโลเล ไม่มั่นคง ผมเองและคนส่วนใหญ่ในสังคมก็จัดอยู่ในประเภทนี้เหมือนกัน -- ที่ทำวิปัสสนาไม่ได้ผล เพราะฝึกไม่ถูกวิธี ฝึกไม่เป็นขั้นเป็นตอน ควรฝึกวิปัสสนาใหม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว ฝึกให้ถูกวิธี ฝึกให้เป็นขั้นเป็นตอน เหมือนกับการเรียนเลข ต้องเรียนบวกลบก่อน บวกลบเป็นแล้ว ค่อยเรียนคูณเรียนหาร ถ้าไม่เรียนบวกลบ ไปเรียนคูณหารก่อน คงไม่ได้เรื่อง -- การฝึกจิตให้ดีขึ้น มีอยู่ทางเดียว คือฝึกวิปัสสนา ไม่มีวิธีอื่น การฝึกจิตวิธีอื่นเมื่อจิตดีด้านนี้ ก็จะไปเสียด้านอื่น ไม่มีทางที่จะดีทุกด้านได้ มีแต่วิปัสสนาเท่านั้นที่ทำให้จิตดีทุกด้านได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 มกราคม 2553




    1252 อาการ วาบ เย็น คืออะไร
    ขณะปฏิบัติธรรมอยู่กับการมองภาพภายนอก และอยู่กับการมองกาย จะมีอาการวาบ เย็น ไปทั้งตัว แล้วก็หายไป แล้วเกิดขึ้นอีก เกิดบ่อยมาก ขอความเมตตาอาจารย์อธิบายว่า คืออะไร
    โดยคุณ รพีกร บุญมาก peeaoy_27@hotmail.com 30 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เนื่องจากเวลาทำวิปัสสนาด้วยการมองภาพ ด้วยการมองกาย ทำได้ดี มีสมาธิแรงอยู่ในขั้นฌาน 1 (จิตสงบ มีปีติสุข แต่ปีติสุขเบาบาง ไม่เด่นชัด) - ฌาน 2 (จิตสงบ มีปีติสุข แต่ปีติเด่นชัด) ที่มีอาการเย็นวาบ เป็นลักษณะของปีติ เป็นสิ่งดี ควรทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เกิดขึ้นมากๆ เกิดขึ้นนานๆ เวลาที่ฌานเกิด เราอาจปฏิบัติวิปัสสนาได้ 2 วิธี ให้เลือกเอาวิธีใดวิธีหนึ่ง แบบไหนทำได้ง่ายให้ทำแบบนั้น วิธีแรกคือทำต่อไปแบบเดิม เช่นถ้าเรามองภาพแล้วมีปีติ เราก็มองภาพต่อ โดยตั้งใจมองให้มากกว่าเดิม สนใจภาพให้มากกว่าเดิม เพื่อให้สมาธิแรงกว่าเดิม กับทำวิธีที่สอง คือ เลิกทำแบบเดิม แต่มาสนใจปีติแทน แล้วใช้วิธีทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติในที่นี้ก็คืออารมณ์ที่ปรากฏ ได้แก่ ความสงบ ปีติ สุข ที่เกิดขึ้น เช่นถ้ามีปีติเกิดขึ้น รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ก็ให้รู้ชัดในความเย็น แต่อย่ายินดีในความเย็นนั้น อย่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะจะทำให้จิตไม่สงบ ให้บอกตนเองเพียงว่าตอนนี้สมาธิ สภาพธรรมอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้าความเย็นมากขึ้น ก็ให้รู้ชัดว่าความเย็นมากขึ้น ความเย็นลดลง ก็ให้รู้ชัดว่าความเย็นลดลง ความเย็นหายไป ก็ให้รู้ชัดว่าความเย็นหายไป อย่าเสียดาย อย่าอยากให้เกิดขึ้นอีก เพราะนั่นคือการยินร้ายในอารมณ์ ให้เรารับรู้เฉยๆ ว่าความเย็นหายไปแล้ว แล้วเราก็เพียรทำใจให้สบาย ทำจิตให้สงบ อย่ากังวล อย่าสงสัย ทำใจให้สบายอย่างเดียว ถ้าจิตสงบปีติสุข ก็เกิดขึ้นได้อีก ถ้าปีติเกิดเราก็รู้ชัดอีก อย่ายินดีในปีตินั้น ปีติเสื่อมไป เราก็รู้ชัดอีก อย่ายินร้าย คืออย่าโกรธ อย่ากังวล อย่าหงุดหงิด อย่าอยากให้ปีติสุขเกิดขึ้นอีก กรณีที่ปีติสุขไม่เกิดขึ้นอีก เราก็กลับไปทำวิปัสสนาแบบเดิม เช่นมองภาพต่อไปเหมือนเดิม -- ฌานมีความสำคัญมากเพราะเป็นกำลังของวิปัสสนา เราต้องทำวิปัสสนาด้วยสมาธิที่แรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมาธิยิ่งมากยิ่งดี แต่การติดความสุขอันเกิดจากฌาน เช่นการติดความสงบ การติดปีติสุข เป็นโลภะ เป็นกิเลส ต้องละ ต้องอย่าให้เกิดขึ้น ถ้าเรามีสมาธิ แต่ไม่ติดในสมาธิ จิตก็หลุดพ้นได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 ธันวาคม 2552

    ตอบลบ
  35. 1251 อวยพรปีใหม่ 2553
    ผมขอให้อาจารย์มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง บรรลุมรรคผลขั้นสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยครับ
    โดยคุณ แฟนคลับประจำที่ไม่เปิดเผยตัวเอง 29 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอบคุณครับ และขอให้คุณได้ในสิ่งที่ปรารถนาเช่นกันครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 ธันวาคม 2552




    1250 นิพพาน
    ถ้าต้องการบรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องนั่งสมาธิวิปัสสนาอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีอย่างอื่นอีก ขอแบบเข้าใจง่ายๆครับ
    โดยคุณ ปัญโญ bunnysad@hotmail.com 27 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าต้องการบรรลุมรรคผลนิพพาน ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซึ่งมีหลายแบบหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีรายละเอียดของการฝึกแตกต่างกัน เช่นถ้าจะทำวิปัสสนาขณะนั่งสมาธิ ก็ต้องรู้ว่า เวลานั่งสมาธิทำวิปัสสนาอย่างไร ถ้าจะทำวิปัสสนาขณะทำงาน ก็ต้องรู้ว่า ขณะทำงานทำวิปัสสนาอย่างไร ถ้าจะทำวิปัสสนาขณะเดิน ก็ต้องรู้ว่า ขณะเดินทำวิปัสสนาอย่างไร ถ้าจะทำวิปัสสนาขณะกินอาหาร ก็ต้องรู้ว่า ขณะกินอาหารทำวิปัสสนาอย่างไร -- สำหรับผู้มีบุญบารมีมากอาจทำวิปัสสนาเพียงอย่างเดียว ก็สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แต่สำหรับคนที่มีบุญบารมีน้อย ทำวิปัสสนาเพียงอย่างเดียวอาจมีปัญหาติดขัด ก็ต้องทำสมถกรรมฐานช่วย ซึ่งมีสองอย่างคือการพิจารณาธรรม และ การทำสมาธิ (แบบที่ไม่ใช่วิปัสสนา) ปรกติปัญหาติดขัดจะมี 2 ลักษณะ คือ 1. ลักษณะที่จิตไปทางบวก คือมีตัณหามาก เช่น อยากไปเที่ยว อยากกินอาหารอร่อยๆ อยากร่ำรวย อยากมีชื่อเสียง ไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ กรณีนี้ต้องแก้โดยการพิจารณาธรรมเช่น พิจารณาถึงความแก่ความตาย พิจารณาซากศพ เพื่อให้ตัณหาลดลง จะได้ทำวิปัสสนาต่อไปได้ 2. ลักษณะที่จิตไปทางลบ คือมีความหดหู่มาก เศร้าหมองมาก ฟุ้งซ่านมาก ไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ กรณีนี้แก้โดยการทำสมาธิ (แบบที่ไม่ใช่วิปัสสนา) เพื่อให้มีปีติสุขอันเกิดจากสมาธิ และดื่มด่ำในปีติสุขนั้นเพื่อให้จิตผ่องใสเบิกบาน ไม่เศร้าหมอง สามารถทำวิปัสสนาต่อไปได้ -- ที่ว่าทำสมาธิแบบที่ไม่ใช่วิปัสสนา หมายถึงการทำสมาธิโดยมีการดื่มด่ำในปีติสุขอันเกิดจากสมาธิ เป็นการทำสมาธิแบบฤาษี ส่วนการทำสมาธิแบบที่เป็นวิปัสสนา เป็นการทำสมาธิโดย ไม่มีการดื่มด่ำ ไม่มีการยินดีในปีติสุขอันเกิดจากสมาธิ มีเพียงสติที่รู้ชัดในสภาพธรรมเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว ไม่ติด ไม่หลงใหล ไม่คล้อยตาม ซึ่งเวลาที่จิตของเราหดหู่เศร้าหมอง เราจะทำแบบแรกได้ง่าย ทำแบบหลังได้ยาก จึงต้องทำแบบแรกก่อน เมื่อจิตผ่องใสดีแล้ว จึงทำแบบหลังต่อ (ทำวิปัสสนาในขณะทำสมาธิ) -- การจะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ก็มีวิธีทำเพียงเท่านี้ ไม่มีวิธีอื่นอีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 ธันวาคม 2552

    ตอบลบ
  36. 1249 ส่งผลกรรม
    เคยได้ยินว่าพ่อหรือแม่ทำบาปแล้วผลกรรมตกถืงลูกได้จริงหรือไม่
    โดยคุณ หมอหญิง www.patima_ying@hotmail.com 23 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน หมายความว่าใครทำกรรมอย่างไร ก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น จะให้ใครรับกรรมแทนไม่ได้ ฉะนั้นผลกรรมที่พ่อแม่ทำ พ่อแม่ก็ต้องรับ จะให้ลูกรับแทนไม่ได้ สมมุติว่าพ่อแม่ทำกรรมชั่ว ฆ่าสัตว์ ทำร้ายสัตว์อยู่เสมอ เมื่อมีลูก ก็เลยได้ลูกพิการเพราะผลกรรมชั่วที่เคยทำไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ลูกพิการ เป็นเพราะบาปที่พ่อแม่ทำ แต่เป็นเพราะลูกเองก็เคยทำกรรมชั่วในอดีตชาติ จึงเกิดมาเป็นคนพิการ ขณะนี้ลูกเป็นเพียงสื่อ หรือเป็นเหตุปัจจัยให้กรรมชั่วที่พ่อแม่เคยทำในอดีตสามารถส่งผลได้เท่านั้น คือได้ลูกที่พิการ ต้องลำบากในการเลี้ยงดู ส่วนลูกก็มีความพิการของร่างกายตนเอง เป็นสื่อ หรือเป็นเหตุปัจจัยให้กรรมชั่วที่ตนเคยทำในอดีตชาติสามารถส่งผลได้ คือมีความเป็นอยู่ลำบาก ใช้ชีวิตลำบาก -- การที่กรรมจะส่งผลได้ ต้องอาศัยสื่อ หรือเหตุปัจจัยให้กรรมส่งผลเสมอ ถ้าไม่มีสื่อหรือเหตุปัจจัย กรรมก็ไม่สามารถส่งผลได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 ธันวาคม 2552




    1243 บวชพราห์ม
    การบวชพราห์มกับบวชชีมันต่างกันหรือเปล่าคะ เคยบวชพราห์มแล้วถือศีล 8 เหมือนบวชชี แต่ก็ยังไม่ค่อยก้าวหน้า เลยอยากจะบวชชี 7 วัน เพื่อพิจารณาธรรมในเรื่องไม่ถือตัวกายและใจว่าเป็นเราเป็นเจ้าของ หรือบวชพราห์มปิดวาจา อาจารย์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรคะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 9 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ปรกติการบวชชีพราหมณ์ จะบวชชั่วคราว ไม่กี่วัน ส่วนการบวชชี จะบวช นาน ต้องโกนหัว ส่วนการถือศีล ถือศีล 8 เหมือนกัน บวชชีก็ดีเหมือนกัน เพราะจะทำให้เรามีความตั้งใจมากกว่าเดิม การบวชชีพราหมณ์ ปิดวาจาก็เหมือนกัน จะทำให้เรามีความตั้งใจมากขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 ธันวาคม 2552

    ตอบลบ
  37. 1242 วิปัสสนามีหลายแบบหรือเปล่าค่ะ
    ดิฉันปฏิบัตินั่งสมาธิอานาปนสติมามากจนรู้สึกนิ่งมากๆอยากจะปฎิบัติวิปัสสนาบ้างต้องเริ่มอย่างไรแบบไหนค่ะ
    โดยคุณ 7 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนามีหลายแบบ การแบ่งก็มีหลายแบบ เช่น แบ่งตามสติปัฏฐาน4 คือแบ่งออกเป็น 4 วิธี ตามฐานที่ตั้งของสติ ได้แก่ 1. การมีสติดูกาย 2. การมีสติดูเวทนา 3. การมีสติดูจิต 4. การมีสติดูธรรม และแต่ละวิธีก็แบ่งย่อยออกไปอีกเป็นหลายอย่าง หรืออาจแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ 1. ฝึกแบบสุกขวิปัสสโก คือใช้ปัญญามาก สมาธิพอประมาณ แบบนี้จะฝึกได้ผลทุกคน ไม่มียกเว้น แต่เนื่องจากไม่ใช้สมาธิมาก จึงอาจบรรลุมรรคผลอย่างเดียว แต่ไม่มีฤทธิ์อย่างอื่น 2. ฝึกแบบเจโตวิมุติ คือใช้สมาธิมาก ปัญญาพอประมาณ แบบนี้จะฝึกได้เพียงบางคนเท่านั้น คนที่ฝึกได้ผลก็คือคนที่มีพื้นฐานสมาธิดีเท่านั้น ถ้าฝึกสำเร็จ ก็จะบรรลุมรรคผลด้วย และมีฤทธิ์อย่างอื่นด้วย -- ถ้านั่งสมาธิแล้วรู้สึกนิ่งมาก ก็อาจฝึกแบบเจโตวิมุติก็ได้ ซึ่งในหนังสือ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ที่ผมเขียน จัดอยู่ในการทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดียินร้ายในสมมุติ รายละเอียดอยู่ในหน้า 123 ถ้าไม่มี ก็สั่งซื้อได้ที่ บริษัท มรรคผล จำกัด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 ธันวาคม 2552




    1241 ใช้บริการเทปผี ซีดีเถื่อน ผิดศีลข้อ2 หรือไม่
    ใช้บริการเทปผี ซีดีเถื่อน นั้นถือว่าเป็นการลักทรัพย์ (ทรัพย์สินทางปัญญา) หรือไม่
    โดยคุณ เจมส์ siammann@hotmail.com 3 ธันวาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 เป็นศีลสมมุติ คือเป็นศีลที่พระพุทธเจ้าตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีระเบียบ อย่างสงบสุข แต่เราควรจะรู้ความจริงว่า ศีลสมมุติ ไม่ใช่ตัววัดความดีความชั่ว ไม่ใช่ตัวกำหนดบาปบุญที่แท้จริง ตัวกำหนดบาปบุญที่แท้จริงคือเจตสิก (ตัวปรุงแต่งจิต) ถ้าเราทำกรรมโดยมีกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต กรรมนั้นก็เป็นกุศลกรรม เป็นกรรมดี เป็นบุญ ถ้าเราทำกรรมโดยมีอกุศลเจตสิก (กิเลส) ปรุงแต่งจิต กรรมนั้นก็เป็นอกุศลกรรม เป็นกรรมชั่ว เป็นบาป -- คนที่จะเข้าใจเรื่องศีลสมมุติอย่างแท้จริงได้ จะต้องเป็นคนที่ปฏิบัติวิปัสสนาได้ผลเท่านั้น เพราะเขาจะเข้าถึงธรรมที่เป็นศีลปรมัตถ์ (สภาพที่กาย วาจา สงบเป็นปรกติ) อันเป็นศีลที่แท้จริง เป็นศีลตามธรรมชาติ ไม่ใช่ศีลที่ใครบัญญัติขึ้น ตั้งขึ้น บุคคลเมื่อรู้จักศีลปรมัตถ์ ก็ย่อมรู้จักศีลสมมุติด้วยเป็นธรรมดา -- ศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 เป็นเหมือนกฎหมาย ขึ้นอยู่กับการตกลงกันของสังคม เช่นสมัยก่อนพระฉันเหล้า ไม่มีความผิด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดเป็นข้อห้ามไว้ แต่ภายหลังพระพุทธเจ้าตั้งกฎขึ้นมาห้ามพระฉันเหล้า ฉะนั้นพระรูปใดฉันเหล้าก็มีความผิด อันนี้เป็นเรื่องของการผิดศีลสมมุติ แต่ไม่ว่าจะผิดศีลสมมุติ หรือไม่ผิดศีลสมมุติ ถ้าฉันเหล้าด้วยกิเลสก็เป็นบาปอยู่ดี แต่ถ้าฉันเหล้าโดยไม่มีกิเลส ก็ไม่เป็นบาปอยู่ดี -- การซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน จะผิดศีลข้อ 2 หรือไม่ จะเป็นการลักทรัพย์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสังคมแต่ละสังคมเป็นคนกำหนด เป็นการตกลงกันของสังคม แต่ก็จะไม่เกี่ยวกับบาปบุญอยู่ดี ถ้าใครซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน ด้วยกิเลส ก็เป็นบาป ถ้าใครซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน โดยไม่มีกิเลส ก็ไม่บาป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 ธันวาคม 2552

    ตอบลบ
  38. 1233 เรียนสอบถามเรื่องผลการปฏิบัติครับ
    ผมเคยนั่งสมาธิ ตามดูลมหายใจ โดยอาศัยคำภาวนา พุทโธ พอสักพักหนึ่ง คำว่า พุทโธ หายไป จากนั้น ก็ระลึกรู้สภาวะปรมัตย์ที่ปรากฏ ณ ปัจจุบันขณะ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง หย่อน เป็นต้น เวลานั่งแล้วรู้สึกปวดขา ก็ดูที่ความรู้สึกนั้น จนเห็นว่าความรู้สึกนั้นหายไป เวลาจิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตสงบ เป็นสมาธิ จนกระทั่งปรากฏ เป็น ภาพแสงสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ เจิดจ้า แล้วก็มีรูปดาวหกแฉกอยู่ภายใน ตอนนั้นใจผมสงบเยือกเย็นมาก และรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา สักเสี้ยววินาทีหนึ่งก็ได้ยินเสียง ใน CD ให้ลืมตา ก็ตกใจเลยออกมาจากสมาธิ หลังจากนั้นทำอะไรไม่ถูก จึงแผ่เมตตา ตอนแผ่เมตตาก็ปรากฏเป็นภาพบุคคลคนนั้นขึ้นมาแล้วก็มีแสงเหมือนพลังอะไรบ้างอย่างมาล้อมรอบตัวเขาเหล่านั้น ที่เรากล่าวถึง จากนั้นจึงตัดสินใจนอนปรากฏว่าขณะหลับตา ก็ปรากฏแสงสว่างจนติดตาติดใจ แต่ก็เหมือนว่ามีสติรู้อยู่ตลอดว่า ตอนนี้เหมือนก้อนอะไรสักอย่างกำลังนอนอยู่ จนกระทั่งหลับสนิทไป พอตื่นขึ้นมาเหมือนว่าจิตกำลังเข้าสมาธิโดยอัตโนมัตให้เรา แต่ด้วยความไม่รู้ก็เลยไม่ได้สนใจอะไรในตอนนั้น ในวันนั้นก็รู้สึกโล่งสบายเหมือนหลับเต็มอิ่ม มีความสุขมากๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 3 วันครับ และในบ้างครั้ง ขณะทำงานอยู่มีลูกค้ามาซื้อของ ก็เหมือนจะทายใจลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร ผมก็ไปหยิบของมาตั้งให้เขา โดยที่ลูกค้าเองก็ยังตกใจว่าเรารู้ได้อย่างไร เป็นอย่างนี้อยู่ 2-3 รายติดต่อกัน หลังจากนั้น ก็ไม่สามารถทำสมาธิให้ถึงขั้นนั้นได้อีกเลย (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 ตรงกับวันเกิดผมครบ 29 ปี พอดี) ผมอยากทราบว่า สภาพธรรมที่ผมพบเจอคืออะไรครับ อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำว่า ผมควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ เพื่อความก้าวหน้าทางธรรมต่อไป และทุกวันนี้ผมก็เจริญสติในชีวิตประจำวันอยู่ตลอด เห็นกิเลสเกิดดับ เป็นช่วงเสี้ยววินาที อยู่บ่อยครั้งครับอาจารย์ ปฏิบัติแบบนี้อยู่เรื่อย จนมีอยู่วันหนึ่ง ขณะซื้อของอยู่ ก็รู้สึกจิต เหมือนวูบ ลงไปเร็วมากๆ คล้ายๆกับจะเป็นลม หน้ามืดแต่ไม่ใช่ และเป็นอย่างนี้อีก 1-2 ครั้งในเวลาห่างกันไม่กี่วัน ผมอยากทราบสภาวะธรรมที่ผมเจอว่ามันคืออะไรครับอาจารย์ ขอความกรุณาช่วยตอบด้วยครับ ปล. ผมฝึกสมาธิด้วยตัวเองโดยอาศัยฟังจาก CD หลวงพ่อปราโมทย์ และ หลวงพ่อเกษมธรรมทัต วัดมเหยงคณ์ ครับ
    โดยคุณ ฐิติสาร ธำรงวิริยกุล thitisarnt@yahoo.com 17 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขณะที่นั่งสมาธิตามดูลมหายใจ เมื่อปวดขา ดูความปวดแล้วความปวดหายไป แสดงว่าสมาธิดี ที่ว่าเวลาจิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตสงบ เป็นสมาธิ คาดว่าน่าจะวางใจเป็นวิปัสสนาได้ถูก คือรู้ชัดในความสงบ รู้ชัดในสมาธิ แต่ไม่ยินดีในสภาพธรรมเหล่านั้น ทำให้สมาธิดีขึ้น จึงเห็นนิมิตเป็นแสงสว่าง เป็นรูปดาว ตอนแผ่เมตตา ที่เห็นเป็นภาพบุคคลเหล่านั้นขึ้นมา ก็แสดงว่าสมาธิอยู่ในขั้นสูง ตอนนอนยังเห็นแสงติดตาอยู่ แสดงว่าสมาธิมีกำลังมากอยู่ ที่ว่าเหมือนก้อนอะไรสักอย่างกำลังนอนอยู่ คาดว่าเป็นวิปัสสนา คือเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ตอนตื่นขึ้นมา ที่รู้สึกว่าจิตกำลังเข้าสมาธิโดยอัตโนมัต แสดงว่าสมาธิที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังมีพลังมากอยู่ จึงสืบต่อ มาถึงตอนเช้าได้ ที่ว่ารู้สึกโล่งสบายเหมือนหลับเต็มอิ่ม มีความสุขมาก อันนี้เป็นผลของสมาธิ ที่ว่าเหมือนทายใจลูกค้าได้ นั้นเป็นอิทธิฤทธิ์ เกิดจากสมาธิ ปัจจุบัน ที่ว่าเห็นกิเลสเกิดดับ เป็นช่วงเสี้ยววินาที อยู่บ่อยครั้งแสดงว่าทำวิปัสสนาได้ผลดี อยู่ในขั้นสูง ที่ว่าขณะซื้อของอยู่ รู้สึกจิตเหมือนวูบลงไปเร็วมาก อันนี้ผมไม่ทราบว่าเป็นอะไร อาจจะเป็นเรื่องของสมาธิ หรือไม่ก็เรื่องของสุขภาพ -- ผมขอแนะนำดังนี้ 1. เรื่องที่เห็นการเกิดดับของกิเลสเป็นเสี้ยววินาทีนั้น พยายามทำให้มาก ทำให้ดีขึ้น คือให้ดับกิเลส ได้ไวขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยการตั้งใจรู้ชัดในสิ่งที่มากระทบ เมื่อกิเลสเกิด ก็ดับทันที ถ้าทำได้ดี เราจะรู้สึกว่าการละ นิ่มนวลขึ้น เบาขึ้น 2. ให้ทำสมาธิแบบที่เคยทำ โดยเพียรสร้างเหตุ แต่อย่าหวังผล คือตั้งใจรู้ชัดในลมหายใจ ในความสงบ ในนิมิต แต่ให้ทำวิปัสสนาในขณะนั้นด้วย ด้วยการละความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏเหล่านั้น ได้แต่รับรู้เฉยๆ อย่าคล้อยตาม อย่าชอบ อย่าเพลิดเพลิน อย่ากลัว อย่าสงสัย อย่าเห็นเป็นของแปลก อะไรปรากฏก็ช่าง ก็ให้รับรู้เฉยๆ เวลาทำอย่าไปหวังว่าจะต้องได้ เพราะถ้าหวังจิตจะไม่สงบ สมาธิจะไม่เกิด พยายามสร้างเหตุให้ถูก เดี่ยวผลก็มาเอง ไม่ต้องไปหวัง ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ การปฏิบัติธรรมก็จะไปได้เร็ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 พฤศจิกายน 2552

    ตอบลบ
  39. 1232 กายและจิต
    อยากสอบถามอาจารย์เรื่องกายซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเรา ตรงนี้พอเข้าใจคะ แต่จิตเป็นจิต ๆ หนึ่ง เป็นของเฉพาะบุคคลเพราะมองอย่างไรก็ยังเป็นจิตของเราเป็นผู้กำหนดอยูดี จิตรู้สึกโกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ถ้าเราตายไปก็ไปเกิดเป็นจิตใหม่ เช่น เกิดเป็นสัตว์จิตก็จะรู้สึกเป็นสัตว์คือจิตจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกรรมใช่หรือเปล่าคะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 16 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- จิตมีความละเอียดกว่ากาย จึงเข้าใจยากกว่า แต่ที่เราคิดว่าเราเข้าใจเรื่องกาย ว่าไม่ใช่ตัวตนของเรานั้น อันที่จริงเราเข้าใจแบบคิดเอา ไม่ใช่เข้าใจเพราะเข้าไปเห็นธรรมชาติของกายตามความเป็นจริงด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา ความเข้าใจจากการคิด กับความเข้าใจจากการเห็นธรรมต่างกันมาก เปรียบเสมือนคนตาบอดมาแต่กำเนิดลูบคลำสีขาว คิดว่าตนเองเข้าใจ แต่ความจริงไม่เข้าใจหรอก ส่วนคนตาดี มองเห็นสีขาว ย่อมเข้าใจตามความเป็นจริงว่า สีขาวเป็นอย่างนี้นี่เอง ก็ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจว่า การไม่มีตัวตนในกายที่แท้จริงเป็นอย่างไร การที่จะเข้าใจในเรื่องการไม่มีตัวตนในจิต ย่อมเป็นไปไม่ได้ -- มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะเข้าใจกาย เข้าใจจิต ตามความเป็นจริงได้ ก็คือต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยตนเอง จึงจะเข้าใจได้ -- ที่ว่าจิตของเราเป็นผู้กำหนด รู้สึกดีใจ เสียใจ ตายไปเกิดเป็นจิตใหม่ เกิดเป็นสัตว์ จิตก็จะรู้สึกเป็นสัตว์ เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกที่เป็นตัวตนทั้งสิ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 พฤศจิกายน 2552




    1228 เข้าฌาน ต้องเข้าสมาธิระดับ ใดครับ
    เข้าฌาน ต้องเข้าสมาธิระดับ ใดครับ อุปจาระ หรือ อัปนา เคยอ่านหนังสือแต่จำไมได้ว่าเล่มไหน เขาว่าอุปจาระใช้เข้าฌาน 1 2 3 4 อัปนา ใช้เข้าฌาน 5 6 7 8 ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่
    โดยคุณ pu Pu121thai@hotmail.com 12 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ฌาน คือระดับขั้นของสมาธิ มี 4 ขั้น คือฌาน 1 2 3 4 ซึ่งถ้าเรียกเต็มๆ ต้องเรียกว่า รูปฌาน คือ ฌานที่มีรูปเป็นอารมณ์ คือเพ่งรูป เช่น เพ่งลมหายใจ เพ่งพระพุทธรูป เพ่งแสงสว่าง ส่วนอรูปฌาน สูงกว่ารูปฌาน มีอีก 4 ขั้น มีชื่อเฉพาะของแต่ละขั้น ไม่เรียกเป็นตัวเลข แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ลองหาดูในอินเทอร์เน็ต -- สมัยพุทธกาล รูปฌาน 4 บางทีก็แบ่งเป็น 5 ระดับเป็นรูปฌาน 5 -- ในพระไตรปิฎกไม่ได้บอกไว้ว่า ฌานที่เท่าใดเป็นอุปจาระสมาธิ (สมาธิอย่างกลาง) ฌานที่เท่าใดเป็นอัปนาสมาธิ(สมาธิอย่างสูง) บางคนในสมัยนี้ถือว่าฌาน 1 2 3 เป็นอุปจาระสมาธิ ส่วนฌาน 4 เป็น อัปนาสมาธิ ปรกติการฝึกถึงฌาน 4 จนชำนาญ ก็จะมีอิทธิฤทธิ์ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 พฤศจิกายน 2552

    ตอบลบ
  40. 1227 ทำบาปได้บุญ
    เวลาจะช่วยใครแล้วบางทีต้องทำไม่ดีเช่น พูดไม่จริงกับแม่เพื่อไม่ให้ไม่สบายใจ ทหารหรือตำรวจต้องฆ่าคนร้าย เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องทำใจอย่างไร และสามารถลบล้างบาปที่ทำไว้ได้หรือไม่และอย่างไรคะ
    โดยคุณ หมอหญิง www.patima_ying@hotmail.com 10 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- อยากทำบุญ ก็เลยต้องทำบาปด้วย ผลก็เลยต้องได้ทั้งบุญได้ทั้งบาป เราก็ต้องเล็งเองว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าทำบาปน้อยเพื่อได้บุญมาก เราเห็นว่าควรทำ ก็ทำไป แต่ก็ต้องยอมรับผลของมัน เราเป็นคนกำหนดชะตาของเราเองทั้งสิ้นโดยการทำกรรมที่ปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องยอมรับผลของมันในอนาคต เพราะเหตุที่คนส่วนใหญ่คิดอย่างนี้ จึงทำกรรมดี กรรมชั่ว คละเคล้ากันไป เมื่อเกิดมาจึงโชคดีบ้าง โชคร้ายบ้างถูกหวยบ้าง ของหายบ้าง ร่ำรวยบ้าง โดนทำร้ายบ้าง แข็งแรงบ้าง เจ็บป่วยบ้าง ในคนคนเดียวกัน – อาชีพเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ที่เราเป็นตำรวจ เป็นทหาร ก็เพราะเราเลือกที่จะเป็น ฉะนั้นการฆ่าคนร้าย เป็นสิ่งที่เราเลือกที่จะทำอยู่แล้ว นั่นก็หมายความว่า เราก็ต้องยอมรับผลของกรรมนั้นอยู่แล้ว ถ้าอยากให้กรรมส่งผลน้อย ก็ให้ทำใจว่า เราทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีเจตนาทำบาป แล้วเราก็ทำตามหน้าที่ไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เว้นการฆ่าได้ ก็ควรเว้น ส่วนการลบล้างบาปนั้นทำไม่ได้ ทำได้ก็เพียงแต่สร้างบารมี เช่นทำสมาธิ ทำวิปัสสนา เพื่อเป็นเกราะคุ้นกันให้ผลกรรมอ่อนกำลังลงเท่านั้น แต่จะไมให้กรรมส่งผลนั้นไม่ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 พฤศจิกายน 2552




    1218 สนใจหนังสือ2เล่มของอ.ชวยง
    รบกวน อ.ชวยง ช่วยบอกชื่อ/เลขที่ บัญชี จำนวนเงิน เพื่อผมจะโอนเงินไปให้ ที่อยู่ที่จัดส่ง ไพศาล มงคลประดิษฐ 159 ซ.จรัญสนิทวงศ์71 แขวง บางพลัด เขต บางพลัด กทม 10700 website ของอาจารย์ที่clickเข้าไปอ่านหนังสือ "มรรคผลนิพพาน" ใช้ไม่ได้แล้วครับ คิดว่าเขาคงปิดserver Yahoo Geocities ไปแล้ว ถ้าอาจารย์มีปัญหาเรื่องserverลองติดต่อ คุณไชยศักดิ์(บรรลือ) EE20 เขาทำงานด้านนี้อยู่และเต็มใจช่วยอาจารย์ครับ email: chaisak_s@yahoo.com
    โดยคุณ ไพศาล มงคลประดิษฐ lasiap@gmail.com 3 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สั่งซื้อหนังสือ “ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ” ( ราคา 100 บาท ) หรือหนังสือ “ อาจารย์ ชวยง พิกุลสวัสดิ์ ตอบปัญหาธรรม ” ( ราคา 50 บาท ) ค่าส่งฟรี โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ออมทรัพย์ สาขาพาหุรัด ชื่อบัญชี นาย ชวยง พิกุลสวัสดิ์ เลขที่ 104 0095802 แล้วโทรไปแจ้งที่บริษัท มรรคผล จำกัด เพื่อจัดส่งหนังสือให้ครับ โทร 02-961 7083 , 02-926 0897 -- ขอบคุณครับที่แจ้งเรื่องปิด server
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 พฤศจิกายน 2552




    1216 อยู่ภาคใต้ ..อยากไปอบรมปฏิบัติกับ อาจารย์ ...เเต่ติดหลายเรื่อง
    (ถ้าอาจารย์มีเวลา)ก็เลยอยากให้อาจารย์ บันทึก ภาพ หรือเสียงให้ download ครับ ขอบคุณ ครับ...
    โดยคุณ aod sanga56@hotmail.com 3 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ต้องขออภัยด้วยครับ ผมยังไม่ได้ทำครับ และตอนนี้ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เสียง ต้องรออีกสักระยะ ช่วงนี้คงต้องซื้อหนังสือไปอ่านก่อน แล้วลองปฏิบัติดู ถ้ามีปัญหาก็ถามมาได้ครับ -- ต้องขออภัยที่ตอบปัญหาล่าช้า เพราะปรกติผมไม่ได้ตอบทุกวันครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 พฤศจิกายน 2552

    ตอบลบ
  41. 1214 ทำบุญอย่างไร ให้รวยๆๆ.. ครับ
    เเล้วบุญที่เกิดการภาวนาที่ว่าเป็นบุญมากนั้น ให้ผลแก่ผู้ ปฏิบัติด้านไหน... ครับ
    โดยคุณ aod sanga56@hotmail.com 3 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความรวยเป็นผล เกิดจากเหตุคือการให้ทาน ถ้าอยากรวยมากๆ ก็ต้องทำทานมากๆ ทานจะมีผลมากขึ้นอยู่กับทั้งผู้ให้ และผู้รับ ถ้าผู้ให้มีความตั้งใจมาก เต็มใจมาก ก็ได้บุญมาก ฉะนั้นเวลาให้ของที่ดี ที่ประณีต ต้องไม่เสียดาย ต้องไม่หวังผลว่าเขาจะเอาไปทำอะไร ทำตรงกับความต้องการของเราหรือเปล่า ให้แล้วให้เลย ไม่ต้องไปคิดมาก เวลาให้มีจิตผ่องใสมาก จิตเป็นสมาธิมาก ก็ได้บุญมาก ส่วนผู้รับ ถ้าเป็นคนดี มีศีลมาก เราทำทานกับเขา เราก็ได้บุญมาก ถ้าเป็นคนที่มีบารมีมาก มีสมาธิแก่กล้า เราทำทานกับเขา เราก็ได้บุญมาก ฉะนั้นการทำทานต้องมีปัญญา คือทำบุญกับคนดีมาก ก็ได้บุญมาก ถ้าเราอยากได้บุญมาก ถ้าให้ง่าย ก็ให้ทำกับสงฆ์ ทำกับพุทธศาสนา ไม่เจาะจงบุคคล ก็ได้บุญมากเช่นกัน อาจเป็นการถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน สร้างวัด สร้างโบสถ์ -- แต่การให้ทานมักส่งผลช้า ข้ามภพข้ามชาติ เราอยากรวย ทำบุญชาตินี้ ก็ต้องรอไปชาติหน้าถึงมีผล ถ้าต้องการให้กรรมส่งผลเร็ว ให้ผลในชาตินี้ ก็ต้องใช้การภาวนาช่วย คือทำสมาธิ ทำวิปัสสนา ซึ่งเป็นการสร้างบารมีที่สูง ก็สามารถทำให้กรรมส่งผลเร็วได้ -- บุญที่เกิดจากการภาวนา ให้ผลกับผู้ปฏิบัติ คือ เป็นการสร้างบารมีให้กับตนเอง มีผลดีต่อจิตใจ คือจิตผ่องใส มีพลัง มีอำนาจ มีผลต่อความเป็นอยู่คือ บารมีเป็นเหมือนเกราะคุ้มกันภัยให้ตน ในเวลาที่กรรมชั่วส่งผล เราก็จะได้รับผลน้อย เวลาที่กรรมดีส่งผล เราก็จะได้รับผลมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 พฤศจิกายน 2552




    1213 วางใจอย่างไร
    ฝึกสติมาทุกวันคิดว่าดีแล้วแต่วันหนึ่งขึ้นรถเมล์แล้วจะลงยังทรงตัวไม่ได้ กระเป๋ารถเมล์บ่น พอลงจากรถแล้วเรื่องน่าจะจบ พอลงจากรถกระเป๋าตะโกนด่าว่าลงช้าและวาจาหยาบคายทำให้อายมากซึ่งเราก็ไม่ได้ตอบโต้แต่มาด่าทำไม หงุดหงิด คิดอยู่ 3 วันไม่สบายใจเลย อยู่ดีๆก็โดนด่า ควรมีมุมมองหรือทำให้จิตไม่ตกไปกับสิ่งที่เราได้ยินอย่างไร
    โดยคุณ นก 2 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ควรตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเราฝึกถูกวิธีหรือไม่ อาจเข้าใจผิดก็ได้ว่าถูกทาง เวลาที่มีอารมณ์รุนแรงมากระทบ ปรกติเราจะทำใจยากอยู่แล้ว วิธีแก้ก็อาจทำวิปัสสนาชนิดที่สมาธิแรง เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ ถ้ามองได้ ก็จะตัดความกังวล ความหงุดหงิดออกไปได้ หรืออาจใช้การแผ่เมตตาช่วย คือให้อภัยเขา ไม่ผูกโกรธเขา หรืออาจพิจารณาธรรมว่า อดีตเราเคยทำกรรมไม่ดี ว่ากล่าวคนอื่นให้เสียหาย ตอนนี้กรรมนั้นส่งผล เราควรยินดีรับกรรมนั้น ชดใช้กรรมนั้น จะได้หมดกรรมกันไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 พฤศจิกายน 2552



    1212 การปฎิบัติของผมครับ ที่ยังสงสัย
    พอดีผมมาเจอเวปอ.โดยบังเอิญครับก็เลยอยากจะถามการปฏิบัติที่ผมทำอยู่ครับผมปฎิบัติด้วยตนเองมาได้8เดือนแล้วครับใช้การดูกายดูใจในชีวิตประจำวันเวลาทำงานไปไหนมาไหน ดึกๆก็ออกมาเดินสังเกตจิต แต่สิ่งที่เห็นบ่อยสุดก็คือจิตมันแอบหนีไปคิค เห็นวันๆหนึ่งนับไม่ถ้วน พอดูไปชักระยะเดี๋ยวก็เจริญเดี๋ยวก็เสื่อมอันนี้รับได้ครับจิตมันคงไม่เที่ยง แต่ดูมาได้ระยะหลังๆก็เริ่มเห็นจิตเขาเริ่มสรุป การบังคับไม่ได้ จิตเขาทำงานของเขาเอง ทำได้ถูกต้องไหมครับ อันนี้คำถามแรกนะครับ คำถามที่สองนะครับ ผมเดินทางในการปฎิบัติด้วยตัวคนเดียวมาตลอด ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จะเชื่ออะไรก็ต้องลองทำถ้าไม่ได้ผลก็ไม่เชื่อ ผมก็กังวลใจนะครับว่าถ้าไม่มีครูบาอาจารย์จะช้าไหม ถึงมีครูบาอาจารย์จริงแล้วไม่ตรงทางจะทำให้ผมเสียเวลาหรือเปล่า ก็เลยตัดสินใจเดินคนเดียวดีกว่า ผมคิดแบบนี้โง่ไปไหมครับ ผมใช้การดูกายดูใจตามความเป็นจริงในปัจจุบันอยู่ครับ
    โดยคุณ สักแต่ว่ารู้ kprapon@gmail.com 2 พฤศจิกายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. ที่ว่าเห็นจิตแอบหนีไปคิดบ่อย เพราะสมาธิอ่อนจึงไม่ตั้งมั่น ควบคุมยาก ที่เห็นว่าจิตบังคับไม่ได้ ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นเพราะสมาธิอ่อนจึงบังคับจิตไม่ได้ ถ้าวางใจถูก จะต้องเห็นการดับของกิเลส ไม่ใช่เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิต เช่น ถ้าเราโกรธ เราดูความโกรธ เราเห็นความโกรธดับไป อย่างนี้จึงเป็นการวางใจที่ถูก -- 2. การมีอาจารย์นั้นดี ถ้าอาจารย์สอนถูก การมีอาจารย์นั้นไม่ดี ถ้าอาจารย์สอนผิด การทำเองนั้นดี ถ้าเราทำถูก วางใจถูก การทำเองนั้นไม่ดี ถ้าเราทำผิด วางใจผิด ตัดสินใจอย่างไรก็ได้ ขอให้เราทำถูก วางใจถูกก็แล้วกัน ถ้าพิจารณาด้วยปัญญา คงได้คำตอบโดยไม่ยาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 พฤศจิกายน 2552

    ตอบลบ
  42. 1205 ขอบคุณครับ
    ผมขอขอบพระคุณอาจารย์ครับที่ให้ความกระจ่าง ผมได้วางใจตามที่อาจารย์อธิบายแล้วครับ และจะพิจารณากิเลสเป็นสำคัญ รู้สึกว่าสามารถดับกิเลสได้เร็ว และรู้สึกเบาขึ้น เมื่อไหร่ที่อาจารย์เปิดสอนอีกครั้งผมจะไปเรียนนะครับ แต่ผมยังมีคำถามเพิ่มเติม ดังนี้ครับ -บางครั้งผมรู้สึกว่าถ้าวางใจได้ดี จะดับกิเลสได้เร็ว แต่บ่อยครั้งรู้สึกว่าวางใจได้ไม่ค่อยดี ผมควรสร้างเหตุอย่างไรถึงจะวางใจได้ดีบ่อย ๆครับ เช่นควรใช้วิธีพูดกับตัวเองอย่างไร หรือแค่ตั้งใจวางใจใหม่ก็ใช้ได้แล้วครับเพราะผมรู้สึกว่าบางครั้งผมใช้วิธีบอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่เรา เป็นแค่รูป นาม ผมก็สามารถกลับมาวางใจได้ดีอีกครั้ง เป็นต้น
    โดยคุณ สิ้นอาสวะกิเลส 28 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราวางใจได้ไม่ดี ก็ให้วางใจใหม่ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องหาเทคนิคมาช่วยในการวางใจ เทคนิคใดที่ทำให้เราวางใจได้ดี ก็ให้ใช้เทคนิคนั้น เช่นอย่างที่ทำอยู่ คือบอกตัวเองว่า นี่ไม่ใช่เรา เป็นแค่รูปนาม แล้วทำให้เราวางใจได้ดีขึ้น ก็ให้ทำแบบนี้ หรืออาจบอกตัวเองว่า สมาธิอ่อนจึงทำไม่ได้ แล้วก็ทำสมาธิให้แรงขึ้นด้วยการมองภาพแบบปรมัตถ์ หรือทำวิธีใดก็ได้ให้สมาธิแรงขึ้น แล้วหัดวางใจใหม่ หรืออาจบอกตัวเองว่า จิตมันไม่เที่ยง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตอนนี้จิตมันไม่ดี เป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราก็หัดวางใจใหม่ -- เวลาที่เราทำได้ดี เช่นมีปีติ มีสุขอันเกิดจากสมาธิ เราก็ควรบอกตัวเองบ้างว่า จิตมันไม่เที่ยง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตอนนี้จิตมันดี เดี๋ยวมันก็แย่อีก อย่าไปยินดีกับปีติ สุขที่มีอยู่เลย ที่พิจารณาอย่างนี้เพื่อไม่ให้เราติดในความสงบ ติดในความสุข ติดในสภาพธรรมที่ดี เพราะถ้าติด การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ก้าวหน้า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 ตุลาคม 2552




    1204 สอบถามครับ
    ผมไปอ่านข้อความใน website พบว่า บางท่านก็บอกว่าเมื่อพระพุทธเจ้ายังคงอยู่เนื่องจากนิพพานคือที่สิ้นแห่งกิเลส ดังนั้นมีผู้สามารถพบเห็นพระพุทธเจ้าได้ ส่วนอีกความคิดเห็นหนึ่งบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่มีแล้วเนื่องจากท่านละขันธ์ 5 แล้วจะมีตัวตนอยู่ได้อย่างไร และไม่สามารถมีผู้ใดติดต่อหรือพบเห็นได้ อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ครับ
    โดยคุณ 26 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องราวที่เราได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับนิพพาน ส่วนใหญ่ผิด มีถูกน้อยมาก เราจึงไม่ควรปักใจเชื่อ เพียงแต่ให้รับรู้ว่าคนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้ ก็พอ ไม่ต้องไปตัดสินใจว่าถูกหรือผิด เพราะเรื่องที่ผิดมีมาก แต่เราควรยึดพระไตรปิฎกเป็นหลัก เพราะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎก ไม่มีตอนใดบอกเลยว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว จะสามารถพบเห็นพระพุทธเจ้าได้อีก แต่มีตอนหนึ่งซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว เหล่ามนุษย์และเทวดาก็จะไม่เห็นพระพุทธองค์อีก ฉะนั้นอย่าเชื่อเรื่องราวนอกพระไตรปิฎกมากนัก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 ตุลาคม 2552

    ตอบลบ
  43. ผมไปทอดกฐิน และเข้ากรรมฐานมาครับ ผมขอบุญกุศลที่ได้จากการปฏิบัติ และทอดกฐินผมขอถวายให้กับอาจารย์เพื่อเป็นการบูชาพระคุณอาจารย์นะครับ ขอให้อาจารย์หายจากอาการไม่สบายโดยเร็วนะครับ จากการไปปฏิบัติครั้งนี้ผมได้เจอกับความขัดแย้งบางอย่างจากผู้สอนสองท่าน โดยจะขอลำดับปัญหาที่สงสัย อันส่งผลต่อความไม่แน่ใจในการปฏิบัติของผม ดังนี้ 1.ในการบรรลุธรรม สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้คือการเข้าพละ ซึ่งอาจารย์สองท่านกล่าวถึงอารมณ์การเข้าพละต่างกัน(ในความคิดของผม) ดังนี้ อ1. บอกว่าอารมณ์ขณะเข้าพละจะเหมือนกับเปิด-ปิดสวิชไฟ ผู้เข้าพละ จะไม่สามารถกำหนดการรับรู้ใด ๆ ได้ แต่จะมีความรู้สึกตัว เช่น ยังคงได้ยินเสียง แต่กำหนดการได้ยินเสียงไม่ได้ อ.2 กล่าวว่าอารมณ์การเข้าพละนั้น จะต้องเหมือนกับการที่จิตตกภวังค์ คือจะไม่สามารถรับรู้สิ่งใด ๆ ได้เลยเหมือนคนนอนหลับ ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วอารมณ์ของการเข้าพละเป็นเช่นไรครับ 2. ระยะเวลาในการเข้าพละ อ. 1 ได้ให้ผู้ปฏิบัติที่ผ่านมรรคแล้วลองเข้าพละเพียง 10-30 นาที หากเข้าได้ก็แปลว่าผ่าน โดยไม่ต้องเข้าพละหลายวัน อ. 2 กล่าวว่าผู้ผ่านมรรคจะต้องเข้าพละได้หลาย ๆวัน เช่น ผ่านโสดาบันจะต้องเข้าพละได้ 7 วันเป็นต้น 3. ผู้ที่สำเร็จมรรค ไม่ว่าจะเป็นขั้นใด ๆ ก็ตามจะต้องรู้ด้วยตนเอง และเห็นการ
    1203 โปรดชี้ทางสว่างด้วยครับ

    ตอบลบ
  44. ทำงานของจิตชัดเจนทุกดวง โดยไม่ต้องมีใครมาบอก อ. 1 กล่าวว่าผู้ที่สำเร็จมรรค อาจเห็นสภาวะ และการทำงานของจิต แต่ไม่รู้ว่าสภาวะนั้นเรียกว่าสำเร็จมรรค แต่จะรู้ได้โดยดูจากผล(ซึ่งอาจารย์ผู้สอนจะเป็นผู้บอก) และหากผู้ปฏิบัตินั้นสำเร็จมรรคในขั้นสูงต่อไป จะเห็นอารมณ์ในขณะที่สำเร็จมรรคได้ชัดเจนขึ้นเอง โดยไม่ต้องรอดูผล อ. 2 กล่าวว่าผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นการทำงานของจิตได้อย่างชัดเจนทุกดวง และตอบได้ว่า ผลหลังจากสำเร็จมรรคมีอะไรบ้าง ตัดกิเลสอะไรได้บ้าง โดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาบอก ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วผู้สำเร็จมรรคควรรู้สึกอย่างไรครับ 4.อาจารย์ชวยงเคยกล่าวว่าตนเองเคยเข้าใจผิดว่าได้โสดาบันมาครั้งหนึ่งแล้ว ทำอย่างไรอาจารย์ถึงทราบว่าตนเองเข้าใจผิด และทำใจอย่างไรถึงได้กลับมาสำเร็จได้ใหม่อีกครั้ง 5.หากเราปฏิบัติแล้วอาจารย์ที่สอนเราบอกว่าสภาวะเราสำเร็จมรรค แล้ว 1 ครั้ง แต่อาจารย์อีกท่านหนึ่งบอกว่าเราน่าจะยังไม่ผ่าน ถ้าผู้ปฏิบัติได้รับฟัง แล้วเกิดความสงสัย ทำอย่างไรจึงจะแก้ข้อสงสัยนี้ได้ และความสงสัยนี้จะทำให้ปิดกั้นการสำเร็จมรรคจริง ๆ และมรรคขั้นที่สูง ๆ ต่อไปหรือไม่ หากปิดกั้นจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ตัวอย่างสิ่งที่ผมสงสัยเช่น ผมเห็นสภาวะชัดเจน แต่ตอบไม่ได้ว่าสภาวะนั้นเรียกว่าสำเร็จมรรคจนกระทั้งอาจารย์แจ้งให้ทราบเมื่อทำการส่งอารมณ์ ,ผมไม่เคยอธิษฐานเข้าพละ 7 วัน และก็ไม่มั่นใจว่าถ้าอธิษฐานแล้วจะทำได้หรือไม่(คือไม่มีเวลามากขนาด 7 วันโดยไม่ต้องทำอะไรเลย) ตัวอย่างที่ผมไม่สงสัย คือผมไม่ส่งสัยเลยว่ารูป และนามไม่ใช่ตัวตน ผมมั่นใจว่าหลังจากผ่านแล้วผมไม่เคยผิดศีล 5 ด้วยเจตนาเลย กลับรู้สึกว่าการถือศีลมันมั่นคงมาจากจิตใจ ผมรู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสอยู่ แต่เบาบางกว่าแต่ก่อน และดับได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน 6.ตั้งแต่ผมเริ่มปฏิบัติธรรม ผมตั้งใจ และเชื่อว่าวิธีของพระพุทธองค์สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้จริง โดยไม่ได้ยึดติดลำดับขั้น แต่เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่ง ครูบาอาจารย์ก็แจ้งว่าเราสำเร็จในลำดับขั้นหนึ่ง แต่อยู่ต่อมา มีผู้มาแจ้งว่าทั้งอาจารย์และผม ต่างมีความเข้าใจผิด โดยที่บอกว่าผมห้ามบอกอาจารย์ที่สอน ผมควรทำความรู้สึก และทำตัวอย่างไรครับ (ในใจคิดว่า ทำต่อไป โดยต้องแน่ใจว่าวิธีที่ทำนั้นถูกต้อง และวัดผลจากความเบา สว่าง สงบของจิต) 7. การเข้ากรรมฐานครั้งนี้ผมยังคงใช้วิธี ดูภาพแบบปรมัตถ์,ดูชีวิต และดูกาย ผลคือผมรู้สึกว่าในแต่ละขณะที่รู้จิตมีความแนบแน่นกับอาการจนรู้สึกไม่มีกิเลสเจือปน และรู้สึกถึงความมั่นคงของจิต จิตมีการปรุงแต่ง แต่รู้เท่าทันอาการได้ โดยเฉพาะการดูชีวิตทำให้ผมเห็นการทำงานของจิต และร่างกายได้ดี โดยตอนเช้าหรือระหว่างวันผมจะดูภาพบ้าง โดยจะเน้นเป็นภาพต้นไม้ ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์บอกว่าการดูภาพเป็นอนัตตา แต่ตอนนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าตา และการเห็นภาพเป็น

    ตอบลบ
  45. อนัตตาครับ เพราะขณะที่ดู ๆ ไป มันเกิดความรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ขึ้นมา และความรู้สึกนั้นก็ดับไปทันที โดยไม่ได้ปรุงแต่ง หรือนึกย้อนต่อ จิตขณะรู้เกิดความเบา สว่าง แต่โดยรวม ๆการตามดูอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมรู้สึกว่าเกิดความรู้สึกเฉยๆ ไม่หนัก ไม่เบา ตอนที่ทำบุญปกติจะรู้สึกปิติจิตเป็นกุศล แต่ตอนนี้รู้สึกว่าปิติเกิดแล้วก็ดับสู่เฉยเร็ว เมื่อมีเรื่องไม่พอใจเกิดขึ้นก็รู้ว่าไม่พอใจแล้วก็กลับมาเฉย เลยทำให้เข้าใจด้วยว่าความเฉยนั้นก็ทรงตัวอยู่ไม่ได้ตลอดเช่นกัน สำหรับตอนนั่งผมรู้สึกว่าเวลานั่ง แรก ๆ จะเบา แต่นั่งไปซักพักจะรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อบีบตัว เหมือนถูกกด รู้สึกอาการนั่งบิดไปมาภายในทั้ง ๆที่นั่งท่าเดิม บางครั้งพยายามปรับท่านั่ง แต่เมื่อทำหลาย ๆครั้งก็ไม่คลาย ก็เลยวางใจใหม่ตามดูอาการเฉย ๆ ก็พบว่าบางครั้งมันบีบ บางครั้งมันคลายเมื่อดูไปถึงจุดหนึ่ง มีความรู้สึกว่าใจมันหวิว ๆ ครับอาจารย์เกิดความตกใจ เมื่อตกใจก็รู้ว่าตกใจพยายามวางใจเป็นกลางแล้วดูใหม่ดูไปซักพักก็รู้สึกหวิว ๆ อีกก็เลยออกจากสมาธิ ขอบพระคุณครับ
    โดยคุณ ขอให้สิ้นอาสวะกิเลส 26 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  46. คำตอบที่ 1

    -- 1. การปฏิบัติธรรมแต่ละสำนัก กล่าวไม่เหมือนกัน สิบสำนักก็สิบแบบ แม้สำนักเดียวกันก็ยังกล่าวไม่เหมือนกันเลย การเข้าพละไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก มีแต่พละ 5 ซึ่งก็คืออินทรีย์ 5 ที่มีกำลังขึ้นเท่านั้นเอง ที่ว่าผ่านมรรคกัน โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่เขาจะเข้าใจไปว่าทำวิปัสสนา จะมีที่ผ่านจริงก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้น 2. ระยะเวลาในการเข้าพละที่พูดกัน ก็คือการทำสมาธินั่นเอง บางคนเข้าได้ 1 ชั่วโมง บางคนเข้าได้ 1 วัน บางคนเข้าได้หลายวัน ไม่เกี่ยวกับการบรรลุธรรม แต่ถ้าบางคนเขาทำวิปัสสนาในสมาธิได้ เขาก็บรรลุธรรมได้ แต่ส่วนมากจะไม่ได้เพราะไม่รู้วิธีทำใจที่ถูกต้อง 3. หลังการบรรลุธรรม สิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดก็คือ เห็นสภาพจิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แล้วไม่มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิมได้อีก ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม เราจะไม่รู้ว่าเราถึงขั้นไหน ส่วนรายละเอียดนอกนี้ จะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ละคนจะเห็นรายละเอียดของการบรรลุธรรมไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรารู้ทฤษฎีว่าการบรรลุธรรมเป็นอย่างไร เราก็สามารถเทียบเคียงได้ว่า เราบรรลุธรรมถึงขั้นไหน หรือให้ผู้รู้วิเคราะห์ให้ก็ได้ แต่ก็อาจวิเคราะห์ผิดได้ 4. ผมเคยเข้าใจผิดหลายครั้ง แต่ครั้งหลังมันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ มันมีความพิเศษกว่า ครั้งก่อนๆ เป็นครั้งที่ทำได้ดีเพียงแต่ยังไม่บรรลุ 5. อาจารย์ท่านบอกเราไม่ได้หรอกว่าเราบรรลุแล้วหรือยัง ท่านได้แต่วิเคราะห์ไปตามที่เราบอกเท่านั้น ซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้ 6. ถ้าเรามัวแต่ถามคนอื่นว่าถึงขั้นไหนแล้ว จะทำให้เรามีความกังวล ผมเองตอนหลังผมไม่สนใจว่าผมถึงขั้นไหน แต่ผมสนใจว่าการปฏิบัติธรรมของผมได้ผลดีหรือไม่ ก้าวหน้าเร็วหรือช้าเพียงใด ถ้าเราสงสัยว่าเราบรรลุธรรมแล้วหรือยัง ถ้าจะให้ดี ก็ให้บอกตนเองไปเลยว่ายัง แล้วก็รีบปฏิบัติธรรมไป จะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ เราเป็นอรหันต์เมื่อไร ก็ไม่ต้องไปถามใครอีก 7. อย่าไปสนใจในรายละเอียดของการปฏิบัติธรรมมากนัก ไม่ต้องสนใจความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความไม่มีตัวตน มากนัก เพราะมันจะเป็นการคิด พิจารณามากกว่า การเห็นธรรม ควรสนใจเรื่องการดับกิเลสเป็นหลัก ปรกติเราก็พยายามทำจิตให้ผ่องใส เมื่อมีกิเลสเกิดขึ้น เราก็ดับกิเลสเสีย กิเลสเกิดขึ้นอีก ก็ดับอีก ทำไปเรื่อยๆ การดับจะดับด้วยวิธีใดก็ได้ แบบไหนดับกิเลสได้ง่าย ก็ใช้แบบนั้น เช่นมีคนบอกเราว่ายังไม่บรรลุธรรม รู้สึกโกรธขึ้นมา ก็ให้เราดับความโกรธนั้นเสีย โดยการดูกาย หรือดูจิต หรือดูชีวิต หรือทำแบบมีสติอยู่กับสมมุติก็ได้ วิธีไหนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือให้กิเลสดับไป ถ้าดับลำบากแสดงว่าสมาธิไม่ดี ก็ให้ทำสมาธิให้แรงขึ้นโดยการมองภาพ หรือนั่งสมาธิ ส่วนรายละเอียดของร่างกาย อย่าไปสนใจมากนัก

    ตอบลบ
  47. โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 27 ตุลาคม 2552

    ตอบลบ
  48. 1197 ถามเรื่องกรรม
    กราบอ.ชวยง ผ่านทางตัวอักษรแทนค่ะถ้ามีโอกาสคงได้ไปกราบและเรียนการทำกรรมฐานกับ อ. ไม่ทราบว่าจะเปิดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ พ่อก็ฝากให้มาเปิดดูว่าจะลงแจ้งทางเน็ตอีกเมื่อไหร่ 1.เมื่อวานได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องแก้กรรม แต่ความคิดส่วนตัวแล้วกรรมที่เราสร้างขึ้นไม่สามารถแก้ได้ แต่สิ่งที่ในหนังสือแนะนำอาจทำให้กรรมนั้นเบาบางลงได้บ้าง แต่เหตุแห่งผลกรรมในหลายๆหัวข้อก็คือ การทำแท้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ แค่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นก็เกิดบ่วงกรรมแล้ว ดิฉันเองเมื่อประมาณ3ปีที่แล้ว ได้ตั้งครรภ์แต่ก็หลุดโดยไม่ตั้งใจ พอรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็ตั้งใจจะไปหาหมอ แต่ระยะรอหมอ(หมอลาหลายวันค่ะ) ก็มีอาการรู้สึกเจ็บท้องแต่ถามแม่ๆก็บอกว่าคงไม่เป็นอะไร ก็เลยยังไม่ไป รพ.ตั้งใจจะรอหมอคนที่เพื่อนแนะนำ พอน้าทราบอาการบอกว่าให้รีบไป หมอตรวจปรากฎว่าไม่พบตัวอ่อนสรุปว่าเขาหลุดไปแล้วค่ะ นาทีนั้นที่รู้ว่าเขาไม่อยู่แล้ว ก็คิดทันทีว่าคงเป็นกรรมที่เราได้เคยทำไว้กับสุนัขโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ คือทำให้ลูกสุนัขตายเนื่องจากกลัวว่า เขาอยู่แต่ในบ้านจะอึดอัดก็เลยเอาลังที่เขาอยู่ไปตั้งไว้ชายคาบ้าน แม่สุนัขก็ไปให้นมตอนที่วางไว้มันไม่มีแดด แต่พอกลับมาบ้านตอนเย็นพ่อก็บอกว่าลูกสุนัขตายหมด คงจะโดนแดดจนหายใจไม่ออก เสียใจมากที่ตัวเองทำให้เขาต้องตายคิดว่าสักวันกรรมนี้ก็คงจะสนองกลับ คิดเอาเองไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ดังนั้นเมื่อเสียลูกคนแรกไปก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องชดใช้ให้กับพวกเขาแต่ไม่รู้ว่าจะได้รับการอโหสิกรรมหรือยัง ตอนนี้ดิฉันตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนค่ะ แต่ช่วงนี้ดิฉันและสามีก็โดนพิษทางการเงินรุมเร้าหลายด้าน แต่ก็พยายามแก้ไขไปตามสถานการณ์ และตั้งใจว่าจะทำตามที่หนังสือแนะนำในการแก้กรรม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พอจะทำได้ เช่นการนำพระประจำวันเกิด7วันไปถวายวัดและก็อีกหลายๆข้อ สามีเป็นคนชวนไปทำเนื่องจาก การงานเขาก็ทำท่าจะมีปัญหา บริษัทจะลดค่าใช้จ่ายโดยการจ้างออกจากงาน แต่ก็ยังไม่แน่นนอนค่ะ หัวหน้างานเขายังช่วยอยู่แต่สามารถยืดเวลาออกไปอีก3เดือน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้ง ประมาณเดือนหน้าดิฉันจะคลอดบุตรแล้ว ถ้าสามีออกจากงานตอนนี้คงเดือดร้อนมากกว่านี้ เขาเลยอยากที่จะทำตามที่หนังสือแนะนำเพื่อจะช่วยได้บ้าง จากที่เล่ามา อ. มีคำแนะนำอย่างไรรบกวนช่วยชี้ทางที่ถูกแก่ดิฉันด้วย กราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ
    โดยคุณ ฐา 21 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  49. คำตอบที่ 1

    -- ผมมีปัญหาเรื่องการใช้เสียง จึงของดไปก่อน ถ้าพอใช้เสียงได้ผมก็จะเปิดสอนครับ เรื่องการแก้กรรมนั้น ถ้าจะใช้คำพูดให้ถูกต้องเรียกว่าลดวิบาก คือเราจะทำบุญเป็นการสร้างบารมี ถ้าเรามีบารมี ก็เหมือนมีเกราะคุ้มกัน เมื่อเราได้รับผลของกรรมชั่ว ซึ่งเรียกว่าวิบากร้าย เราก็จะได้รับผลน้อยลง แต่ชาวบ้านมักใช้คำว่า แก้กรรม สิ่งที่ควรทำมีอยู่สามอย่างคือ 1. อย่ากังวลในกรรมชั่วที่ทำมาในอดีต เพราะจะทำให้ใจเสีย ใจไม่ดี เมื่อใจไม่ดี ทำบุญ ก็มีผลน้อย จึงควรทำจิตให้ผ่องใส อย่ากังวลในเรื่องราวที่เป็นอดีต เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เวลาทำบุญ จิตต้องสงบ ต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิ การทำบุญจึงจะมีผลมาก 2. เวลาที่เราทำให้เกิดผลเสียหาย โดยไม่ได้เจตนา เราไม่ได้หวังร้าย ไม่ได้คิดร้าย ให้รู้ว่าเราไม่ได้ทำบาป อย่าไปสะกดจิตตัวเองว่ามันเป็นบาป เราต้องคิดว่าเราไม่ได้ทำบาป เราอย่าไปกังวลกับเรื่องเหล่านั้น เช่น สุนัขตายเพราะเรา แต่เราไม่ได้เจตนาทำให้มันต้องตาย ก็ให้รู้ว่าเราไม่ได้ทำบาป เป็นวิบากร้ายของสุนัขเองที่ตาย และเป็นวิบากร้ายของเรา ที่ลูกสุนัขของเราตาย ที่ลูกของเราแท้ง เราไม่ได้ทำกรรมชั่ว ไม่ได้ทำบาป แต่เป็นเพราะอดีตเราทำกรรมชั่วเอาไว้ ขณะนี้วิบากร้ายส่งผล ทำให้เราไม่พบหมอ ทำให้ลูกแท้ง 3. ถ้าในหนังสือเขาบอกให้ทำบุญ ทำในสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ก็ควรทำ แต่ถ้าให้ทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ควรทำ เวลาทำบุญต้องใช้ปัญญาพอสมควร เวลาทำบุญ ให้ตั้งใจทำ ทำใจให้สบาย ทำจิตให้สงบ ทำจิตให้ตั้งมั่น ทำบุญแล้วก็อุทิศส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของเรา อธิษฐานจิตในสิ่งที่เราปรารถนา แต่อย่าไปหวังว่าจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ให้รู้เพียงว่าถ้าเราสร้างบารมีดี คำอธิษฐานก็มีผลเอง ถ้ายังไม่ได้ ก็ให้เรารู้ว่าเรายังทำไม่ดีพอ ให้เราทำมากกว่านี้ ทำดีกว่านี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 ตุลาคม 2552

    ตอบลบ
  50. 1195 วางใจอย่างไร
    อยากรบกวนสอบถามถึงว่าควรวางใจหรือทำใจอย่างไร เมื่อต้องทำงานอยู่กับคนที่ทะเลาะกัน ไม่ถูกกัน ถึงจะทำงานได้อย่างไม่ลำบากใจ
    โดยคุณ รุ่งนภา 21 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ต้องหัดปฏิบัติวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับชีวิต ดูคนอื่นเป็นเพียงชีวิตหนึ่ง ดูตัวเราเป็นเพียงชีวิตหนึ่ง ไม่ยึดว่านี่เรา นั่นเขา มีความเสมอกัน ถ้าทำใจอย่างนี้ได้เราก็จะทำงานได้โดยไม่อึดอัด รายละเอียดให้ดูในหนังสือวิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน หัวข้อการมีสติอยู่กับชีวิต
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 ตุลาคม 2552



    1181 ความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศล ต่อ
    พุทธทำนายมาจากพระไตรปิฏก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 216 ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ คะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 14 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  51. คำตอบที่ 1

    -- ผมดูในพระไตรปิฎกแล้ว เนื้อหามีเพียงสั้นๆ ไม่กี่บรรทัด เรื่องที่เราอ่านไม่ใช่พุทธพจน์ แต่เป็นเรื่องราวในอรรถกถา ซึ่งเป็นเรื่องที่พระรุ่นหลังเขียนขึ้นเพื่อขยายความข้อความในพระไตรปิฎกเท่านั้น การขยายความจะเป็นอย่างไร ก็เป็นไปตามความคิดของพระรุ่นหลัง ไม่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ตุลาคม 2552


    1179 สงสัยเรื่อง คาบ ค่ะ
    ที่เขาบอกว่าสวดมนต์ 7 คาบ 1 คาบนี่มันระยะเวลาเท่าไรกันแน่ค่ะ
    โดยคุณ นก 13 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ต้องขออภัยครับ ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 ตุลาคม 2552



    1178 มองแบบปรมัติ
    กราบเรียนอาจารย์ ชวยง อาจารย์ครับ ผมมีคำถามดังนี้ครับ (1) การมองแบบปรมัติคือการมองสิ่งต่างๆโดยที่สมองเราไม่คิดอะไรเลย ถูกต้องหรือเปล่าครับ อย่างเช่น ในบางครั้งนั้น เวลาผมนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม มองสภาพคนที่นั่งอยู่ในห้อง โต๊ะ เก้าอี้ ในหัวผมไม่คิดอะไรเลย และผมรู้สึกว่าหัวสมองโล่ง ปลอดโปร่ง เหมือนเลือดไปสูบฉีดเข้าสู่สมองอย่างเต็มที่ แต่ความรู้สึก ไม่ได้อยู่ตลอดนะครับ เป็นพักๆเท่านั้น (2) ผู้ที่บรรลุธรรม จะมองเห็นทุกอย่างเป็นแบบปรมัติตลอดเวลาเลยใช่หรือไม่ครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ เอ tata2517@windowslives.com 13 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. ถ้าใจอยู่ที่ภาพ เห็นภาพชัด แต่ไม่รู้ในรายละเอียด ก็เป็นการมองแบบปรมัตถ์ครับ -- 2. ผู้ที่บรรลุธรรมปรกติจะอยู่กับสมมุติเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่เวลาอยู่กับสมมุติ มีกิเลสเข้าปรุงแต่งยากกว่าคนทั่วไป ยกเว้นอรหันต์ จะไม่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิตเลย ปรมัตถ์ใช้ในการฝึกเพื่อให้บรรลุธรรมง่ายเท่านั้น เพราะคนส่วนใหญ่มีสมาธิอ่อน ฝึกแบบอยู่กับสมมุติยาก จึงต้องฝึกแบบอยู่กับปรมัตถ์แทน
    โดย อ 13 ตุลาคม 2552

    ตอบลบ
  52. 1176 เคยได้ยินว่า หากไม่ยินดี ยินร้าย ในกายมากๆ บางที กายทิพย์
    สามารถ ออกมาได้ เพราะ กายทิพย์ ก็จะไม่ยึดติดกับกายเนื้อเช่นกัน.. อาจารย์เคยมีประสบ.เช่นนี้บ้างไหม ครับ
    โดยคุณ aod sanga56@hotmail.com 12 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่เคยมีประสบการณ์เหล่านี้ครับ คนที่มีสมาธิแก่กล้า แม้ไม่ฝึกละความยินดียินร้ายในกาย ก็สามารถถอดกายทิพย์ได้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 ตุลาคม 2552




    1169 ความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศล
    ความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศล 16 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ เป็นความจริงหรือเปล่าคะ จะเกิดขึ้นหลังจากเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500 ปี เมื่อศาสนาเสื่อมลง (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี เหตุการณ์จะเกิดหลังจาก 5000 ปี ใช่หรือเปล่าคะ หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์) อาจารย์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 9 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  53. คำตอบที่ 1

    -- ผมหาดูในเวบพระไตรปิฎก ไม่พบเรื่องนี้ เห็นมีแต่นอกพระไตรปิฎก ช่วยบอกด้วยว่าอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไร หัวข้ออะไร ผมจะได้อ่านรายละเอียด -- พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบอกเรื่องเวลา แต่ถ้านึกดูให้ดี เวลาใดที่สังคมเสื่อม ก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ว่ายุคใด สมัยใด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 ตุลาคม 2552




    1164 โรคซึมเศร้า
    โรคซึมเศร้าถือว่าเป็นโรคทางจิตหรือเปล่าคะ และในปัจจุบันมีคนเป็นเยอะไหม เคยไปหาหมอตอนอายุ 14 แล้วหมอก็ให้ยามาทานจนถึงปัจจุบัน แต่ตอนนี้ไม่ได้ทานยามานานแล้วก็เป็นปกติดี แต่คุณพ่อท่านเป็นห่วงอยากให้ทานยาตลอด แต่เรารู้สึกว่าเราหายเป็นปกติดีแล้ว เราจำเป็นจะต้องเชื่อพ่อและทานยาต่อไปตลอดชีวิตหรือเปล่าคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 5 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ปรกติโรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิต ปัจจุบันมีคนเป็นมากเพราะไม่รู้วิธีทำใจ แกจะเกิดกับที่ชอบมองโลกในแง่ลบ มีอะไรเกิดขึ้นก็คิดไปในทางที่ไม่ดีอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้จิตซึมเศร้า ไม่ผ่องใส วิธีแก้ก็คือหัดมองโลกใหม่ คือมองในแง่ดี ถึงเรื่องไม่ดี ก็พยายามคิดในแง่ดี เช่น โดนรถเฉี่ยว บาดเจ็บเล็กน้อย ก็คิดเสียว่าดีแล้ว ฟาดเคราะห์ไป ดีกว่าโดนรถชนบาดเจ็บกว่านี้ เงินหายไป พันบาท ก็คิดเสียว่าดีแล้ว ฟาดเคราะห์ไป ดีกว่าเงินหายเป็นหมื่นเป็นแสน คือให้หัดมองโลกในแง่ดีไว้ เราก็จะเป็นคนที่ไม่ค่อยกลุ้ม ไม่ค่อยเศร้า บางคนอ่านหนังสือพิมพ์ พาดหัวข่าว มีแต่เรื่องร้าย เรื่องฆ่ากันตาย เรื่องทะเลาะกัน อ่านเสร็จก็เครียด ลองคิดดูซิว่า กระดาษแผ่นเดียวทำให้เราเครียดเรากลุ้มได้ เราก็ต้องรู้ทันว่าข่าวสารมีไว้เพื่อรับรู้ ไม่ใช่มีไว้ให้เราเครียด ข่าวมันจะเป็นอย่างไร ก็รับรู้ไป ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกลุ้มไปกับมัน -- การกินยานั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง ตามหลักหมอจะให้กินยาตอนที่เรามีปัญหามากๆ เท่านั้น เช่นคิดมาก กลุ้มมาก ซึมเศร้ามาก นอนไม่หลับ หมอจะพยายามให้เราทำใจ แล้วลดยาลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่กินยาแล้วใช้ชีวิตเป็นปรกติได้ หมอก็จะให้หยุดยาทันที ยาไม่ได้ช่วยให้หายจากโรค เป็นเพียงระงับอาการชั่วคราวเท่านั้น การจะหายจากโรคได้ก็คือการหัดทำใจให้เป็นปรกติ บางคนทานยา แต่ไม่หัดทำใจ เขาก็ต้องพึ่งยาไปตลอดชีวิต ยิ่งทานนานเข้า ก็ติดยามาก เลิกยาก ฉะนั้นการที่เราใช้ชีวิตเป็นปรกติโดยไม่ทานยาได้ ถือว่าเป็นบุญของเราแล้ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 ตุลาคม 2552

    ตอบลบ
  54. 1157 จับหลักการปฎิบัติไม่ถูก
    หนูได้อ่านหนังสือของอ.จบเล่มแล้ว แต่ยังจับหลักการปฎิบัติไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ
    โดยคุณ ดาว 1 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาอ่านควรทำความเข้าใจ ควรคิดตาม ควรลองฝึกตามคำที่อธิบายในหนังสือด้วยจึงจะเป็นการอ่านที่ถูกวิธี เพราะหนังสือนี้เป็นคู่มือการปฏิบัติธรรม อ่านอย่างเดียวจะไม่มีประโยชน์ ลองเริ่มต้นด้วยการอ่านเรื่องการมองภาพแบบปรมัตถ์ แล้วฝึกมอง หัดมองจนกว่าจะเป็น ถ้าไม่เป็นก็ต้องอ่าน ต้องหาทาง หาวิธีฝึกมองจนเป็น การหัดมองใหม่ๆ ภาพที่นำมาฝึกมองมีความสำคัญมาก ถ้าเป็นภาพที่ดีจะฝึกมองง่าย ถ้าเป็นภาพที่ไม่ดี อาจจะฝึกไม่ได้ผลเลย เมื่อมองเป็นแล้วก็หัดฝึกมีสติดูชีวิต และมีสติดูกายตามลำดับ ที่สำคัญคือในหนังสือบอกรายละเอียดให้ทำอะไร ก็ต้องทำให้ครบจึงจะได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 ตุลาคม 2552



    1156 เรียนถามอาจารย์ เรื่องอานาปานสติ ครับ
    เราจะใช้สติระลึกรู้ลมหายใจอย่างไรถึงจะเป็นวิปัสสนาครับ
    โดยคุณ ฐากร 1 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  55. คำตอบที่ 1

    -- ให้ทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติในที่นี้ก็คืออารมณ์ที่มากระทบในขณะทำอานาปานสติ เช่นลมหายใจ ความสงบ ความอึดอัด ปีติสุขอันเกิดจากสมาธิ นิมิตต่างๆ เช่น ถ้าเราดูลมหายใจ ก็รู้ชัดในลมหายใจ อย่าสนใจอย่างอื่น เหมือนโลกทั้งโลกมีแต่ลมหายใจ ไม่มีอย่างอื่น ลมหายใจเข้าก็รู้ชัดว่าเข้า ลมหายใจออกก็รู้ชัดว่าออก ถ้าลมหายใจสงบเบาสบาย รู้สึกชอบขึ้นมา แสดงว่ามีความยินดี ก็ให้ละความชอบความพอใจนั้นเสีย ให้รู้ชัดในความสงบนั้น แต่อย่ายินดีในความสงบนั้น ถ้ารู้สึกสงบมาก ก็ให้รู้ชัดว่าสงบมาก ถ้าสงบน้อย ก็ให้รู้ชัดว่าสงบน้อย ถ้าอึดอัด หายใจไม่สะดวก รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจ แสดงว่ามีความยินร้าย ก็ให้ละความหงุดหงิด ความไม่สบายใจนั้นเสีย ได้แต่ให้รู้ชัดว่าอึดอัด แล้วทำใจนิ่งๆ ทำใจสบายๆ ถ้านั่งสมาธิแล้วรู้สึกมีความสุข ก็ให้รู้ชัดในความสุข อย่ายินดีพอใจในความสุขนั้น ไม่ว่ามีอะไรปรากฏ ก็ให้รู้ชัดอย่างเดียว อย่าให้มีความรู้สึกยินดียินร้ายเกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่าการทำวิปัสสนาขณะนั่งสมาธิ ซึ่งในการปฏิบัติให้ได้ผลดี ควรใช้วิธีนี้ทั้งในขณะนั่งสมาธิ และในขณะใช้ชีวิตตามปรกติ เพราะใช้หลักการเดียวกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 ตุลาคม 2552




    1155 รบกวนถามอาจารย์ค่ะ
    1.รบกวนถามอาจารย์ค่ะว่าคนเราถ้าไม่ถึงคราวตายแล้วจะตายไหมค่ะ 2. เพื่อนหนูเพิ่งเสียชีวิตโดนอาวุธสงครามยิงถล่มที่ปัตตานี ขณะตรวจสอบพื้นที่ เพื่อนหนูคนนี้แขวนพระ ตั้ง 7 องค์และก็เป็นพระดังๆทั้งนั้นขอถามโง่ๆค่ะว่าพระไม่คุ้มครองเขาเลยหรือค่ะ ที่ถามๆดูตำรวจที่นั้นก็แขวนกันทุกคนแต่ก็ไม่เห็นมีใครรอดเลยค่ะ
    โดยคุณ นนท์ 1 ตุลาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. คนเราเมื่อถึงคราวตาย ก็ต้องตาย แต่บางคนอาจไม่ตายก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย เช่นบางคนรู้ตัวว่าถึงฆาต ต้องประสบอุบัติเหตุ จึงไปปฏิบัติธรรมอยู่ในวัด เมื่อเวลาล่วงเลยคราวเคราะห์ไป เขาก็ยังไม่ตาย คนเราเมื่อไม่ถึงคราวตาย ก็ไม่ตาย แต่บางคนอาจจะตายก็ได้ เช่น บางคนยังไม่ถึงฆาต แต่ฆ่าตัวตาย แม้ไม่ถึงคราวตาย เขาก็ตายได้ -- 2. ตัวกำหนดการตายคือกรรมของเขาเอง ถ้าเขาถึงฆาต เขาก็ต้องตาย ถ้าเขาไม่ถึงฆาต เขาก็ไม่ตาย ส่วนพระจะคุ้มครองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ลองเปรียบเราเป็นเหมือนคนไข้ พระเป็นเหมือนหมอ ถ้าเราติดต่อกับหมอไม่ได้ หมอก็ไม่มาช่วยเรา ถ้าเราไม่รู้จักหมอ หมอก็ไม่มาดูแลเรา ถ้าเราไม่ดี หมอก็ไม่สนใจเรา ถ้าเราเป็นโรคหนัก รักษาไม่ได้ หมอก็ไม่รักษาเรา ไปรักษาคนอื่นดีกว่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 ตุลาคม 2552



    1152 เรียนถามอาจารย์ เรื่องไตรลักษณ์ครับ
    ผมเคยไปเรียนกับอาจารย์ครับ ผมถนัดฝึกสติอยู่ที่กาย ถ้าเราฝึกจนชำนาญแล้วและทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จิตจะเข้าใจในไตรลักษณ์เองและบรรลุมรรคผลได้ในที่สุดใช่ไหมครับ
    โดยคุณ ฐากร 29 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราฝึกเอาสติดูกายอย่างเดียว เราก็สามารถเข้าใจไตรลักษณ์ สามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ เพราะขณะทำงานที่ต้องมีการใช้ความคิด ที่ต้องพูดคุย เราไม่สามารถที่จะเอาสติมาดูกายได้ ต้องอยู่กับสมมุติ คืออยู่กับงาน อยู่กับเรื่องราวต่างๆ ฉะนั้นควรฝึกแบบมีสติอยู่กับสมมุติด้วย ผู้ที่ฝึกดูกายอย่างเดียวแล้วบรรลุมรรคผลได้ง่าย ก็คือผู้ที่ไม่ทำงาน เช่น แม่บ้าน พระ เพราะมีเวลาฝึกเอาสติดูกายได้ทั้งวัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  56. 1152 หัด-ทดลองปฏิบัติ
    เมื่อหัดมีสติอยู่กับกาย-เคลื่อนไหว หันหน้าไปทางช้าย-ขวา ช้าๆเพื่อให้รู้ว่ากายกำลังเคลื่อนไปไม่ใช่เรา.. ผลกระทบ..ที่เกิดกับผม เวลาบางจังหวะเกิดไปสบตาหรือเจอหน้าใคร.บางครั้งเหมือนตกใจ หน้าชีด หน้าถอดสี ไม่ทราบจะแก้ไขยังไงดีครับ (ไม่รู้จะเกี่ยวกันกันไม๊ ตอนฝึกเราเอาสติไปจดจ่อบริเวณใบหน้าที่เคลื่อนอยู่ตลอด)
    โดยคุณ สง่า นาคฉุย sanga56@hotmail.com 28 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เนื่องจากเวลาที่เราสบตา หรือมองหน้าคนอื่น เราไปสนใจสายตา สนใจใบหน้าคนอื่น ไม่มีสติอยู่กับกาย และเราก็ไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไร จึงทำให้สมาธิเสีย ทำให้ตกใจ การจะมองหน้าคนอื่นไม่ให้สมาธิเสีย ต้องฝึกเอาสติดูชีวิต ซึ่งสามารถมองชีวิตอื่นได้ หรือไม่ก็ฝึกมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ สองวิธีนี้จะสามารถทำขณะสบตา มองหน้า หรือสนใจคนอื่นได้โดยที่สมาธิไม่เสีย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 กันยายน 2552




    1151 หัด-ทดลองปฏิบัติ
    เมื่อหัดมีสติอยู่กับกาย-เคลื่อนไหว หันหน้าไปทางช้าย-ขวา ช้าๆเพื่อให้รู้ว่ากายกำลังเคลื่อนไปไม่ใช่เรา.. ผลกระทบ..ที่เกิดกับผม เวลาบางจังหวะเกิดไปสบตาหรือเจอหน้าใคร.บางครั้งเหมือนตกใจ หน้าชีด หน้าถอดสี ไม่ทราบจะแก้ไขยังไงดีครับ (ไม่รู้จะเกี่ยวกันกันไม๊ ตอนฝึกเราเอาสติไปจดจ่อบริเวณใบหน้าที่เคลื่อนอยู่ตลอด)
    โดยคุณ สง่า นาคฉุย sanga56@hotmail.com 28 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เนื่องจากเวลาที่เราสบตา หรือมองหน้าคนอื่น เราไปสนใจสายตา สนใจใบหน้าคนอื่น ไม่มีสติอยู่กับกาย และเราก็ไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไร จึงทำให้สมาธิเสีย ทำให้ตกใจ การจะมองหน้าคนอื่นไม่ให้สมาธิเสีย ต้องฝึกเอาสติดูชีวิต ซึ่งสามารถมองชีวิตอื่นได้ หรือไม่ก็ฝึกมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ สองวิธีนี้จะสามารถทำขณะสบตา มองหน้า หรือสนใจคนอื่นได้โดยที่สมาธิไม่เสีย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 กันยายน 2552




    1144 ถามอาจารย์ รู้สึกชอบผุ้หญิงอยู่คนจะจีบอย่างไร
    ขอหลักในการจีบผู้หญิงด้วยครับ
    โดยคุณ เอ 26 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การจีบผู้หญิง เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล จะทำอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่าย ว่ามีนิสัยใจคออย่างไร มีหลักสำคัญก็คือ ให้เป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบคนอื่น มีความจริงใจ เปิดเผยตัวตนของเราให้เขาเห็น ทั้งเราและเขาจะคบกันได้สบายใจ ได้ง่าย ได้นาน แต่ถ้าเขาเห็นว่าเราไม่ดีตรงโน้นตรงนี้ ก็อาจต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งการคบกันระยะยาว การปรับตัวเข้าหากัน การยอมกัน การให้เกียรติกัน เป็นเรื่องสำคัญ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  57. 1143 มีเพื่อนทำสมาธิแล้ว รู้สึกเฉยๆ ซึมๆ ไม่อยากทำอะไร จะแก้อย่างไร
    จะมีอาการ เหมือน ไม่อยากทำอะไร เค้าทำสมาธิทีไรก็เป็นแบบนี้จนตอนหลังไม่อยากทำแล้ว ช่วย แนะนำทางแก้ด้วยคัรบ
    โดยคุณ ปอ 26 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เขาทำสมาธิไม่ถูกวิธี ทำให้สภาพจิตแทนที่จะดีขึ้น กลับแย่ลง วิธีแก้ก็คือให้เขาฝึกให้ถูกวิธี ให้รู้ว่าสมาธิคืออะไร ฝึกอย่างไร มีผลอย่างไร ถ้าเขาฝึกถูกวิธี ก็ต้องได้ผลอยู่แล้ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กันยายน 2552




    1138 ได้อ่านหนังสือเกิดข้อสงสัย (ต่อ)
    ที่ดิฉันถามกระทู้ที่แล้วเพราะดิฉันปฏิบัติธรรมได้พอใช้สามารถตัดไม่ให้เกิดกิเลสได้หลายอย่างแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมดิฉันถึงยังมีโทสะอยู่มากทั้งทีรู้ทันโทสะแต่ก็มีบ่อยครั้งมากที่ยั้งไม่ทันและรู้ก็ปล่อยให้โทสะเกิดขึ้นและมีปฏิกริยาออกไป ในเรื่องโลภะ โมหะ ดิฉันปฏิบัติได้ดีมาก เป็นเพราะอะไรค่ะ
    โดยคุณ วิ jeeramo@hotmail.com 23 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เป็นเพราะฝึกแต่สมถะ ไม่ฝึกวิปัสสนา หรือไม่ก็ฝึกวิปัสสนาไม่ถูกวิธี เพราะคนที่ฝึกสมถะ แต่ไม่ฝึกวิปัสสนา มักจะมีความอวดตัวสูง มีอารมณ์โกรธรุนแรง มีความเป็นอยู่ยาก เช่น อยากอยู่ในที่เงียบสงบ อยู่ในที่ผู้คนจอแจยาก มีพิธีรีตองมาก อันที่จริงการทำวิปัสสนาก็คือการฝึกดับกิเลสนั่นเอง สำหรับคนที่ทำวิปัสสนาเป็น เวลาที่เขาโกรธ ถ้ามีสมาธิดีพอสมควร เขาก็จะสามารถดับความโกรธได้ แต่ถ้าสมาธิไม่ดี ถึงวางใจถูก ก็ไม่สามารถดับความโกรธได้ ฉะนั้นเวลาที่คุณโกรธ แล้วดับไม่ได้ ก็ให้รู้ว่าตอนนั้นคุณมีความฟุ้งซ่านสูง ( โมหะชนิดหนึ่ง ) มีสมาธิอ่อน ฉะนั้นที่คุณบอกว่าโลภะ โมหะ คุณปฏิบัติได้ดีมากนั้น ไม่ใช่ ปรกติคนเราทุกคนเมื่อมีความฟุ้งซ่าน(โมหะ ) มาก ก็จะมีความยินดี (โลภะ)ยินร้าย(โทสะ) ในอารมณ์ที่มากระทบ มาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 กันยายน 2552




    1137 ได้อ่านหนังสือเกิดข้อสงสัย
    ได้อ่านหนังสือวิธีปฏิบัติเพื่อมรรคผลของอาจารย์เกิดข้อสงสัยค่ะ ถ้าหากให้คนฝึกการปฏิบัติแบบวิปัสสนาเลยโดยที่ไม่ต้องฝึกสมถกรรมฐานให้ดีพอนิดหน่อยก่อนจะไม่ยากและฝืนความรู้สึกเกินไปหรือเปล่าค่ะ จะเหมือนเป็นการหักดิบเลยของสัญชาตญานที่ติดมาไม่รู้กี่ชาติแล้วหรือเปล่าค่ะ เพราะในความรู้สึกของดิฉันรูปมาเวทนามาสัญญามาสังขารเลยเร็วมากที่สุดในโลกแล้วการที่จะเห็นปรมัตถ์โดยไม่อัตโนมัติไปต่อที่สมมุติเลยได้เลยหรือค่ะกับคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานสมถกรรมฐานมาก่อน
    โดยคุณ วิ jeeramo@hotmail.com 23 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  58. คำตอบที่ 1

    -- คำว่าสมถะในที่นี้หมายถึงการทำสมาธิ ส่วนวิปัสสนาที่แท้จริงก็คือการทำสมาธิที่มีปัญญาเข้าร่วม เนื่องจากการทำสมถะไม่มีปัญญาเข้าร่วม จึงมีลักษณะของการข่มกิเลส ไม่ใช่การละกิเลส เป็นการข่มใจ ไม่ใช่การเข้าใจ แต่การทำวิปัสสนา เป็นการละกิเลส เป็นการมีปัญญา เข้าใจความจริงของชีวิต ของกาย ของใจ ทำให้จิตเชื่อง ไม่ดื้อ ไม่ทุรนทุราย คนที่ฝึกสมถะ จึงต่างกับคนที่ฝึกวิปัสสนาตรงที่ คนฝึกสมถะ ช่วงที่มีสมาธิดี จิตจะสงบ มีความสุข บังคับจิตได้ง่าย แต่เนื่องจากจิตไม่เชื่อง จึงควบคุมจิตได้เฉพาะตอนที่สมาธิดีเท่านั้น แต่ถ้าสมาธิไม่ดี จิตก็ดื้อเหมือนเดิม ควบคุมไม่ได้ กิเลสจึงเข้าครอบงำจิตได้เต็มที่ เวลาโกรธ อาจจะโกรธรุนแรงกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ ส่วนคนฝึกวิปัสสนา ช่วงที่มีสมาธิดี จิตจะสงบ มีความสุข บังคับจิตได้ง่าย แต่เนื่องจากมีปัญญา จิตเชื่อง เวลาที่สมาธิไม่ดี จิตก็ไม่ดื้อ แม้ควบคุมยาก แต่กิเลสก็เข้าครอบงำจิตได้ยาก เวลาโกรธ จึงเบาบางกว่าคนที่ไม่ฝึกวิปัสสนา ฉะนั้นสมาธิของคนที่ฝึกวิปัสสนาจึงไม่ด้อยกว่าคนที่ฝึกแต่สมถะ แต่มักจะมีสมาธิที่สูงกว่า ฝึกได้ผลเร็วกว่า เพราะความที่จิตเชื่อง -- ในการเริ่มฝึกวิปัสสนา เวลาเราเอาสติอยู่ที่กาย ก็ตั้งอยู่ที่กายอย่างเดียว ไม่อยู่ที่อื่น เวลาเราเอาสติอยู่กับการเห็น สติก็อยู่ที่ภาพอย่างเดียว ไม่ได้อยู่ที่ทวารอื่นเลย ฉะนั้นสมาธิก็เกิดได้ง่าย ปัญญาก็เกิดได้ง่าย ส่วนการทำวิปัสสนาที่ย้ายสติไปเรื่อยนั้น ใช้เฉพาะคนที่ทำวิปัสสนาเป็นแล้วเท่านั้น ถ้าศึกษาธรรม จะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำวิปัสสนาเลย ไม่ได้ทรงสอนให้ทำสมถะก่อนแล้วจึงทำวิปัสสนา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 กันยายน 2552




    1134 รู้สึกผิด
    เป็นสิ่งที่คิดและรู้สึกมานานตั้งแต่เด็กและโตขึ้นก็ยังมีความรู้สึกแบบนี้อีกคือบางครั้งรู้สึกไม่ชอบขยักแขยงพ่อของตัวเอง แต่บางครั้งก็รู้สึกชี่นชมความสามารถของเขา แต่เมื่อรู้สึกไม่ดีกับเขาก็รู้เสมอว่ามันเป็นบาปและเป็นการสร้างกรรมให้ตัวเอง แต่มันก็อดรู้สึกไม่ได้หนูก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ ไม่ชอบถึงขนาดไม่ชอบจับต้องเสื้อผ้าที่เขาใส่ ไม่กินอาหารที่เขากินแล้ว ไม่กล้าบอกความรู้สึกแบบนี้กับใครเพราะรู้ว่ามันไม่ดีมากๆที่มีความรู้สึกแบบนี้กับผู้ที่เลี้ยงดูเรามา ตอนนี้พ่อหนูเขาก็เริ่มหันมาศึกษาการนั่งสมาธิอ่านหนังสือธรรม แต่ความคิดที่เขามีต่อคนและสิ่งต่างๆก็ยังไม่ดี(เป็นความรู้สึกของหนูเองค่ะ) เนื่องจากเขาเห็นอะไรที่เขาไม่ชอบเขาก็จะพูดและว่าสิ่งหรือคนนั้นด้วยคำพูดที่รุนแรงถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักก็จะพูดให้คนในครอบครัวฟัง หนูก็จะบอกให้เขาว่าเห็นเฉยๆได้ยินเฉยๆไม่ต้องไปรู้สึกอะไรกับคนๆนั้น แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัวพ่อก็จะใช้คำพูดแรงๆ(ไม่ได้หยาบคาย)ไม่ได้คิดว่าคนฟังจะรู้สึกยังไงและจะมีผลต่อชีวิตคนที่รับฟังอย่างไรบ้าง หนูเองก็ยิ่งรู้สึกบาปมากขึ้นรู้ว่ายิ่งมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้ปฎิบัติธรรมก็ยิ่งบาปหนัก ขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่าหนูควรจะทำอย่างไรกับความรู้สึกแบบนี้ดีค่ะ
    โดยคุณ คนที่รู้สึกผิด 22 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนเราทุกคนย่อมมีความหลังฝังใจที่แตกต่างกัน บางคนก็เกลียดแมงมุม บางคนก็กลัวผี บางคนกลัวเข็มฉีดยา บางคนได้กลิ่นทุเรียนก็จะอาเจียน การที่เรารู้สึกรังเกียจพ่อ ก็เป็นความหลังฝังใจอย่างหนึ่ง การจะเปลี่ยนความรู้สึกได้มีหลายวิธี เช่นให้จิตแพทย์ช่วย การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็เป็นวิธีหนึ่งในการรักษา สิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ เราต้องมีความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือต้องรู้ว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะเรา แต่เป็นกับทุกคน คนเราทุกคนมีจิตอยู่ทั้งสองด้าน คือจิตที่ดี และจิตที่ไม่ดี บางครั้งจิตก็ดี มีความรู้สึกที่ดีต่อพ่อ แต่บางครั้งจิตมันชั่ว เราก็รู้สึกไม่ดีต่อพ่อ มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับมันว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปรกติ ถ้าเรามีความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นมา ก็ให้รู้ว่าเป็นเรื่องปรกติ ตอนนี้จิตมันไม่ดี มันก็เป็นอย่างนี้เอง อย่ากังวล อย่าอยากให้จิตมันดี จิตมันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ปล่อยมัน ดูมันว่ามันรู้สึกอย่างไร ถ้าเรายอมรับความจริงอย่างนี้แล้ว ใจก็จะสบายขึ้น เมื่อจิตเชื่องแล้ว ยอมรับความจริงอย่างนี้แล้ว ก็หัดคิดถึงเรื่องที่ดีๆ คิดถึงสิ่งดีๆ ที่พ่อมีต่อเรา เวลาที่จิตมันนึกถึงเรื่องที่ไม่ดี ก็เลิกคิดเสีย พยายามคิดดี ทำดีบ่อยๆ แต่ถ้าคิดดีไม่ได้ ทำดีไม่ได้ ก็ช่างมัน ให้รู้ความจริงว่าจิตเดี๋ยวมันก็ดี เดี๋ยวมันก็ร้าย ตอนนี้มันร้ายก็ช่างมัน เดี๋ยวมันก็ดีเอง อย่ากังวล อย่าคิดว่าบาป เพราะเป็นธรรมชาติของจิตอยู่แล้วที่มันบางครั้งก็ดี บางครั้งก็ชั่ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  59. 1131 รู้สึกจิตมันห่อเหี่ยวเวลาระลึกถึงความตาย
    พุทธองค์ให้ระลึกถึงความตายจะได้ไม่ประมาทในการเพียรทำความดีหรือปฏิบัติธรรม เร็วๆนี้ได้ข่าวการเสียชีวิตของเพื่อน ติดๆกันมันหดหู่มากไม่ทราบควรจะวางใจอย่างไร ในใจหนึ่งบอกตรงๆเลยค่ะว่ากลัวตาย ช่วยชี้แนะด้วยค่ะ ตอนนี้มันสับสน กลัว หดหู่ วางใจไม่ถูก
    โดยคุณ นก - 21 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระพุทธองค์ให้ระลึกถึงความตาย เพื่อจะได้เร่งทำความเพียร คือเร่งปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ระลึกถึงความตายเพื่อให้ใจหดหู่ ถ้าเรามีใจที่หดหู่อยู่แล้ว ก็ไม่ควรนึกถึงความตาย เพราะจะทำให้ใจเศร้าหมองมากยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าใจของเราหดหู่ ต้องแก้ด้วยการทำสมาธิ เพื่อให้มีความสุขอันเกิดจากสมาธิ เราควรทำใจให้ผ่องใส ทำใจให้เบิกบาน ไม่ใช่ไปคิดถึงความแก่ ความตาย ปรกติการพิจารณาถึงความแก่ ความตาย ใช้ตอนที่เรามัวเมาในลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ไม่ยอมปฏิบัติธรรม จึงต้องพิจารณาถึงความแก่ ความตาย เพื่อให้เราคลายจากการยึดติดในลาภ ยศ สุข สรรเสริญ จะได้มีใจมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมต่อไปได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  60. 1130 เดินถูกทางหรือยัง
    ตามที่อาจารย์ได้อธิบายไว้ในหนังสือตอนหนึ่งว่า “.....ถ้าผู้ปฏิบัติมีสติอยู่กับกาย ก็พยายามละความเป็นเจ้าของกาย คือเมื่อกายเคลื่อนไหวไปก็ทำความรู้สึกว่ากายเคลื่อนไหวไป ไม่ใช่ตัวเราเคลื่อนไหวไป ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อฝึกอยู่เสมอก็จะมีญาณปัญญาเกิดขึ้นได้ และถ้าทำจนชำนาญก็จะสามารถบรรลุมรรคผลได้ในที่สุด....” ขอรบกวนเรียนถามอาจารย์ว่า หากเมื่อกายเคลื่อนไหวไป เรา ก็”มองเห็น” กายเคลื่อนไหวไป “มองเห็น” กายได้รอบด้านแบบ มองภาพรวมของกาย หรือมองโฟกัสเป็นจุดๆ ด้านหลัง ด้านหน้า ข้างล่าง ข้างบน ทรงสมาธิแบบลืมตา ทำมาแบบนี้ได้มานานแล้ว เพียงแต่ไม่ขยันทำให้ต่อเนื่องเพราะไม่แน่ใจว่าถูกทางหรือเปล่า แต่ แม้จะหยุดทำไปพอคิดจะกลับมาทำอีก เพียงนึกก็จะทำได้เลย ไม่ลืมแม้จะทิ้งไปสักระยะหนึ่งเป็นดังนี้มาตลอด (ที่ปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากมักจะเจอปัญหาอุปสรรคเป็นระยะแล้วไปติดในปัญหานั้น เพราะไม่เข้าใจเนื่องจากไม่ได้ถามใคร และแต่ละประสบการณ์ที่ประสบก็เหมือนๆ จะมีแนวโน้มให้รู้สึกว่าอาจจะเพี้ยนได้ เลยปลอดๆ ก็จะเลิก เป็นอย่างนี้เสมอ) พอระยะหลังมาเริ่มคลำหาทางเข้าสู่วิปัสสนา ด้วยการทรงสติบวกสมาธิ(แบบดังที่กล่าวมาแล้ว) บนฐานของกาย และก็ “ สักแต่ว่า (ละความยินดียินร้าย) “ เมื่อมีการกระทบระหว่างภายนอกกับทวารบางจุด ลองทำเพียงอยู่สองสามวัน ประสบการณ์ที่ได้รับในวันหนึ่ง คือ มองเห็นกาย กำลังอยู่ในอิริยบทนั่งทานข้าวอยู่ หยิบจับเคี้ยวกลืนกินแบบละความยินดียินร้าย สักพัก ก็เกิดเลื่อนการเข้าไปรับรู้โดยอัตโนมัติไปที่ตา การมองเห็น การเห็นนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่เห็น มันมีอาการเหมือนคนกลั้นหายใจแต่ไม่อึดอัดในขณะที่มองเห็นภาพนั้นไม่มีความคิดใดในการมองเห็น แล้วมันก็ละกลับมาสู่การกินข้าวเหมือนเดิม มันเป็นไปเอง บางขณะก็มาโฟกัสที่การกระพริบตา บางขณะก็มาที่การได้ยินเสียงแต่ไม่ยินดียินร้ายไม่มีความคิดใดเกิดขี้น แล้วสักพักกับเสียงนี่ ก็เกิดเหมือนได้พบเห็น (ใช้คำพูดไม่ถูก) อยู่ๆ เหมือนมันรู้เห็นการเกิดดับของเสียง รู้เห็นอาการสืบเนื่องของสิ่งที่ได้ยินอะไรทำนองนี้ เกิดอาการปิติแต่ก็ยังทรงสติและสมาธิได้อยู่ พอสักพักเกิดเห็น ความคิดมันผุดขึ้นมาดั่งรูป (ทั้งๆ ที่ความคิดเป็นนามธรรม) แต่ชั่วขณะนั้นมันได้รับรู้เช่นนั้น ความคิดที่ผุดขึ้นไม่ทันรู้ว่าคิดอะไร มันเร็วมากเหมือนมันผุดขึ้นมาแล้วนิ่งอยู่สักพัก (แบบชั่วพริมตา) พอเห็นมัน ความคิดที่เหมือนกับรูปก็หายไปในชั่วพริบตา เป็นอยู่สองครั้ง ช่วงเวลานั้นรู้สึกอิ่มใจ เหมือนได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน หลังจากนั้นดิฉันเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ระยะแรกรู้สึกว่าทำไมมันชัด รู้สึกกายมันไม่ใช่ของเรา มันแยกชัดเจน เป็นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วดิฉันก็หยุดปฏิบัติไป (อีกแล้ว) เพราะไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ใช่ ใช่ถูกทางไหม เป็นการปฏิบัติเข้าสู่ทางแห่งมรรคผลหรือเปล่า หรือก็ยังเป็นเพียงสมถกรรมฐานเหมือนที่เคยเดินมา และควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเดินไปอย่างไรที่จะนำไปสู่มรรคผล ขอเรียนถามอาจารย์ได้ให้ความกระจ่างด้วยเถิดค่ะ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ

    ตอบลบ
  61. โดยคุณ คนเดินทาง 19 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]
    คำตอบที่ 1

    -- จากผลการปฏิบัติที่อธิบายมา โดยรวมถือว่าได้ผลดี เป็นผลของวิปัสสนาเป็นส่วนใหญ่ สมาธิดีพอสมควร แต่การสร้างเหตุยังไม่ดี คือในการปฏิบัติธรรม เราควรสามารถสร้างเหตุเพื่อให้เกิดผลได้เลย เช่น ถ้าเราต้องการเห็นภาพแบบปรมัตถ์ เราสร้างเหตุโดยการมองภาพรวม ก็สามารถเห็นภาพแบบปรมัตถ์ในขณะนั้นได้ ถ้าเราต้องการเห็นกายแบบปรมัตถ์ เราสร้างเหตุ ก็สามารถเห็นกายแบบปรมัตถ์ในขณะนั้นได้ ไม่ใช่ต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้นเอง เราควรกำหนดเองได้ ด้วยการฝึกทำใจ ฝึกวางใจให้สภาพธรรมเหล่านั้นเกิดตามใจเรา เหมือนกับการที่บุคคลปรารถนาที่จะมีปีติสุข อันเกิดจากสมาธิ เขาจึงสร้างเหตุโดยการเอาสติดูลมหายใจ เพียรรู้ชัดในลมหายใจ ไม่สนใจอย่างอื่น เพียรทำจิตให้สงบ ทำจิตให้ผ่องใส ไม่นานปีติสุขก็เกิดขึ้น ควรฝึกสร้างเหตุที่เราควบคุมได้ กำหนดได้ในลักษณะนี้ -- ที่ว่ามองเห็นกายขณะนั่งทานข้าว ก็เกิดเลื่อนการเข้าไปรับรู้โดยอัตโนมัติไปที่การมองเห็น มีอาการเหมือนคนกลั้นหายใจแต่ไม่อึดอัด ในขณะที่มองเห็นภาพนั้นไม่มีความคิดใดในการมองเห็น นั่นคือการที่วิปัสสนามีกำลัง จึงเห็นกายแบบปรมัตถ์บ้าง เห็นภาพแบบปรมัตถ์บ้าง ซึ่งอันที่จริงการเห็นภาพแบบปรมัตถ์ในลักษณะนั้นเราสามารถฝึกให้เห็นได้ง่ายๆ ได้บ่อยๆ -- ที่ว่าเหมือนมันรู้เห็นการเกิดดับของเสียง รู้เห็นอาการสืบเนื่องของสิ่งที่ได้ยินอะไรทำนองนี้ นั่นคือการมีสติอยู่กับเสียงแบบปรมัตถ์ เป็นวิปัสสนา เมื่อเราทำได้ผลดี มีสมาธิดี ก็มีปีติเกิดขึ้น แต่พอมีปีติเกิดขึ้น นักปฏิบัติส่วนใหญ่จะไม่ทำวิปัสสนา แต่จะยินดีพอใจในปีติ ซึ่งไม่ถูก ตามหลักเราต้องทำวิปัสสนาต่อโดยมีสติรู้ชัดในปีติ แต่เพียรละความยินดีในปีตินั้น -- ที่เห็นความคิดเกิดขึ้น เห็นความคิดดับไป นั้นคือการเห็นการเกิดดับของรูปนาม เป็นวิปัสสนา อันที่จริงความคิดที่เป็นรูปก็มี เช่นเวลาที่เราคิดถึงบ้าน คิดถึงดวงจันทร์ คิดถึงเสียงดนตรี เหล่านี้เป็นรูปในความคิด -- ที่ว่าเหมือนได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยเจอประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน นี่คือการเห็นธรรมในการทำวิปัสสนา -- สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นผลของการทำวิปัสสนา ซึ่งเป็นของดี ควรทำให้มาก แต่ที่เรารู้สึกว่าแปลก เพราะเรายังไม่ชิน เราควรปฏิบัติธรรมให้เห็นสภาพธรรมเหล่านี้ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง เห็นจนชิน เห็นจนเป็นปรกติของเราจึงจะดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  62. 1123 ดวงจิตตายไปกับร่างกายหรือไม่
    อ. ครับ แล้วร่างกายตาย ดวงจิตตายไปกับร่างกายมั้ยครับ
    โดยคุณ สน 14 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าดูอย่างละเอียด ร่างกายมีการตายและเกิดใหม่สืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา คือส่วนต่างๆ ของร่างกายประกอบด้วยเซลจำนวนมากเกาะกลุ่มกันเป็นหัวใจ เป็นตับ เป็นไต เป็นปอด เป็นกล้ามเนื้อ เป็นหนัง เซลจะมีอายุสั้น เกิดขึ้นมาระยะหนึ่ง แล้วก็ตายไป และจะมีเซลใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน สืบต่อกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เนื่องจากเซลใหม่ที่เกิดขึ้นมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนเดิม ลักษณะเซลที่เกิดใหม่จึงเหมือนเดิม ฉะนั้นปอดจึงมีลักษณะเป็นปอดเหมือนเดิม หัวใจจึงมีลักษณะเป็นหัวใจเหมือนเดิม เนื้อจึงมีลักษณะเป็นเนื้อเหมือนเดิม ผมจึงมีลักษณะเป็นผมเหมือนเดิม ฉะนั้นถ้าดูอย่างละเอียด ร่างกายมีการตายการเกิดสืบต่อกันตลอดเวลา แต่เนื่องจากเซลมีขนาดเล็ก เราจึงมองไม่เห็น แต่เห็นกลุ่มของเซลที่รวมตัวกันเป็นหัวใจ เป็นตับ ไต เป็นแขน เป็น หน้า ตา จมูก ปาก เวลาเราดูร่างกาย เราจึงเห็นว่ามันเหมือนเดิม มันไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ที่จริงมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราสังเกตให้ดี ก็พอจะเห็นได้ เช่น เห็นว่าผมยาวขึ้นเรื่อยๆ เล็บยาวขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอะไรคงที่ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา -- จิตใจก็เหมือนกัน ถ้าดูอย่างละเอียด จิตจะมีการเกิดขึ้น ทำงาน แล้วก็ดับไป และจะมีจิตใหม่เกิดขึ้น ทำงาน แล้วก็ดับไป สืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เราเกิดจนตาย ฉะนั้นถ้าดูอย่างละเอียด จิตก็มีการตาย การเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา ชั่วเวลาที่เราโกรธแค่เสี้ยววินาที จิตมีการเกิดดับนับล้านคูณล้านครั้ง เนื่องจากจิตเกิดดับเร็วมาก เราจึงไม่สามารถเห็นการเกิดดับของจิตได้ เราเห็นได้แต่เพียงกลุ่มของจิตที่เกิดสืบต่อกันเป็นเวลานาน เวลาที่เราโกรธ เราจะรู้สึกว่าความโกรธเกิดอยู่นานหลายวินาที ความสุข ความสงบ ความดีใจ ภาพที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน เราจะรู้สึกว่ามันเกิดอยู่นาน แต่ที่จริงแล้วขณะที่เรามีความสุข ขณะที่เราได้ยินเสียง จิตมันเกิดมันตายไปไม่รู้กี่ล้านครั้ง -- ถ้าเราคิดอย่างละเอียด ชีวิตประกอบด้วยกาย และจิต จิตจะเป็นนาย เป็นตัวสั่งให้กายทำงาน ที่กายเดินได้ พูดได้ หายใจได้ เพราะจิตเป็นตัวสั่งงาน กายมีอาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง จิต มีกรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง การตาย ก็คือการที่ร่างกายไม่สามารถทำงานตามที่จิตสั่งได้ เช่นจิตสั่งให้หัวใจเต้น แต่หัวใจผิดปรกติ เช่นเป็นโรค แก่มากแล้ว เมื่อหัวใจทำงานไม่ได้ ร่างกายก็ตาย เซลต่างๆ ก็หยุดทำงาน จิตเมื่ออาศัยร่างกายนี้ไม่ได้ จิตก็ดับไป แต่เนื่องจากมีกรรมเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้จิตใหม่ต้องเกิดขึ้นสืบต่อจากจิตเดิมที่ตายไป จึงมีจิตใหม่เกิดขึ้นในกายใหม่ เช่นเกิดเป็นมนุษย์ในครรภ์ เกิดเติบโตทันทีเป็นเทวดา เกิดเติบโตทันทีเป็นเปรต การเกิดใหม่ จะอยู่ในภพภูมิใด มีความเป็นอยู่อย่างไร ก็เป็นไปตามกรรมในอดีตที่ทำมา จิตก็จะทำงานเหมือนเดิม คือเกิดขึ้น ทำงาน แล้วก็ดับไป แล้วก็มีจิตใหม่เกิดขึ้น ทำงาน แล้วก็ดับไป สืบต่ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนอยู่ในร่างกายนี้ไม่ได้ ก็ไปเกิดในกายใหม่ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเราเรียกสภาพธรรมนี้ว่า การเวียนว่ายตายเกิด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 กันยายน 2552

    ตอบลบ
  63. 1120 ดวงจิต
    ขอถามอาจารย์ค่ะว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น จิตของเราจะมีความแก่และเหนื่อยล้าเหมือนร่างกายเราหรือไม่ เพราะว่าสังเกตจากพระอาจารย์ที่มีอายุมาก ๆ แต่ทำไมยังมีแรงประกอบกิจของสงฆ์ได้เหมือนไม่เหนื่อยล้า
    โดยคุณ รุ่งนภา 12 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- จิตใจก็เหมือนร่างกาย ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน คนแก่บางคนออกกำลังกายเสมอๆ ร่างกายก็แข็งแรงได้ คนแก่บางคนฝึกจิตเสมอๆ จิตใจก็เข้มแข็งได้ แต่โดยธรรมชาติ คนแก่จะฝึกจิตได้ง่ายกว่าฝึกกาย เพราะร่างกายร่วงโรยไปตามอายุขัย แต่จิตใจไม่ร่วงโรยไปตามอายุขัย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กันยายน 2552



    1114 ขอความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกิดระบบสุริยะจักรวาล
    แรกเริ่มระบบสุริยะจักรวาลจะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดยมีแรงดึงดูดกลุ่มดาวทั้งหลาย เช่น ดาวพุธ ศุกร์ โลก เสาร์ เนปจูน พูลโต เป็นต้น หมุนโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อระยะเวลานานขึ้น จะดึงดูดกลุ่มดาวทั้งหลายใกล้เข้าดวงอาทิตย์ และในที่สุด ก็จะดูดเข้าหาดวงอาทิตย์ เกิดการอัดแน่นกันจนระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ แล้วเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานมากก็เกิดการรวมกลุ่มขึ้นมาเป็นดาวดวงใหม่อีกเช่น ดาวพุธ ศุกร์ โลก เป็นต้น โดยมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางเนื่องจากมีมวลมากและมีแรงดึงดูดมากจึงดูดดาวทั้งหลายให้มาโคจรรอบดวงอาทิตย์ใหม่ กลายเป็นระบบสุริยะจักรวาลเหมือนเดิม เป็นวัฏจักรหมุนเวียนอย่างนี้เรื่อยไป ใช่ไหมครับ เรียนถามท่านอาจารย์
    โดยคุณ นิคแนม กุ้ง 5 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  64. คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบเรื่องระบบสุริยจักรวาลว่าที่จริงเป็นอย่างไร แต่ที่บอกมานั้นเป็นสมมุติฐานของนักวิทยาศาสตร์ เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ตั้งทฤษฎีขึ้นมาให้เราเชื่อ ถูกหรือผิดก็ไม่รู้ เพราะเรื่องเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ แต่ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลกเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เกิดขึ้นทีหลัง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 กันยายน 2552



    1113 พุทธศาสนาอยู่ถึงแค่ 5,000 ปี จริงหรือไม่
    จากคำบอกเล่าที่เคยได้ยินมาว่าพอพุทธศาสนาครบ 5,000 ปี จะเกิดกลียุคขึ้นทั่วโลก มนุษย์จะรบราฆ่าฟันกันเอง และโลกจะมือไปเจ็ดวันเจ็ดคืน ผมไม่ทราบว่าคำบอกเล่าเป็นจริงหรือเปล่า และพอพุทธศาสนาครบ 5,000.-ปี แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ เรียนถามท่านอาจาร์ครับ
    โดยคุณ นิคแนม กุ้ง 5 กันยายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับ 5,000 ปี ในพระไตรปิฎกออนไลน์ ไม่พบ แต่เท่าที่จำได้ เป็นการทรงเตือนสติของพระพุทธเจ้าที่มีต่อพุทธบริษัท 4 ว่า หากไม่มีความสามัคคีปรองดองกัน พุทธศาสนาก็อาจจะอยู่ได้เพียง 5,000 ปี พวกเราก็เลยคิดว่า พุทธศาสนาอยู่ได้เพียง 5,000 ปี และเรียกช่วงเวลาปัจจุบันนี้ว่า กึ่งพุทธกาล เพราะอยู่ช่วงประมาณ 2,500 ปี -- ส่วนกลียุค จะเกิดขึ้นหลังจากที่พุทธศาสนาสูญสิ้นไปนานแล้ว คือเมื่อพุทธศาสนาเสื่อมลง จิตใจคนก็เสื่อมถอยลง อายุขัยของมนุษย์ก็สั้นลงตามลำดับ เมื่ออายุขัยของมนุษย์ เหลือเพียง 10 ปี ผู้คนจะมีจิตใจต่ำทราม จะรบราฆ่าฟันกันตายเป็นจำนวนมาก เรื่องราวนี้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 กันยายน 2552




    1105 ภาพปรมัตถ์
    การที่จะฝึกดูกาย ดูชีวิต ดูจิต ให้เป็น ต้องทำการฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ให้เป็นก่อนใช่หรือเปล่าคะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 26 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  65. คำตอบที่ 1

    -- คนส่วนใหญ่ มีสมาธิน้อย ปัญญาน้อย การมองภาพแบบปรมัตถ์ ใช้เวลาในการศึกษาทำความเข้าใจได้ง่าย ได้เร็วกว่าวิธีอื่น การทำให้ได้ผลครั้งแรกในชีวิต ใช้เวลาสั้นกว่าวิธีอื่น ฉะนั้นควรฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ให้เป็นก่อน เมื่อเป็นแล้ว สมาธิจะดีขึ้น ปัญญาจะมากขึ้น คือรู้จักปรมัตถ์ สมมุติ และกิเลส ว่าแตกต่างกันอย่างไร ภายหลังไปฝึกแบบอื่นก็จะทำได้ง่ายขึ้น -- การมองภาพแบบปรมัตถ์อาจใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจ 1 ชั่วโมง ลองฝึก 2 นาที ก็อาจมองภาพแบบปรมัตถ์ครั้งแรกในชีวิตได้ แต่การมีสติดูชีวิต ดูกายต้องใช้เวลาในการศึกษาทำความเข้าใจมากกว่า ลงมือฝึกอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้ผล -- มีน้อยคนนัก ที่ฝึกแบบอื่นได้ผล โดยไม่ต้องหัดมองภาพแบบปรมัตถ์มาก่อน คนที่ทำได้ก็คือคนที่มีสมาธิมาก ปัญญามาก เท่านั้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 สิงหาคม 2552




    1104 โสดาบัน2
    ผู้ได้บรรลุโสดาบันยังมีความริษยาหรืออิจฉา และมีความลำเอียงไหมครับ
    โดยคุณ ผู้อยากบรรลุธรรม guru.04@hotmail.com 26 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผู้เป็นโสดาบัน ยังมีกิเลสครบ ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ เพียงแต่น้อยกว่าคนทั่วไปเท่านั้น ฉะนั้นก็ยังมีความอิจฉาริษยา มีความลำเอียงอยู่ มีกิเลสต่างๆ เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่มีปริมาณน้อยกว่า น้อยพอที่จะไม่ทำบาปหนักถึงขั้นไปเกิดในทุคติภูมิได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 สิงหาคม 2552




    1103 โสดาบัน
    อยากเรียนถามอาจารย์ว่าคนที่บรรลุเป็นโสดาบันแล้วยังมีความรักหรือห่วงตัวเอง รักสวยรักงาม อยู่หรือเปล่าคะ
    โดยคุณ ลูกน้ำ 25 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผู้ที่เป็นโสดาบัน ยังมีกิเลสอยู่มาก ฉะนั้นก็ยังมีความรัก ความห่วงตัวเอง รักสวยรักงามเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่มีความรู้สึกเหล่านี้น้อยกว่าก่อนบรรลุโสดาบัน ยกตัวอย่างเช่น นางวิสาขา บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน แต่ก็ยังแต่งตัวให้สวยงาม เมื่อลูกรักเสียชีวิต ก็ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนคนบ้า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  66. 1101 เจริญภาวนาฯ ก่อนเสียชีวิตหรือใกล้หมดลมหายใจ
    เรียนอาจารย์ชวยงฯ - รบกวนขอคำแนะนำวิธีการเจริญภาวนาฯ ก่อนเสียชีวิตหรือใกล้หมดลมหายใจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายหรือว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ (HIV) ระยะสุดท้าย ที่มีอาการเจ็บป่วยและทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ควรจะปฏิบัติตนเองอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยเหล่านี้พ้นอบายภูมิครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 24 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรม ก็คงให้ทำวิปัสสนา แบบไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม จะให้เขาหันมาปฏิบัติ คงทำไม่ได้ ควรให้คิดถึงพระพุทธเจ้า เคารพนอบน้อมในพระพุทธเจ้า ระสึกถึงคุณของพระรัตนตรัย หรือไม่ก็สวดมนต์ ทำจิตให้สงบ หรือไม่ก็ทำสมาธิ หรือไม่ก็คิดถึงแต่เรื่องดีๆ เช่น คิดถึงบุญที่เขาทำ โอกาสจะไปเกิดที่ดีก็มีมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 สิงหาคม 2552



    1097 ทดลองหลับตาแล้วมองไปทั่วๆ ในความว่าง ???
    เรียนอาจารย์ชวยงฯ - ผมทดลองหลับตาแล้วมองไปทั่วๆ ในความว่าง ไม่เพ่งจุดใดจุดหนึ่ง ทำใจเป็นกลาง รู้ว่ากำลังหายใจเข้า-หายใจออก รู้ว่าท้องพอง-ท้องยุบ วิธีดังกล่าวนี้เป็นการฝึกมองภาพปรมัตถ์หรือไม่ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 21 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การมองภาพแบบปรมัตถ์ ต้องลืมตา ต้องมีภาพ ต้องมีแสง ต้องรับรู้อารมณ์ทางตาครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  67. 1096 ขอถามเพิ่มเติมครับ
    ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ครับ ผมมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดับกิเลส ดังนี้ 1. ในขณะที่ผมปฏิบัติได้ดีผมจะรู้สึกว่าถึงมีกิเลสเกิดขึ้น เช่น อยาก ไม่อยาก พอใจ ไม่พอใจ เบื่อหน่าย หรือเกิดความคิดต่าง ๆ แต่จิตจะสงบ เบา เป็นอิสระจากกิเลสเหล่านั้น โดยที่อารมณ์แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วเกิดขึ้นและผ่านไปเองเหมือนสายน้ำ โดยมีจิตรับรู้ แต่ไม่ถูกปรุงแต่ง อย่างนี้เรียกว่าดับกิเลสหรือเปล่าครับ 2.ในบางครั้งที่ผมเกิดกิเลสเช่น เกิดความไม่พอใจ แต่พอความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้น พอรู้สึกตัวอารมณ์นั้นก็ดับไป แล้วก็กลับมารู้อาการปัจจุบัน ส่วนบางครั้งอารมณ์ดับไปก็จริง แต่ก็กลับมาใหม่บ้างซึ่งเมื่อรู้ตัวก็ดับไปอีก ซึ่งผมสังเกตุว่าอารมณ์แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผม ทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล จะเป็นอารมณ์ที่ไม่รุนแรง และไม่ผ่านกลับมาซ้ำ ๆ และมักจะผ่านไปเร็ว ๆ การรู้ลักษณะนี้เป็นการรู้แบบดับกิเลสหรือเปล่าครับ 3.อาจารย์ครับผมมีความรู้สึกว่า กิเลสมีอยู่เป็นธรรมชาติ จิตที่ตั้งมั่นเป็นอิสระก็มีอยู่เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครประหัดประหารกัน แต่อยู่กันอย่างเป็นอิสระจากกันใช่หรือไม่ครับ เพราะในขณะที่ปฏิบัติอยู่นั้นผมรู้สึกอย่างที่กล่าวครับ
    โดยคุณ อาสวะกิเลส 21 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  68. คำตอบที่ 1

    -- 1. ในการปฏิบัติธรรม ถ้าทำถูกวิธี เราจะพบว่า ช่วงสมาธิดี การปฏิบัติธรรมจะเป็นของง่าย การบังคับจิตทำได้ง่าย การดับกิเลสทำได้ง่าย บางทีไม่ต้องทำอะไร กิเลสก็เข้าปรุงแต่งจิตไม่ได้ ปัญหาใหญ่ ก็ดูเล็ก แต่ช่วงสมาธิเสื่อม มีความฟุ้งซ่านสูง เราจะรู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมเป็นของยาก บางทีตั้งใจทำมาก พยายามทำมาก ก็ยังไม่ได้ผล กิเลสเกิดง่าย ดับกิเลสยาก ปัญหาเล็ก ก็ดูใหญ่ อันนี้เป็นธรรมชาติของจิต ฉะนั้นการที่เห็นว่าจิตรับรู้ แต่ไม่ถูกปรุงแต่ง ขณะนั้นไม่เรียกว่าดับกิเลส แต่เรียกว่าตอนนั้นมีสมาธิดี เกิดจากปฏิบัติธรรมที่ได้ผล ทำให้เกิดสมาธิ แต่พอสมาธิดี เราก็จะไม่ทำวิปัสสนา แต่เราเสวยสุขอันเกิดจากสมาธิ สังเกตดูจะเห็นว่าขณะนี้เราไม่สร้างเหตุ เพราะคิดว่า วิปัสสนามันเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นเพราะสมาธิดี จึงข่มกิเลส กั้นกิเลสไม่ให้ปรุงแต่งจิตได้ ให้สอนตนเองอย่างนี้บ่อยๆ ว่า สมาธิมันไม่เที่ยง ตอนนี้มันดี เดี๋ยวมันก็เสื่อม อย่ายินดีในสมาธิเลย แล้วเราก็ทำวิปัสสนาขณะที่มีสมาธิดีอยู่นั้น โดยที่มีสติอยู่กับปัจจุบัน อะไรปรากฏชัด ก็ดูอันนั้น เช่นถ้ามีปีติ รู้สึกอิ่มใจ ก็ดูปีติ ดูความอิ่มใจ แต่อย่ายินดี อย่าพอใจในสภาพนั้น ถ้ามีความสุขเกิดจากสมาธิ ก็รู้ชัดว่ามีความสุข แต่อย่ายินดี อย่าพอใจในสุข ถ้าสุขมาก ก็รู้ชัดว่าสุขมาก แต่อย่ายินดีกับมัน ถ้าสุขหายไป ก็รู้ชัดว่าสุขหายไป แต่อย่ายินร้าย คืออย่าเสียดายความสุข อย่าอยากให้สุขเกิดขึ้นอีก อย่าอยากให้สุขอยู่นานๆ สภาพธรรมเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ไปตามนั้น เวลาที่จิตดี ก็รู้ชัดว่าจิตดี แต่อย่ายินดีพอใจในสภาพจิตอย่างนั้น เวลาที่มีปัญญาเกิดขึ้น ก็ให้รู้ชัดว่ามีความรู้อย่างนั้นอย่างนั้นเกิดขึ้น แต่อย่ายินดี อย่าพอใจในปัญญาที่เกิดจากสมาธิ เพราะอาจหลอกให้เราเข้าใจผิดได้ เราอาจจะรู้สึกว่าเราเข้าถึงธรรมอันลึกซึ้ง เข้าใจธรรมชัดเจน อยากจะไปบอกคนโน้น สอนคนนี้ อันนี้ก็เป็นเครื่องล่อให้เราหลงทางได้ ให้สอนตนเองอยู่เสมอว่า วิปัสสนาต้องมีงานทำอยู่เสมอ ถ้าไม่มีงานทำก็ไม่ใช่วิปัสสนา ถ้าสมาธิดีแล้วมันลื่นไหลไปโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร ก็ให้รู้ว่าตอนนั้นเราไม่ได้ทำวิปัสสนา แต่เป็นเพราะสมาธิมีกำลัง ที่บอกว่าอารมณ์แต่ละอารมณ์ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วเกิดขึ้นและผ่านไปเองเหมือนสายน้ำ ขณะนั้นให้เราตั้งใจรับรู้ แล้วเพียรละความยินดียินร้ายในสภาพที่ปรากฏนั้นด้วย ตลอดเวลา จึงจะเรียกว่าทำวิปัสสนา ขณะที่เราสมาธิดี ให้เราตั้งใจทำวิปัสสนาให้มาก เพราะจะมีผลมาก การทำวิปัสสนาจะไปได้เร็วมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับสมาธิ ถ้าเราทำวิปัสสนาในขณะที่สมาธิแรง การปฏิบัติก็จะไปได้เร็ว – 2. ที่ว่า ความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้น พอรู้สึกตัวอารมณ์นั้นก็ดับไป แล้วก็กลับมารู้อาการปัจจุบัน อันนี้เป็นลักษณะของการดับกิเลสที่ถูกต้อง งานของเราคือฝึกให้สติสัมปชัญญะมีกำลังมากขึ้น คือฝึกดับให้เร็วขึ้น ดีขึ้น ง่ายขึ้น อย่าให้เท่าเดิม เพียรทำให้ดีกว่าเดิม งานในขั้นสูงๆ ก็มีเพียงเท่านี้ ถ้าทำได้ดี ทำได้ต่อเนื่อง ก็บรรลุมรรคผล -- 3. ในการปฏิบัติธรรม เราจะเห็นสภาวธรรมต่างๆ มากมาย ถูกบ้าง ผิดบ้าง ที่ถูก ก็เพราะเราทำถูกวิธี ที่ผิด ก็เพราะเราทำผิดวิธี ฉะนั้นความเห็น ความเข้าใจ หรือทิฏฐิ ของแต่ละคนจึงต่างกัน กิเลสเป็นตัวปรุงแต่งจิตฝ่ายชั่ว สติสัปชัญญะเป็นตัวปรุงแต่งจิตฝ่ายดี เดิมเรามีกิเลสปรุงแต่งจิตตลอดด้วยความเคยชิน ภายหลังเราทำวิปัสสนา ฝึกสติสัมปชัญญะเข้าปรุงแต่งจิต แข่งกับกิเลส มันไม่ได้ประหารกัน แต่มันแข่งกันปรุงแต่งจิต แทนที่ความโกรธจะเข้าปรุงแต่งจิต เราก็เอาสติสัมปชัญญะ คือความรู้สึกตัวเข้าปรุงแต่งแทน แต่ถ้าเราบรรลุมรรคผล เราก็จะเห็นกิเลสที่เคยเข้าปรุงแต่งจิตมันหายไป ก็อาจเรียกได้ว่ากิเลสมันถูกประหารไป -- ในการปฏิบัติธรรมของผม ผมจะสอนตนเองว่า ขณะใดที่มีกิเลส ขณะนั้นจิตผิดปรกติ ขณะใดที่จิตผ่องใส ขณะนั้นจิตเป็นปรกติ คือคิดว่าจิตอรหันต์คือจิตที่ปรกติ งานของเราคือพยายามทำจิตให้เป็นปรกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ตอบลบ
  69. โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 สิงหาคม 2552
    1094 การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
    เรียนอาจารย์ชวยงฯ - คนพิการ เช่น ตาบอด หูบอด เป็นไบ้ สามารถเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้ หรือไม่ครับ ถ้าได้การฝึกเจริญวิปัสสนากรรมฐาน แบบใดดีที่สุดครับ ??? ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 20 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  70. คำตอบที่ 1

    -- คนตาบอด มองไม่เห็นเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงมองภาพแบบปรมัตถ์ไม่ได้ นอกนั้นแล้วทำได้หมด อาจจะฝึกมีสติ ดูชีวิต ดูกาย ดูจิตได้ ถ้ามีพื้นฐานสมาธิดี อาจทำวิปัสสนาแบบนั่งสมาธิมีสติอยู่กับลมหายใจได้ ส่วนคนหูหนวก อาจถ่ายทอดยากหน่อย แต่ถ้าเข้าใจได้ ก็ฝึกได้ทุกวิธี ยกเว้นการมีสติอยู่กับเสียง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 สิงหาคม 2552



    1093 การฝึกการมองภาพแบบปรมัตถ์ (3)
    เรียนอาจารย์ชวยงฯ - ถ้าพระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามี, พระอรหันต์ทำการมองภาพปรมัตถ์แล้วนั้น ลักษณะอาการจะแตกต่างๆ กันหรือไม่ครับ และ การมองภาพปรมัตถ์นั้นจะเข้าถึงปฐมฌานจนถึงปัญญาวิมุติได้หรือไม่ครับ - ส่วนใหญ่พระอรหันต์ท่านใช้วิธีการฝึกการเจริญสติปฏิฐาน 4 แบบใดมากที่สุดครับ เช่น การใช้สติดูกาย การใช้สติดูชีวิต การใช้สติดูจิต เป็นต้น หรือ ว่าพระอรหันต์ท่านเจริญสติปฏิฐาน 4 แบบได้ทั้งหมดครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 20 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระอริยบุคคลทุกระดับ หรือแม้แต่บุคคลธรรมดา เมื่อมองภาพแบบปรมัตถ์ ย่อมเห็นลักษณะอาการเหมือนๆ กัน ต่างกันเฉพาะรายละเอียด เช่นทำได้ดี ได้ง่ายแตกต่างกัน การมองภาพแบบปรมัตถ์ เป็นการทำวิปัสสนาแบบหนึ่ง ซึ่งการทำวิปัสสนาเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง บุคคลที่ทำได้ดี ย่อมเข้าถึงฌานตั้งแต่ 1 ถึง 4 ได้ สามารถบรรลุมรรคผลถึงขั้นอรหันต์ได้ และการทำวิปัสสนาทุกวิธี ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน -- พระอรหันต์ส่วนใหญ่บรรลุธรรมโดยการเจริญอริยสัจ 4 ซึ่งจัดอยู่ในหัวข้อหนึ่งของการมีสติอยู่กับธรรม ซึ่งมักจะบรรลุธรรมขณะที่กำลังฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ส่วนผู้ที่ไม่สามารถบรรลุธรรมขณะฟังธรรมได้ ก็ใช้วิธีเจริญสติปัฏฐาน 4 หลายวิธี แล้วแต่อุปนิสัยของแต่ละบุคคล บ้างก็ฝึกมีสติดูกาย ดูจิต บ้างก็นั่งสมาธิ บ้างก็เพ่งกสิณ ไม่มีใครในโลกนี้ที่เจริญสติปัฏฐานได้แบบเดียว เพราะเมื่อเป็นแบบหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นแบบอื่นด้วย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  71. 1091 ส่งอารมณ์ครับ
    **การมองภาพแบบปรมัตถ์** ขณะนี้ผมฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ โดยสามารถใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในแต่ละอิริยาบท เช่น ขณะนั่งทำงานก็มองภาพโต๊ะทำงานรวม ๆ หรือไม่ก็จำกัดขอบเขตของการมองลงมา(แต่ไม่แพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง) จากการทำดังกล่าวพบว่ารู้สึกว่าเห็นภาพชัด ภาพมีการขยายออก และหุบเข้าบ้าง ส่วนอารมณ์ทางจิต รู้สึกว่าจิตนิ่ง เบา สงบ แต่มีความรู้สึกตัวของการมองชัดเจน ผมจะอาศัยมองภาพ แต่ละประเภทบ่อย ๆ แต่ทำระยะสั้น ๆ --คำถาม-- การทำดังกล่าวข้างต้นใช้ได้ไหมครับ นอกจากนี้ผมคิดว่าผมสามารถมองภาพแบบปรมัตถ์ได้ในขณะที่ภาพนั้นเคลื่อนไหวอยู่ เช่น มองคนเดิน มองรถวิ่ง สาเหตุที่คิดเช่นนั้น เพราะรู้สึกถึงอาการมองชัดเจน และจิตเบาสงบนิ่ง เหมือนกับตอนมองภาพนิ่ง ๆ ไม่ทราบว่าถูกหรือเปล่าครับ **การมองชีวิต** ผมใช้การมองชีวิตเมื่ออยู่กับกลุ่มคนเยอะ ๆ เช่น นั่งในรถตู้ รถเมล์ เดินท่ามกลางฝูงคน ในบริษัท ในลิฟท์ ผมจะรู้สึกตัวว่ารู้ชัด ถึงความรู้สึกว่ามีชีวิตที่กำลังดูชีวิตคนอื่น แล้วก็มีชีวิตคนอื่น ๆ แวดล้อมอยู่ รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของชีวิตนี้ และชีวิตอื่น บางครั้งก็รู้สึกว่าจิตหวั่นไหวไปกับการกระทำของคนอื่น แต่เมื่อมองคนอื่นว่าเป็นชีวิตหนึ่ง ความหวั่นไหวนั้นก็หายไปเร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่สิ่งที่รู้สึกชัดเจนก็คือการปรุงแต่งจากอารมณ์ที่มากระทบน้อยมาก ๆ และในการมองชีวิตผมได้ใช้การมองแบบปรมัตถ์เข้ามาร่วมด้วยในบางขณะ ทำให้เกิดความตั้งมั่นได้มากขึ้น รู้สึกว่าจิตที่ตั้งมั่นคอยรับรู้อารมณ์ ที่เข้ามากระทบ อารมณ์แต่ละอารมณ์ ผ่านไป แต่จิตไม่ไปข้องแวะ แต่สภาวะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นตลอด บางครั้งจะรู้สึกชัดเจนจิตอยู่ห่าง ๆ มีหน้าที่รู้อารมณ์เท่านั้น แต่มาครั้งรู้สึกว่าอารมณ์กับจิตอยู่ใกล้กัน แต่เมื่อจิตกับอารมณ์แยกจากกันไม่ได้ผมจะใช้การอยู่กับสัญญา อยู่กับคำพูด อยู่กับความคิด แล้วพยายามวางจิตไม่ให้ยินดี หรือยินร้ายกับอารมณ์ที่มากระทบ และบางครั้งเมื่อใช้การมองชีวิตผมจะรู้สึกว่าชีวิตแต่ละชีวิตเท่ากัน ไม่รู้สึกว่าเป็นชีวิตเรา หรือชีวิตเค้า --คำถาม--ทำอย่างที่กล่าวมาข้างต้นถูกหรือเปล่าครับ ขอคำแนะนำอาจารย์เพิ่มเติมด้วยนะครับ **การดูกาย** ผมใช้วิธีการดูกายในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวน้อย ไม่ว่าจะอยู่ในอาการนั่ง ยืน เดิน นอน เช่น ตอนผมนั่งในรถผมจะทำความรู้สึกถึงอาการนั่ง แล้วจะใช้นิ้วถูกันไปมาช้าๆ ให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว แล้วดูการเคลื่อนไหวรวม ๆของร่างกาย เมื่อนั่ง แล้วจะขยับขาก็รู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างการโดยรวม เวลานอนผมจะใช้วิธีขยับแขนพับขึ้นลง จากการมองกายนี้ผมเห็นว่า มีตัวรู้ รู้กายที่กำลังเคลื่อนไหว รู้ใจที่รู้อารมณ์ แยกกันออกเป็น 3 ส่วน ชัดเจน แต่ในขณะที่ไม่ดีบางครั้งตัวรู้จะเข้าไปยึดกายบ้าง ยึดใจบ้าง แต่เมื่อรู้ตัวตัวรู้นี้ก็จะแยกออกจากการยึดออกมาเป็น 3 ส่วนเหมือนเดิมครับ เมื่อดูไปผมเห็นว่านอกจากอาการทางกายที่เราทำขึ้น ยังมีอาการกายอื่น ๆเกิดขึ้นอีก เมื่ออาการอื่น ๆ เกิดขึ้นชัดก็ไปรู้อาการนั้น ๆ แล้วกลับมารู้อาการเดิม ส่วนอาการทางใจนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆเช่นบางครั้งก็คิด บางครั้งก็ตั้งมั่นรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของร่างกายต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวแต่ละขณะ ขณะ แยกจากกันเหมือนจุดประเล็ก ๆ มาต่อ ๆ กันครับ ในขณะเดินผมจะรู้สึกถึงอาการเดินรวม ๆ รู้ขวา รู้ซ้าย รู้หนัก รู้เบา รู้ตีง รู้หย่อน เมื่อตามรู้ไปในแต่ละอิริยาบท ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน บางครั้งจะเกิดความรู้สึกว่า ร่างกาย นี้ไม่ใช่ของเรา รู้สึกว่ากาย และใจเค้าทำหน้าที่ของเค้าโดยอัตโนมัติ บางครั้งลองเข้าไปแทรกแทรง ผมจะรู้สึกหนัก ๆ เกร็ง ๆ เมื่อรู้สึกทำเช่นนั้นก็จะกลับมารู้เฉย ๆ ก็จะรู้สึกตัว และเบาเหมือนเดิม --คำถาม-- ทำอย่างที่กล่าวข้างต้นใช้ได้ไหมครับ --คำถามโดยรวม-- ที่ผมเคยส่งอารมณ์กับอาจารย์ว่าผมมีอาการเกร็งตามใบหน้า ตอนนี้อาการเหล่านั้นยังเป็นอยู่บ้าง แต่น้อยลงมาก เมื่อมีอาการเกร็งผมจะวางใจในการดูสภาวะแต่ละสภาวะใหม่ อาการเกร็งก็จะหายไป หรือเบาบางลง แต่ที่สำคัญคือจิตผมไม่ไปยึดกับอาการเกร็งเหล่านั้น จะมีอาการหรือไม่ ผมก็สามารถเห็นสภาวะต่าง ๆเกิดขึ้นได้ชัดเจน และมีใจเป็นกลางมากขึ้น และเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองตั้งใจเกินไปก็จะทำตัวสบาย ๆ วางใจสบาย ๆ แล้วค่อยกลับมาดูแบบปรมัตถ์ หรือดูชีวิต หรือดูกายใหม่ ทำอย่างนี้ถูกไหมครับ ขอให้อาจารย์แนะนำด้วยครับ

    ตอบลบ
  72. โดยคุณ อาสวะกิเลส 20 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]
    คำตอบที่ 1

    -- การมองภาพแบบปรมัตถ์ ทำได้ดีแล้ว แต่ควรให้เวลาสักสามสี่นาทีในตอนเช้าของทุกวัน ตั้งใจมองภาพแบบปรมัตถ์ให้สมาธิแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะช่วยให้การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันทำได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น การที่มองภาพเคลื่อนไหวแบบปรมัตถ์ได้ แสดงว่าสมาธิในวิปัสสนามีกำลังมาก ถือว่าทำได้ดีแล้ว -- การมองชีวิตทำถูกแล้ว ดีแล้ว การดูชีวิต บางครั้งก็อาศัยการมองแบบปรมัตถ์นั้นถูกต้องแล้ว อันที่จริงการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ ไม่ว่าจะทวารไหน แบบไหน สภาพจิตก็เหมือนกัน คือสงบ ผ่องใส เป็นอิสระ สำหรับคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นสูง มักจะทำวิปัสสนาแบบต่างๆ ผสมผสานกันไป ดูชีวิตบ้าง มองบ้าง ฟังเสียงบ้าง ดูกายบ้าง ดูจิตบ้าง อยู่กับสมมุติบ้าง คละเคล้ากันไป เหมือนคนหัดว่ายน้ำเป็นทุกท่าแล้ว นึกจะว่ายท่าโน้นบ้าง ท่านี้บ้าง ผสมผสานกันไป ก็ย่อมทำได้ เวลาที่เราต้องอยู่กับเรื่องราวทางโลก มองชีวิตไม่ได้ ก็ให้ใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ รู้ชัดในสมมุติ แต่ละความยินดียินร้ายในสมมุติ -- การดูกาย ขณะดูกาย ควรสนใจกายอย่างเดียว เวลาดูจิตควรสนใจจิตอย่างเดียว ที่ว่าเห็นตัวรู้ เห็นกาย เห็นจิต แยกออกเป็น 3 ส่วนนั้น เป็นการดูชีวิตมากกว่า การดูไม่ควรสนใจตัวรู้ เพราะไม่ใช่ที่ตั้งของสติ ให้สนใจเพียงชีวิต กาย ใจ เวทนาคือการเห็น การได้ยิน การเห็นตัวรู้ อาจทำให้เราหลงทางได้ ให้สนใจการทำงานของชีวิตก็พอ ชีวิตเป็นอย่างไร ให้ใจรู้อย่างนั้น -- การดูกาย เนื่องจากดูรายละเอียดของกายมากไป ทำให้เป็นสมถะมาก เป็นวิปัสสนาน้อย ควรดูกายโดยรวมดีกว่า อย่าดูบางจุด บางส่วน เช่นอย่าดูซ้าย อย่าดูขวา อย่าดูตึง อย่าดูหย่อน ที่ว่าบางครั้งรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา แสดงว่าเราวางใจเป็นสมถะมาก วิปัสสนาน้อย ที่ถูก เวลาดูกาย เราต้องทำความรู้สึกว่ากายนี้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ ไม่ใช่เรา แล้วเราก็จ้องดูมันโดยไม่สนใจในรายละเอียด ว่ามือขยับอย่างไร เท้าขยับอย่างไร แต่สนใจกายโดยรวม ให้เห็นชัดว่าหุ่นตัวนี้มันอยู่ในท่าใด แล้วเราก็ดูมันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำเป็น เราก็ต้องให้มีความรู้สึกว่า กายนี้ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ใช่นานๆ เกิดขึ้นที ที่ว่าเห็นการเคลื่อนไหวแต่ละขณะ ขณะ แยกจากกันเหมือนจุดประเล็ก ๆ มาต่อ ๆ กันนั้น เป็นเรื่องของสมถะ เป็นเรื่องของสมาธิ ไม่ใช่วิปัสสนา เนื่องจากสมาธิดีจึงรู้สึกอย่างนั้น อย่าไปสนใจมาก อาจทำให้เราหลงทางได้ -- การวางใจเกี่ยวกับอาการเกร็งนั้นทำถูกต้องแล้ว ดีแล้ว -- การปฏิบัติธรรมของเราถือว่าอยู่ในขั้นสูง ในขั้นนี้ควรเน้นการฝึกดับกิเลสในชีวิตประจำวัน คือเมื่อกิเลสเกิดขึ้น เมื่อเรารู้สึกตัว เราก็ดับกิเลสนั้นเสีย ถ้าสภาพจิตของเราดี สติสัมปชัญญะมีกำลังมาก กิเลสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เราก็จะรู้สึกตัว แล้วเราก็ดับเสีย หัดดับกิเลสบ่อยๆ หัดให้มากๆ ดับกิเลสด้วยอะไร ก็ด้วยวิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่เราเรียนมา ถ้าเราทำได้ชำนาญ ถ้าสมาธิดีพอสมควร แค่เราเห็นกิเลสเกิด กิเลสก็จะดับไป พยายามทำไปสู่จุดนี้ให้ได้ ถ้าทำได้ การบรรลุมรรคผลก็อยู่ในวิสัยของเรา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  73. 1089 การฝึกการมองภาพแบบปรมัตถ์ (2)
    เรียนอาจารย์ชวยงฯ - การฝึกการมองภาพแบบปรมัตถ์ของผมมีลักษณะอาการต่างๆ ของมองภาพฯ ตามที่อาจารย์ได้กล่าวมาแล้วครับ (แต่ไม่ทราบได้ว่าจะได้กี่ % จาก 100%) แต่ปัจจุบันนี้อาการรัก โลภ โกรธ หลง ของผมก็ยังมีอยู่แต่ก็ไม่มากกว่าแต่ก่อนนี้ครับ บางครั้งเวลามีอาการโกรธ อาการโลภ อาการหลง ก็จะใช้วิธีการคิดในเชิงบวกแลการอดทนเข้าช่วยด้วยเพื่อจะลด Degree ความแรงลง จะมีวิธีการไหนบ้างไหมครับที่จะทำให้อาการดังกล่าวนี้เหลือน้อยที่สุด และการมองภาพแบบปรมัตถ์นี้สามารถที่จะเข้าถึงไตรลักษณ์ได้ไหมครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 19 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การมองภาพแบบปรมัตถ์ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าเรารู้วิธีสร้างเหตุที่ถูกต้อง คือเมื่อเราต้องการเห็นภาพแบบปรมัตถ์ เราก็สร้างเหตุ เราก็สามารถเห็นภาพแบบปรมัตถ์ได้ในเวลาไม่นาน ( ไม่เกิน 1 นาที) รู้วิธีทรงสภาวะอยู่กับปรมัตถ์ได้นานหลายวินาที มองภาพต่างๆ ให้เป็นปรมัตถ์ได้ อย่างนี้เรียกว่า ทำเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ว่าทำเป็นสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าไม่ค่อยรู้วิธีทำ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อยากจะเห็นภาพแบบปรมัตถ์ตอนนี้เลย ก็ทำไม่ได้ ต้องทำไปเรื่อยๆ นานๆ ฟลุคได้สักครั้งหนึ่ง -- เมื่อเราทำเป็นแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ผลดีตลอด บางครั้งก็ทำได้ดี บางครั้งก็ทำได้ไม่ดี บางครั้งมีความฟุ้งซ่านสูงก็ทำไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตของเราในขณะนั้น ในการฝึก เราจะพยายามทำให้ได้ผลดีที่สุด ด้วยการให้ใจจดจ่ออยู่กับภาพให้มากที่สุด เราอาจดูผลได้จากภาพที่ปรากฏ เช่นถ้าภาพสว่างมาก ก็แสดงว่าสมาธิแรง ถ้าภาพสว่างน้อย ก็แสดงว่าสมาธิอ่อน เราต้องทำวิปัสสนาให้สมาธิแรงที่สุดเท่าที่จะแรงได้ ถ้าแรงกว่านั้นไม่ได้ ก็ให้แรงอยู่อย่างนั้น นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ -- การทำวิปัสสนาทุกวิธีเข้าถึงไตรลักษณ์ได้ทั้งนั้น เช่นในการมองภาพแบบปรมัตถ์ การเห็นภาพโดยไม่ตีความว่าภาพนั้นคืออะไร นั่นคือการเห็นอนัตตา เห็นความไม่มีตัวตน เห็นความไม่เป็นตัวตนในภาพ การที่เราเห็นภาพมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นั่นคือเห็นอนิจจัง เห็นความไม่เที่ยงในภาพ -- ในการปฏิบัติธรรม ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะเราไม่สามารถมองทั้งวันได้ จึงต้องทำวิปัสสนาแบบอื่นด้วย เช่นเอาสติดูชีวิต เอาสติดูกาย ส่วนเวลาที่เราพูดคุย เวลาใช้ความคิด เวลาทำงาน เวลาดูโทรทัศน์ เราต้องอยู่กับสมมุติ อยู่กับเรื่องราว ต้องตีความ เราไม่สามารถฝึกวิปัสสนาแบบอยู่กับปรมัตถ์ได้ เราก็ต้องฝึกแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลต้องทำวิปัสสนาหลายวิธี สลับผลัดเปลี่ยนกันไปตามสภาพแวดล้อม ตามความเหมาะสม ฉะนั้นเราก็ควรฝึกวิปัสสนาแบบอื่นๆ ให้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำความเพียร คือตั้งใจทำ ขยันทำ เราก็จะได้สภาพจิตอย่างที่เราต้องการ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  74. 1087 ถูกกระทำ
    รู้สึกว่าเหมือนกำลังโดนลามปามทางร่างกายแต่คับคล้ายจะไม่โดนลามปามกายข้างนอก (ซึ่งหนูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแต่มันเกิดแบบนี้ประมาณ ๔-๕ ครั้งแล้วค่ะ) (ตามลมหายใจมาตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตค.๕๑ (ปฎิบัติสมาธิภาวนาค่ะ..) เหตุการณ์ทำนองนี้คับคล้ายว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้ (เกิดช่วงเราพักผ่อนตอนกลางวัน คิดว่าจะลุกแต่เราไม่สามารถลุกได้) วันนี้ก็เกิดขึ้นอีกแล้วค่ะ เหมือนเราเป็นผู้ถูกกระทำ ณ ตอนนั้น กายกับใจ ไม่สามารถแยกจากกันได้ ยิ่งกว่านั้นยังมีอารมณ์ปรุงแต่งด้วย..(หวงกายมากเพราะรู้สึกโดนกระทำ) เป็นแบบทดสอบหรือเปล่า? ค่ะ
    โดยคุณ ผู้สงสัยอีกครั้ง.. 18 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- น่าจะเป็นสภาพทางร่างกายมากกว่า คือเป็นอาการของผีอำ แต่ไม่เกี่ยวกับผีนะครับ เขาเรียกกันอย่างนี้เฉยๆ อาการผีอำ เกิดจากการที่ร่างกายนอนนานๆ จะมีอาการชา ขยับร่างกายไม่ได้ พยายามฝืนลุกเท่าไหร่ก็ลุกไม่ได้ นอนหลับสักพักหนึ่งก็หาย ฉะนั้นถ้ามีอาการอย่างนี้อีกก็อย่าฝืน ถ้าเราไม่รู้จะทำอะไร ก็ให้สวดมนต์ไปเรื่อยๆ ก็ได้ หรือจะหลับไปก็ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 สิงหาคม 2552




    1086 การฝึกการมองภาพแบบปรมัตถ์
    เรียน อ.ชวยงฯ - ผมจะทราบได้อย่างไรครับว่า การฝึกการมองภาพแบบปรมัตถ์ของผม ถูกต้องแล้วและเป็นแล้วครับ มันจะมีอาการหรือว่ารู้สึกอย่างไรบ้างครับ - หลังจากที่ผมมองภาพแบบปรมัตถ์เป็นแล้ว ผมจึงหัดดูกายแบบหลวงพ่อเทียนและฝึกการดูจิตแบบหลวงพ่อปราโมทย์ได้ใช่ไหมครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 18 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    คำตอบที่ 1

    -- การมองภาพแบบปรมัตถ์ จะให้ได้ผล ต้องสร้างเหตุให้ถูก คือเวลามองภาพ ต้องมองภาพรวม คือไม่มีการสอดส่ายสายตา ไม่มองเป็นจุดๆ เป็นส่วนๆ ต้องมองทั้งภาพพร้อมกันตลอดเวลา มองอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีการนึกคิดพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามองแบบปรมัตถ์ได้ผล ความรู้สึกในการเห็นภาพต้องไม่เหมือนกับการมองธรรมดา ถ้ามีความรู้สึกเหมือนมองธรรมดา ก็ให้บอกกับตัวเองได้เลยว่าไม่ได้ผล แต่ถ้าความรู้สึกในการเห็นภาพเปลี่ยนไปในลักษณะเหล่านี้ ถือว่าใช้ได้ คืออาจมีความรู้สึกว่าใจอยู่ที่ภาพ ไม่มีการตีความใดๆ จิตสงบ อย่างนี้ถือว่าใช้ได้ หรืออาจเห็นภาพชัดกว่าปรกติ สว่างกว่าปรกติ เห็นลวดลายของภาพเปลี่ยนไป หรือเห็นภาพเลื่อนไปมาได้ เห็นภาพลอยเด่น หรือบุ๋มลงไป หรือเห็นภาพเปลี่ยนแปลงแวบๆ ตลอดเวลา ถ้าเห็นในลักษณะนี้ถือว่ามีสติอยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ เมื่อเรามองภาพแบบปรมัตถ์เป็น เราก็จะรู้จักปรมัตถ์ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร เมื่อเรารู้จักการวางใจให้อยู่กับปรมัตถ์ในการเห็นเป็น ภายหลังเราก็จะสามารถมีสติอยู่กับปรมัตถ์ในทวารอื่นได้ง่ายขึ้น -- เรามักเข้าใจผิดว่าการดูกายแบบสำนักนี้ถูก การดูจิตแบบสำนักนี้ถูก อันที่จริงการดูกาย ดูจิต จะถูกผิดอยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่สำนักไหนๆ ถ้าเราหัดดูกายแบบหลวงพ่อเทียน ถ้าเราวางใจผิด มันก็ผิด ถ้าเราวางใจถูก มันก็ถูก ขึ้นอยู่กับว่าเราวางใจถูกหรือไม่เท่านั้น ถ้าเราหัดดูจิตแบบหลวงพ่อปราโมทย์ ถ้าเราวางใจผิด มันก็ผิด ถ้าเราวางใจถูก มันก็ถูก ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อหรอก มันอยู่ที่ตัวเราเอง ที่จะต้องศึกษา ต้องหัดทำใจ หัดวางใจ หัดทำความรู้สึกให้ถูกต้อง ในการวางใจถูก ก็ใช่ว่าจะมีแต่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ยังมีถูกมาก ถูกน้อย เราอาจทำเป็น ทำถูก แต่ถูกแค่สิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เราต้องพยายามหัดทำให้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงจะดี

    ตอบลบ
  75. 1085 ไม่สบาย
    เวลาไม่สบายหรือเจ็บปวดมาก ใช้วิปัสสนามาช่วยได้หรือไม่และอย่างไร
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail,com 17 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาไม่สบาย เจ็บปวด เราสามารถเอาวิปัสสนาทุกวิธีมาช่วยได้ แต่ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับเหตุการณ์ เช่นถ้าเราปวดหัว เราอาจจะมองภาพแบบปรมัตถ์ไม่ได้ เราก็อาจจะเอาสติดูชีวิตที่กำลังเจ็บ กำลังป่วยอยู่ หรือเอาสติดูกายที่ขยับที่เคลื่อนไหว หรือเอาสติดูเวทนาทางการสัมผัสทางกาย คือดูความเจ็บปวด ความเจ็บปวดอยู่ที่ไหน ก็เอาสติจับที่นั่น จ้องดูความปวด ความปวดเป็นอย่างไร ให้ใจรู้อย่างนั้น รู้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้าทำได้ผล จิตก็จะสงบ ไม่ทุรนทุราย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 สิงหาคม 2552




    1084 ความโกรธ
    ปัจจุบันนี้อาจารย์มีความโกรธอยู่หรือไม่ และถ้ายังมีอยู่ใช้เวลาแค่ไหนไนการดับ ต้องขอประทานโทษที่ถามแบบนี่ ในส่วนตัวบางทีดับได้และบางทีก็ดับไม่ได้ขออาจารย์ชี้แนะด้วยคะ
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail,com 17 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  76. คำตอบที่ 1

    -- ปัจจุบันผมยังมีกิเลสอยู่ แต่เบาบาง ถ้าสภาพจิตแย่ มีความฟุ้งซ่านสูง ได้รับอารมณ์ที่ไม่ดี ก็จะโกรธอยู่นาน แต่ความโกรธเบาบาง ทรมานน้อย แต่โดยปรกติจะไม่เป็นอย่างนี้ โดยปรกติถ้าโกรธ จะรู้สึกตัวและความโกรธดับไปชั่วกระพริบตา ความโกรธที่เกิดขึ้นนั้นเบาบางมาก ไม่รู้สึกทรมาน เพียงแค่ทำให้รู้สึกตัวเท่านั้น แล้วมันก็ดับไป -- ถ้าเราดับกิเลสเป็น ก็ทำให้ชำนาญ ทำให้มีกำลัง ถ้ามีกำลังมากพอก็จะบรรลุมรรคผลได้ แต่ที่สำคัญการดับกิเลส ต้องเป็นวิปัสสนา เป็นการดับที่ถูกวิธี ไม่ใช่เป็นการข่มกิเลสด้วยสมาธิ ไม่ใช่การปลง การคิดพิจารณาธรรม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 สิงหาคม 2552




    1083 การตรวจสอบหรือค้นหาว่าจริตของเราเองจะเหมาะสมกับการฝึกการเจริญสติปฏิฐาน
    เรียน อ.ชวยงฯ - เรามีวิธีการตรวจสอบหรือค้นหาว่าจริตของเราเองจะเหมาะสมกับการฝึกการเจริญสติปฏิฐาน 4 แบบไหนได้บ้างครับ ขอบพระคุณมากครับ fecotspku@hotmail.com
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 17 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การเจริญสติปัฏฐานแต่ละวิธี มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ตามปรกติเราควรทำเป็นทุกวิธี แต่การฝึกหัดต้องทำจากง่ายไปยาก เหมือนกับการหัดว่ายน้ำ ควรหัดท่าฟรีสไตล์ให้เป็นก่อน เพราะเป็นท่าที่ง่ายที่สุด แล้วจึงหัดท่าที่ยากขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดและมีสมาธิแรงที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ก็คือ การมองภาพแบบปรมัตถ์ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับเวทนาคือการเห็น เมื่อมองภาพแบบปรมัตถ์เป็นแล้วก็จะสามารถฝึกดูชีวิตแบบปรมัตถ์ ซึ่งจัดอยู่ในหมวดการมีสติอยู่กับธรรมคือขันธ์ 5 ต่อไปก็สามารถฝึกแบบอื่นได้ง่ายขึ้น เช่นหัดดูกาย หัดดูจิต หรือหัดดูเวทนาทางทวารอื่นเช่น มีสติอยู่กับรสอาหาร มีสติอยู่กับเสียง ถ้าฝึกมีสติอยู่กับปรมัตถ์เป็นแล้ว ก็สามารถฝึกแบบมีสติอยู่กับสมมุติได้ในภายหลัง ถ้าฝึกตามลำดับขั้นแบบนี้ ก็จะได้ผลทุกคน -- ยกเว้นบางคนที่มีพื้นฐานสมาธิดี คือนั่งสมาธิแล้วเห็นนิมิตบ่อย มีปีติ สุข บ่อย ก็สามารถฝึกแบบมีสติอยู่กับสมมุติได้เลย -- ที่ฝึกกันส่วนใหญ่เริ่มต้นไม่ถูก คือไปหัดดูชีวิต ดูกาย ดูจิต โดยไม่ฝึกมองก่อน จึงมักทำไม่ค่อยได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  77. 1081 นั่งสมาธิแล้วเห็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งรุ้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอยากทราบว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นเกี่ยว
    นั่งสมาธิแล้วเห็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งรุ้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอยากทราบว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นเกี่ยวกับเราหรือว่าท่านเป็นใครคับ การถวายธรรมทานจะทำให้บารมีเต็มเร็วไหมคับ การถวายธรรมทานแล้วให้พระ...........ทั่วโลกธาตุอนุโมทนา ด้วยท่านจะได้รับละอนุโมทนาไหมคับ
    โดยคุณ นะ holiday110@msn.com 16 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นนั้นเป็นใคร เพราะผมไม่เคยสัมผัสในเรื่องเหล่านี้ และเมื่อถวายธรรมทาน พระทั่วโลกธาตุจะอนุโมทนาหรือไม่ แต่ถ้าคุณอยากจะได้คำตอบ ก็สามารถทำได้โดยต้องทำวิปัสสนาขณะนั่งสมาธิ คือให้รู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏในสมาธิ แต่อย่ายินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น ให้ทำใจเป็นกลาง ทำใจนิ่งๆ ทำใจเฉยๆ เช่นเมื่อจิตสงบ ก็รู้ชัดว่าจิตสงบ แต่อย่ายินดีในความสงบนั้น เมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน ไม่ยินร้ายในความฟุ้งซ่านนั้น เมื่อเห็นนิมิตที่ดี ก็รู้ชัดในนิมิต แต่อย่ายินดีในนิมิตนั้น เมื่อเห็นนิมิตไม่ดี ก็รู้ชัดในนิมิต แต่อย่ายินร้ายในนิมิตนั้น ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า ก็รู้ชัดว่าเห็นพระพุทธเจ้า แต่อย่ายินดีในพระพุทธเจ้า ถ้าพระพุทธเจ้าหายไป ก็อย่ายินร้าย คืออย่าเสียดาย อย่าอยากเห็นอีก ถ้าคุณทำวิปัสสนาอย่างนี้ในสมาธิ และแม้นอกสมาธิก็ทำอย่างนี้ด้วย ถ้าคุณทำได้ผล คุณก็จะได้คำตอบที่ถูกต้องในเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าคุณทำไม่ถูกวิธี คุณก็จะได้คำตอบที่ผิด อันนี้ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของคุณเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 สิงหาคม 2552




    1077 บังคับทำบุญ
    ถ้าเรามีกุศโลบายให้คนทำบุญหรือแกมบังคับ เป็นบาปหรือไม่ และคนนั้นจะได้บุญหรือไม่ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail.com 11 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าคิดแบบชาวพุทธทั่วไป ถ้าเรามีความหวังดี ต้องการให้คนอื่นทำบุญ ก็เป็นบุญ ไม่เป็นบาป ส่วนคนที่ทำเขาก็ได้บุญ แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเต็มใจ ความตั้งใจของเขา -- แต่ถ้าคิดตามความเป็นจริง ขณะใดมีอกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต ขณะนั้นเป็นบาป ขณะใดมีกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต ขณะนั้นเป็นบุญ เพราะฉะนั้น ขณะที่เราใช้อุบายให้คนทำบุญ บางครั้งจิตก็เป็นกุศล บางครั้งจิตก็เป็นอกุศล สภาพจิตของเราเปลี่ยนแปลงทุกวินาที บาปบุญเปลี่ยนแปลงได้ทุกวินาที ถ้าเราปฏิบัติธรรมได้ผล เราก็จะเข้าใจบาปบุญตามความเป็นจริงเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  78. 1074 สวดมนต์
    นำลูกสวดมนต์ทุกวัน ลูกได้บุญไหม
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail.com 10 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ใครทำใครได้ ลูกสวดมนต์ ลูกก็ได้บุญ เราสวดมนต์ เราก็ได้บุญ เราพาลูกสวดมนต์ เราก็ได้บุญ ถ้าจะให้ดี ควรให้สวดที่มีคำแปลด้วย เขาจะได้เข้าใจความหมาย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 สิงหาคม 2552




    1073 ช่วยคน
    ชอบช่วยคนอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนมีคนเตือนว่าคนที่เราช่วยนั้นเขาต้องได้รับวิบากกรรมนั้นก่อน พอเราไปช่วย เขาไม่ได้รับผลกรรมนั้น สักวันเขาต้องเจอวิบากกรรมแบบเดิมอีก ดังนั้นไม่ควรช่วยเขาเพื่อให้เขาได้รับกรรมนั้น จริงหรือไม่ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail.com 10 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนที่กล่าวเตือนไม่ให้เราช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบาก เป็นผู้ที่ทำบาปหนัก เพราะปิดกั้นการทำบุญของเรา และปิดกั้นไม่ให้ผู้ที่ลำบากได้รับความช่วยเหลือ ถ้าเป็นอย่างที่เขาว่าจริง พระพุทธเจ้าคงสอนใครไม่ได้เลย เพราะต้องรอให้คนเหล่านั้นรับวิบากกรรมไปก่อน เปรตคงไม่ได้รับส่วนบุญจากใครเลย เพราะต้องรับวิบากกรรมไปก่อน -- อันที่จริง ผู้ที่ลำบาก เป็นสื่อให้เราได้ทำบุญ ส่วนเราเป็นสื่อให้ผู้ที่ลำบากได้รับวิบากดี ถ้าเขาไม่มีวิบากดี เขาก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเรา แต่ที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากเรา ก็เพราะเขาได้รับวิบากดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  79. 1072 ผมได้ทราบมาว่าผู้สำเร็จพระอนาคามีแล้วจะต้องถือศิล8ตลอดชีวิต
    ผมได้ทราบมาว่าผู้สำเร็จพระอนาคามีแล้วจะมีใจที่จะต้องถือศิล8ตลอดชีวิต จะไม่เกี่ยวข้องหรือข้องแวะกับสตรีแม้แต่ภรรยาของตนเองอีกเลย คือพูดง่ายอารมณ์ทางเพศจะไม่มีอีกต่อไป รวมทั้งไม่มีความโกรธ ความกลัว ความเสียใจคำกล่าวนี้มาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายท่านที่ผมนับถือได้กล่าวมา
    โดยคุณ ผู้ปฏิบัติธรรม jametron_2504@hotmail.com 9 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องราวเหล่านี้มีนับพันเรื่องที่ครูบาอาจารย์หลายท่านกล่าวไว้ เช่น บ้างก็ว่าเมืองนิพพานเป็นทองคำเหลืองอร่าม บ้างก็ว่าเมืองนิพพานเป็นเมืองแก้ว บ้างก็ว่ามีสภาวะที่สูงกว่านิพพาน บ้างก็ว่าเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่บวช ต้องตายภายใน 7 วัน บ้างก็ว่าต้องตายภายในวันเดียว ถ้าผมเชื่อที่เขาพูดทุกเรื่อง ผมคงเป็นคนโง่ เพราะแต่ละคนพูดขัดกัน ผมคงต้องเลือกเชื่อ แต่จากการปฏิบัติธรรมของผม ทำให้ผมรู้ว่าเรื่องราวมากมายในโลกนี้ เราไม่จำเป็นต้องตัดสินใจว่าจริง หรือไม่จริง เรามักทำตัวเป็นผู้พิพากษา คอยตัดสินว่าเรื่องนี้จริง เรื่องนี้ไม่จริง ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลย ที่เราฟังใครเขาพูดแล้วต้องตัดสินว่าถูกหรือผิด เชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะฉะนั้น ในการใช้ชีวิตของผม จะไม่มีการตัดสินใจว่าเรื่องที่ฟังมา เรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง แต่จะจำว่าคนนั้นพูดอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้ เท่านั้น ไม่ตัดสินใจว่าใครพูดถูก ใครพูดผิด ผมจะตัดสินใจว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่จริง ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจเท่านั้น นี่เป็นผลของการปฏิบัติธรรมของผม ไม่มีในตำรา ไม่มีใครสอน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 สิงหาคม 2552




    1071 การปฏิบัติดูจิต
    ถ้าเช่นนั้นรบกวนท่านอาจารย์ช่วยตรวจวิธีปฏิบัติของผมได้ไหมครับ 1. ค่อยมีสติตามรู้เวทนาทางใจ จิตที่หลงไป จิตที่ไหลออกไปจับอารมณ์ 2. สังเกตกาย หรือบริกรรมแบบไม่หวังผลเป็นวิหารธรรม เพื่อดูจิตในบางครั้ง 3. เวลาที่เผชิญปัญหา เช่น เพ่งหนักๆ จะเลิกปฏิบัติไปก่อน แล้วค่อยสังเกตว่าพอคิดเรื่องปฏิบัติแล้วจิตเคลื่อนไปจับตรงที่ผิดอย่างไร เมื่อติดว่าง หรือไปอยู่หน้าๆ (ตามความรู้สึก) ก็ค่อยๆใช้ความคิด หรือคำบริกรรมซ้ำเข้าไป ให้จิตได้เคลื่อนไหว ได้กระทบอารมณ์ แล้วสังเกตจิตที่เปลี่ยนแปลงต่อไป ฯลฯ *เบื้องต้นจะถือศีล 5 เป็นกรอบกั้นกายกระทำกรรมทางกายก่อนครับ ขอขอบพระคุณอาจารย์ในความเมตตา
    โดยคุณ ที่พึ่งทั้ง 10 8 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  80. คำตอบที่ 1

    -- ที่อธิบายมา ถ้าให้ผมวิจารณ์ คงศึกษามาจากหลายตำรา ไม่มีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน น่าจะศึกษาวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องก่อน แล้วค่อยปฏิบัติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 สิงหาคม 2552




    1069 ปฏิบัติธรรมดูจิต โดยไม่ทำฌานได้หรือไม่
    ผมยังเป็นนิสิต อายุ 20 ปีครับ พอศึกษาการปฏิบัติมาพอสมควร แต่ลงมือปฏิบัติทีไรก็ไม่เข้าท่า คือ จิตไปติดเพ่ง แน่นขึ้นมาที่ศีรษะบ้าง อะไรบ้าง ต่อมาได้ศึกษาคำสอนเรื่องดูจิต เห็นว่าเขาให้เจริญวิปัสสนาไปก่อน แล้วสมาธิจะเกิดตามหลัง ระหว่างที่กำลังลองจับพลัดจับผลูดู ผมก็เผอิญพบบางท่านที่ไม่เห็นด้วยกับคำสอนนี้ เขาว่ามรรคผลเกิดในขณะจิตที่เป็นฌานเท่านั้น ถ้าไม่ทำฌานจะบรรลุมรรคผลไม่ได้ ผมมาย้อนดูที่พระสูตรเองก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าต้องมีสำเร็จฌานก่อน จึงปฏิบัติธรรมได้ ทว่าเมื่อมีผู้ท้วงติงมาจึงประสงค์จะทราบความเห็นของท่านอาจารย์ครับ ขอขอบพรุคุณล่วงหน้า
    โดยคุณ ที่พึ่งทั้ง 10 nung_afs44@hotmail.com 7 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในการทำวิปัสสนาให้ได้ผล ต้องมีฌานอยู่แล้ว แต่เป็นฌานในวิปัสสนา ไม่ใช่ฌานนอกวิปัสสนา ไม่ใช่ว่าเราเข้าฌานก่อน แล้วทำวิปัสสนา หรือไม่ใช่ทำวิปัสสนาก่อน แล้วจะมีฌานเกิดตามมา คือเราเข้าใจผิดว่า ฌานกับวิปัสสนาเป็นคนละอย่างกัน นั่นเป็นความเข้าใจผิด อันที่จริงการทำวิปัสสนา ก็คือการทำสมาธิที่มีปัญญาเข้าร่วมเท่านั้นเอง สมาธิใดไม่มีปัญญาเข้าร่วม สมาธินั้นเรียก สมถะ สมาธิใดมีปัญญาเข้าร่วม สมาธินั้นเรียก วิปัสสนา ในเมื่อการทำวิปัสสนา เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ฉะนั้นก็ต้องมีฌานอยู่แล้ว -- พระพุทธเจ้าตรัสว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ในวิปัสสนา เปรียบเหมือนเชือก 3 เกลียว จับตรงไหน ก็มีอยู่ทั้ง 3 เกลียว นั่นก็คือ ขณะใดที่มีปัญญาในวิปัสสนาเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีศีลและสมาธิในวิปัสสนาเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ ขณะใดมีสมาธิในวิปัสสนาเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีศีลและปัญญาในวิปัสสนาเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  81. 1068 ถ้าซื้อขายหุ้นเป็นบาปไหม

    โดยคุณ สุนทร manname_50@hotmail.com 6 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- บาปอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่การซื้อขายหุ้น ถ้าขณะซื้อขายหุ้น มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิต ก็เป็นบาป ถ้าขณะซื้อขายหุ้นมีกิเลสปรุงแต่งจิตมาก ก็บาปมาก ถ้ามีกิเลสปรุงแต่งจิตน้อย ก็บาปน้อย ถ้าไม่มีกิเลสปรุงแต่งจิต ก็ไม่บาป ปรกติคนทั่วไป มักมีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิตอยู่เสมอ ฉะนั้นขณะซื้อขายหุ้น ย่อมมีกิเลสอยู่แล้ว เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น แต่ถ้าอรหันต์ซื้อขายหุ้น ก็ไม่บาป เพราะไม่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิต
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 สิงหาคม 2552




    1067 จะทำอย่างไรดี เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้
    จะทำอย่างไรดี เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เรียนถามท่านอาจารย์ดังนี้ เมื่อวานผมจะไปกดเงินที่ตู้ ATM หน้าห้างสรรพสินค้า ก่อนที่จะเดินเข้าไปตู้ ATM ผ่านที่จอดรถมอเตอร์ไซด์ เห็น ซองจดหมายสีขาวตกอยู่บนถนน หน้าซองมีตัวหนังสือเขียนอยู่ ข้างในซองน่าจะมีเงินด้วย เมื่อผมกดเงินที่ตู้ ATM แล้ว เดินกลับมาเห็นซองจดหมายสีขาวมีตัวหนังสือคล้ายๆกัน อยู่ในตระกร้ารถมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง ทำให้ผมคิดว่าควรจะเก็บซองดังกล่าวไปไว้หน้ารถมอเตอร์ไซด์ หรือควรวางเฉย ซึ่งถ้านำไปวางไว้ในตระกร้ามอเตอร์ไซด์หากซองดังกล่าวไม่ใช่ของเจ้าของรถมอเตอร์ไซด์ ก็จะทำให้ผมไปสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น หากวางเฉยก็รู้สึกว่าซองที่ตกอยู่น่าจะเป็นของเจ้าของรถมอเตอร์ไซด์ ทำให้ให้เกิดว่ารูสึกผิดกับตัวเอง ดังนั้นควรจะทำอย่างไรดีครับ
    โดยคุณ ธาตรี chawayong@nipparn.com 6 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- จะทำอย่างไรก็ได้ตามใจเรา เราเห็นควรที่จะหยิบซองจดหมายไปไว้ในตะกร้า ก็ทำไป ถ้าเราเห็นว่าไม่ควรหยิบ ก็ไม่ต้องหยิบ แต่ที่สำคัญคือถ้าเราหยิบเราก็ต้องทำใจอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่หยิบ ก็ต้องทำใจอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ถ้าเราหยิบ เราก็ต้องพิจารณาว่าซองนี้น่าจะเป็นของเขา เราควรช่วยเขาไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ต้องไปคิดว่า ถ้าไม่ใช่ของเขา เราจะผิด ถ้าเราตัดสินใจว่าจะหยิบก็ไม่ควรคิดแบบนี้ แต่ถ้าเราไม่หยิบ เราก็ต้องพิจารณาว่า ซองนี้อาจจะไม่ใช่ของเขา ถ้าเราหยิบไปให้ ก็จะไม่ดี เราควรวางเฉยเสีย ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของเขา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  82. 1066 ได้บุญหรือไม่
    ขอถามอาจารย์ค่ะ ในการทำวิปัสนาในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าวางใจถูกก็จะได้บุญ มากกว่าการทำทั้งวันแต่วางใจไม่ถูกใช่หรือไม่ เช่น การมีสติอยู่กับกาย โดยระหว่างที่เราเดิน เราสามารถตามดูกายที่เดิน ในขณะนั้นเราได้บุญหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่เห็นว่ากายกับจิตแยกกันอยู่ก็ตาม แค่ว่าเราวางใจในการปฏิบัติแต่ยังไม่เห็นผลจากการปฏิบัติ ไม่ทราบว่าตรงนี้ได้บุญหรือไม่คะ
    โดยคุณ รุ่งนภา maintenance@thaisanei.co.th 6 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนาแม้ทำไม่ได้ผล ก็ได้บุญ เพราะมีเจตนาในการทำ แต่ถ้าเทียบกับการทำวิปัสสนาที่ได้ผล จะได้บุญต่างกันมาก การทำวิปัสสนาได้ผลแม้เสี้ยววินาทีเดียว มีค่ามากกว่าการทำวิปัสสนาไม่ได้ผล นานตลอดชีวิต
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 สิงหาคม 2552




    1065 ความเผลอกับความคิด
    อยากถามอาจารย์เรื่อง 1.ความเผลอในความคิด กับการคิดแบบเรื่อยเปื่อย เหมือนหรือต่างกันคะ 2.เวลาที่เราทำงานเราต้องใช้ความคิด แต่มีบางครั้งที่มีความคิดอย่างอื่นเข้ามาแทรก ที่ไม่เกี่ยวกับงาน อย่างนี้เรียกว่าเผลอใช้หรือไม่ และถ้าเราเห็นความเผลอนั้นเรารู้ขึ้นมาความเผลอดับไป สติกลับมาอยู่กับการทำงาน อย่างนี้อยู่ในการเจริญสติปฏิฐาน 4 หรือไม่ ( สติตามดูจิต )
    โดยคุณ รุ่งนภา maintenance@thaisanei.co.th 6 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. การเผลอในความคิด กับการคิดแบบเรื่อยเปื่อย ต่างกันมาก การเผลอในความคิด เป็นการผิดพลาดในการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ ถ้าเราฝึกจิตบ่อยๆ เราก็จะเผลอ ยากขึ้น สภาพจิตของเราจะดีขึ้น ส่วนการคิดแบบเรื่อยเปื่อย ไม่ใช่การทำงาน ไม่ใช่การฝึกจิต สภาพจิตย่อมอ่อนแอ ย่อมแย่ลง 2. เวลาที่เราตั้งใจคิดเรื่องนี้ แต่แวบไปคิดเรื่องอื่น เรียกว่าเผลอ ถ้าเรารู้สึกตัวว่าเผลอ กลับมามีสติอยู่กับเรื่องเดิม เห็นเรื่องอื่นดับไป หรือเห็นความเผลอดับไป ถ้าดับไปเร็วเป็นเสี้ยววินาที จึงจะจัดเป็นการเจริญสติปัฏฐาน 4 ได้ผล ถ้าค่อยๆ ดับไปหลายวินาที เรียกว่า เจริญสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ผล หรือเรียกว่าไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน 4 การเห็นเรื่องอื่นดับไป เรียกว่าการเห็นการดับของรูป เป็นวิปัสสนาญาณขั้นต้น แต่อย่าไปสนใจเรื่องญาณมากนัก เดี๋ยวจะคิดมาก การปฏิบัติธรรมจะไม่ก้าวหน้า ให้สนใจการสร้างเหตุที่ถูกต้องให้มาก อย่าไปเพลิดเพลินกับผลการปฏิบัติมากนัก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  83. 1063 การทำวิปัสสนา
    ในชีวิตประจำวันทำวิปัสสนาแบบเป็นไปเองโดยอัตโนมัติเพราะความเคยชิน แบบไม่ได้ตั้งใจได้บุญหรือไม่
    โดยคุณ หมอหญิง patima_ying@hotmail.com 5 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนา เป็นการทำบุญที่สูงมากอยู่แล้ว แต่การที่วิปัสสนาจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะความเคยชิน โดยไม่ได้ตั้งใจ จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับพระอรหันต์เท่านั้น แม้พระอนาคามียังทำไม่ได้เลย ยังต้องตั้งใจ ยังต้องทำความเพียร จึงจะได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 สิงหาคม 2552




    1062 นั่งสมาธิแล้วปวดหัว
    เวลานั่งสมาธิ แล้วปวดหัวและบริเวณต้นคอ ซึ่งเกิดจากอาการเกร็ง พยายามผ่อนคลายแล้วแต่ยังไม่หาย ถ้าเปลี่ยนการกำหนดจุดใหม่จะหายปวดหัวหรือไม่ ตอนนี้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-ออก บางครั้งอ่านหนังสือมากๆ ก็จะมีอาการปวดร่วมด้วย ( อ่านแล้วคิดตามไปด้วย ) มีวิธีการแก้อย่างไร รบกวนด้วยค่ะ
    โดยคุณ รุ่งนภา 4 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    คำตอบที่ 1

    -- ที่มีอาการเกร็ง ปวดหัว เพราะเวลาตั้งใจทำอะไร จะมีความกังวล มีความไม่สบายใจ เจือปนอยู่ คงต้องฝึกทำใจให้สบายขณะตั้งใจ ให้ฝึกอย่างนี้คือ ให้มองหน้าของเราเองในกระจก ยิ้มเล็กน้อย แล้วมองหน้าตนเองที่มีรอยยิ้มนั้น ให้ยิ้มด้วยใจ ให้ยิ้มออกมาจากใจ ให้ยิ้มให้สวยที่สุด ดีที่สุด แล้วเราก็จ้องมองใบหน้าที่ยิ้มนั้น ทำไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ตรวจสอบดูว่าสภาพจิตของเราดีขึ้น ผ่องใสขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้น ผ่องใสขึ้น แสดงว่าทำถูก ถ้ายังไม่ดี ไม่ผ่องใส แสดงว่าทำผิด ให้เราฝึกทำใจใหม่ ให้มีรอยยิ้มที่มาจากใจ ยิ้มด้วยความจริงใจ หัดนั่งหลับตาทำสมาธิ เอาสติจับที่ใบหน้า ให้เห็นใบหน้าที่ยิ้ม ยิ้มไปเรื่อยๆ ให้เห็นใบหน้าที่ยิ้มไปเรื่อยๆ หัดเอาสติดูลมหายใจ ขณะดูลมหายใจให้ยิ้มไปด้วย หัดยิ้มขณะอ่านหนังสือ ขณะคิด ขณะทำงาน ยิ้มด้วยใจ ยิ้มด้วยความเบิกบาน หัดยิ้มบ่อยๆ หัดยิ้มมากๆ อาการเกร็ง ปวดหัวก็จะหายไปได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  84. 1061 ขอถามหน่อยครับ
    1 เมื่อกรรมส่งผล ทำไมต้องให้คนอื่นเปนปัจจัยในการทำให้กรรมส่งผลด้วยละครับ ทำให้คนอื่นทำกรรมต่อเป็นทอดๆ และทำให้คนอื่นที่ทำกรรม ต้องมารับผลกรรมเพราะเหตุในการส่งผลกรรม ดูมันก้ยุติธรรมนะ แต่ดูมันอีกมุมก็ไม่ยุติธรรม ยิ่งถ้าใครไม่รุ้ศาสนา ก้ทำผิดไม่รุ้ตัว เหมือนกับเป็นการส่งผลกรรมให้คนอื่นรับใช้กรรม 2 นอกจากนั้น มีไรกำหนดไหมว่าให้เราเกิดมานิสัยแบบนี้ ชาตินี้เกิดมานิสัยไม่ดี อีกชาติเกิดมานิสัยดี เหมือนว่าเขาต้องการให้เราเวียนว่ายตายเกิดไปทุกๆภูกไม่จบไม่สิ้น ถ้าขึ้นสวรรค์ก็ดี แต่ถ้าเราลงมาเป็นมนุษย์ความนึกคิกก้เปี่ยนไปอาจทำชั่ว 3.ถ้าไม่มีใครสร้างโลก สร้างมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้ ไม่มีใครกำหนด แล้วพวกนี้มันเกิดมาจากอะไร แล้วทำไมต้องเกิดด้วย เพราะตอนเด็กๆผมสงสัยว่า ทำไมเราต้องเกิดมา เกิดมาทำไม จะสร้างเรามาทำไม
    โดยคุณ 3 สิงหาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. คำว่าเหตุปัจจัยที่ปัจจุบันที่ทำให้กรรมส่งผลได้ หมายถึงอะไรก็ได้ที่มีอยู่ในที่นั้น เช่น มีชายคนหนึ่ง เดินอยู่ริมถนน และตอนนี้ถึงเวลาที่กรรมชั่วในอดีต มาส่งผลให้เขาต้องตาย เขาอาจตายด้วยเหตุใดก็ได้ เช่นมีผู้ร้ายมาแทงเขาตาย โดนรถชนตาย เดินตกท่อตาย หัวใจวายตาย ลื่นหกล้มหัวฟาดพื้นตาย ถ้ามีฝนตก อาจโดนฟ้าผ่าตาย เขาไม่จำเป็นต้องโดนผู้ร้ายแทงตาย แต่ผู้ร้ายอยากทำกรรมชั่วเอง จึงมาเป็นสื่อหรือเป็นปัจจัยให้ชายคนนั้นตาย ชายคนนั้นไม่ได้อยากให้ผู้ร้ายทำกรรมชั่วหรอก แต่ผู้ร้ายเลือกทำกรรมของเขาเอง ในเมื่อผู้ร้ายทำกรรมชั่วในปัจจุบัน เขาก็ย่อมได้รับผลของกรรมชั่วนี้ในอนาคตเป็นธรรมดา เป็นเรื่องของธรรมชาติ คนโง่ย่อมไม่รู้จักบาปบุญ ย่อมทำกรรมชั่วได้ง่าย คนฉลาดย่อมรู้จักบาปบุญ ย่อมทำกรรมดีได้ง่าย เราจะให้คนโง่กับคนฉลาดได้รับผลกรรมเหมือนๆ กันนั้น เป็นไปไม่ได้ -- 2. อุปนิสัย ความเคยชิน ความชำนาญ ที่ทำอยู่ในชาตินี้ จะติดตัวไปในชาติหน้า สัตว์โลกทั้งหลายมีอวิชชา คือความไม่รู้ ความเข้าใจผิด เป็นเหตุให้ใช้ชีวิตไม่ถูก จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จึงต้องเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง สัตว์นรกบ้าง ถ้ามีวิชชา คือความรู้ ความเข้าใจถูก ก็จะไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก -- 3. ธรรมชาติ คือสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ทำไมเราคิดว่า มนุษย์ สัตว์ ชีวิต ต้องถูกสร้างขึ้น ทำไมไม่คิดว่า สิ่งเหล่านี้มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนรูป เปลี่ยนภพภูมิไปตามกาลเวลา -- การหาคำตอบในเรื่องของธรรมชาติ เราต้องยอมรับความจริงของธรรมชาติ ว่ามีอยู่ เป็นอยู่อย่างไร แล้วศึกษา จึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราไปพยายาม ไปฝืน ไปบังคับธรรมชาติให้เป็นไปตามใจเรา เราก็จะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง เช่น ในธรรมชาติ แม่เหล็กมี 2 ขั้ว คือขั้วเหนือกับขั้วใต้ แม่เหล็กดูดเหล็กได้ ถ้าขั้วเหนือเจอขั้วเหนือ มันจะผลักกัน ถ้าขั้วเหนือเจอขั้วใต้ มันจะดูดกัน นี่คือความจริงของธรรมชาติ ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครกำหนด มันเป็นของมันอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเราอยากจะหาคำตอบว่า ทำไมแม่เหล็ก มีแค่ 2 ขั้ว ไม่มี 3ขั้ว 4 ขั้ว ทำไมแม่เหล็กดูดเหล็กได้ แต่ดูดทองแดงไม่ได้ มันน่าจะดูดทองแดงได้ด้วยจึงจะถูก ทำไมแม่เหล็กขั้วเดียวกันถึงผลักกัน ทำไมมันไม่ดูดกัน ความจริงมันน่าจะดูดกัน ถ้าเราจะหาคำตอบเหล่านี้ คงไม่ได้คำตอบ เพราะมันไม่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ฉะนั้นเราควรศึกษาธรรมชาติที่มีอยู่ ไม่ใช่ไปบังคับธรรมชาติให้เป็นไปตามที่เราต้องการ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 4 สิงหาคม 2552

    ตอบลบ
  85. คำตอบที่ 1

    -- คำว่า นิพพานควรทำให้แจ้ง หมายถึง เราควรเข้าถึงนิพพาน หมายถึง เราควรปฏิบัติธรรมให้สำเร็จ บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ ผู้ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ตลอดเวลา คำว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์ หมายความว่า ในการรับรู้อารมณ์ ไม่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิตเลย หรือจะกล่าวว่า ในการรับรู้อารมณ์ของจิต จะว่างจากกิเลส จะปราศจากกิเลส ที่ว่านิพพานเที่ยง เพราะไม่มีการเปลี่ยนจากสภาพจิตที่ไม่มีกิเลส กลับไปเป็นสภาพจิตที่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิตได้อีกเลย ที่ว่านิพพานว่างจากทุกข์ นิพพานเป็นสุข เพราะกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต ดับสูญไปแล้ว ไม่เกิดขึ้นกับจิตอีก จิตจึงบริสุทธิ์ ผ่องใส เป็นสุข ที่ว่านิพพานเป็นอสังขารธรรม เพราะไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย ใดๆ ให้จิตเป็นสุข จิตเป็นสุขอย่างนั้นเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 สิงหาคม 2552




    1055 ความคิดของพระพุทธเจ้า
    เคยเรียนวิชาพระพุทธศาสนาตอน ม .3 เกี่ยวกับความคิดของพระพุทธเจ้า มี 4 ข้อ คือ 1. ความสุขเป็นเพียงโลกมายา 2. ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง 3. เจ้าอาวาสไม่มีทางพ้นทุกข์ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่า หรือเป็นฆราวาสไม่มีทางพ้นทุกข์) 4.ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ ไม่ทราบว่ามันเป็นความคิดของพระพุทธเจ้าหรือเปล่าคะ อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรคะ
    โดยคุณ เด็กวัด 30 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่ใช่ความคิด หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า 1. ที่ว่าความสุขเป็นเพียงโลกมายานั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกคือ ความสุขที่แท้จริงคือนิพพาน ความสุขอันเกิดจากกิเลสเป็นเพียงโลกมายา 2. ที่ว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกคือสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง แต่นิพพานเที่ยง 3. ที่ว่าฆราวาสไม่มีทางพ้นทุกข์นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกคือ ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐาน 4 ย่อมไม่มีทางพ้นทุกข์ ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ถ้าเจริญสติปัฏฐาน 4 ย่อมมีทางพ้นทุกข์ได้ แน่นอน 4. ที่ว่าทุกปัญหาแก้ไขได้นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกคือ บางปัญหาแก้ไขได้ แต่บางปัญหาแก้ไขไม่ได้ เช่น เราอยากให้ทุกคนเป็นคนดี ถึงเราจะหาวิธีการอย่างไร มันก็ทำไม่ได้ เพราะสภาพอย่างนั้นไม่มีใน ธรรมชาติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  86. 1051 พระนิพพานเป็นเมืองแก้ว

    โดยคุณ กระจ่าง 30 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ต้องขออภัยที่ไม่ได้ลงข้อความที่ส่งมา เพราะเป็นข้อความที่บุคคลอื่นเขียนไว้ ถ้าจะให้ผมวิจารณ์ หรือตอบคำถาม ต้องเป็นข้อความของคุณเอง หรือไม่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับหลักการ แนวความคิดทั่วไป ไม่เจาะจงบุคคล -- ที่มีบุคคลกล่าวว่านิพพานเป็นเมืองแก้ว ผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าละตัณหา ละอุปาทาน ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อละสังขารจากโลกมนุษย์ ย่อมไปอุบัติขึ้นที่เมืองพระนิพพาน และบอกว่าเรื่องนี้เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ในเรื่องนี้ถ้าจะให้ผมเชื่อ คงไม่ได้ แม้จะมีเหตุผลดีกว่านี้ ก็เชื่อไม่ได้ เพราะเรื่องความเชื่อเป็นปัจจัตตัง เป็นเรื่องเฉพาะตน -- แต่ก่อนมีคนกล่าวว่านิพพานเป็นเมืองทำด้วยทองคำ เหลืองอร่ามงดงามมาก เขาได้เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระอรหันต์ จำนวนมาก อยู่ที่นั่น นิพพานไม่ใช่เมืองแก้วอย่างที่คนอื่นเข้าใจ คนเหล่านั้นเข้าใจผิด ไม่รู้จริง ที่เขากล่าวว่านิพพานเป็นเมืองทองคำนั้น ผมไม่เชื่อ เพราะในการปฏิบัติธรรมของผม ไม่เห็นธรรมอย่างนั้นเลย แต่เห็นธรรมตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก -- แต่ก่อนมีคนกล่าวว่ามีเมืองนิพพาน อันเป็นบรมสุข อยู่จริง แต่ยังมีเมืองอื่นอีกเป็นอันมากที่สูงกว่า ที่ดีกว่า ที่สุขยิ่งกว่าเมืองนิพพาน ที่ว่ากันว่าเมืองนิพพานสุขที่สุดแล้วนั้น ไม่จริงหรอก เป็นการเข้าใจผิด ไม่รู้จริง ที่เขากล่าวอย่างนี้ ผมก็ไม่เชื่อ เพราะในการปฏิบัติธรรมของผม ไม่เห็นธรรมอย่างนั้นเลย แต่เห็นธรรมตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 กรกฏาคม 2552





    1045 นิพพานสูญจริงหรือ
    อ.ครับ เหตุใดพระอริยะทั้งหลายตามประวัติท่านไม่เคยกล่าวว่า นิพพานเป็นสูญ อย่าง อ. บอก แต่ท่านบอกว่านิพพานไม่สูญ นิพพานเป็นแดนทิพย์อมตะตลอดกาล สูญคือ สูญแห่งกิเลส ตัญหา อุปาทาน และการเกิดอีก แต่ไม่ได้สูญจากความเป็นทิพย์ คือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ อ. จะว่าอย่างไรครับ
    โดยคุณ กระจ่าง 23 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระอริยะ เช่นหลวงพ่อเทียน ท่านก็ไม่เคยบอกเลยว่า นิพพานเป็นแดนทิพย์อมตะตลอดกาล -- พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยทรงกล่าวไว้เลยว่า นิพพานเป็นแดนทิพย์อมตะตลอดกาล มีแต่ทรงกล่าวว่านิพพานไม่ใช่รูป ไม่ใช่นาม ไม่ใช่แดน ไม่มีการมา ไม่มีการไป แล้วยังตรัสอีกว่า ที่มนุษย์และเทวดาเห็นพระองค์ ก็เพราะมีกายนี้อยู่ แต่เมื่อพระองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เหล่ามนุษย์และเทวดาก็จะไม่เห็นพระองค์อีก ฉะนั้นใครที่บอกว่า ถอดจิตไปแดนนิพพาน เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระอรหันต์ ได้ชื่อว่ากล่าวตู่พระพุทธเจ้า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  87. 1044 เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
    เรียนถามอาจารย์ การฝึกกรรมมัฐฐานที่ สามารถถอดดวงจิตไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงนิพพานแล้ว คือ ไม่มีจิตแล้ว ใช่หรือไใม่ครับ
    โดยคุณ 23 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่ถอดจิตไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องเข้าใจผิด คือคนบางคนนั่งสมาธิ เห็นนิมิตเป็นภาพอย่างโน้นอย่างนี้ ก็บอกว่าภาพที่เห็นเป็นของจริง ที่จริงเป็นเพียงภาพลวงตา พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่มีกาย ไม่มีจิตอีกต่อไป คำว่าดับขันธ์ หมายถึงดับขันธ์ 5 ซึ่งรวมทั้งรูป และนาม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กรกฏาคม 2552




    1043 การเกิดดับ
    ตอนนั่งสมาธิอยากให้จิตนิ่ง จึงบังคับจิต ทำให้เกิดอาการเกร็งขึ้น เมื่อรู้ว่าเกิดอาการเกร็งขึ้นจึงเอาจิตจับอาการเกร็งนั้น อาการนั้นก็หายไปเกิดความเบาสบายขึ้นแทนแต่ไม่นานนัก สักครู่ก็เกร็งอีกเอาจิตตามดูอีก อาการเกร็งก็หายไป เกิดความสบายขึ้นมาแทน อย่างนี้เรียกว่าเห็นการเกิดดับขึ้นหรือไม่
    โดยคุณ รุ่งนภา 23 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    --ที่ว่าขณะนั่งสมาธิ อยากให้จิตนิ่งจึงบังคับจิต ทำให้เกิดอาการเกร็ง เราเอาสติดูอาการเกร็ง อาการเกร็งหายไป มีความเบาสบายเกิดขึ้นแทน ผมขออธิบายดังนี้ ที่เกิดอาการเกร็ง เพราะขณะนั่งสมาธิ วางใจไม่ถูก การทำสมาธิที่ถูกต้อง ต้องเน้นให้จิตนิ่งเป็นหลัก ไม่ใช่ให้กายนิ่งเป็นหลัก แต่เราพยายามทำกายให้นิ่ง จึงเกิดการเกร็ง ที่จริงต้องนั่งสบายๆ หายใจสบายๆ แล้วเพียรเอาสติตั้งมั่นอยู่ตรงจุดที่เรากำหนด เช่นถ้าเราดูลมหายใจ ก็ให้รู้ชัดในลมหายใจ ให้สติตั้งมั่นอยู่แต่ที่ลมหายใจ ถ้ามีอาการเกร็งตรงส่วนใด ก็ต้องให้ร่างกายส่วนนั้นผ่อนคลาย จึงจะถูกต้อง แต่เมื่อเราเอาสติดูอาการเกร็ง เราวางใจถูก คือดูมันเฉยๆ สมาธิจึงดีขึ้น อาการเกร็งจึงหายไป มีความเบาสบายเกิดขึ้นแทน -- ลักษณะอย่างนี้ ไม่เรียกว่าเห็นการเกิดดับ ถ้าเห็นการเกิดดับ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเร็วเป็นเสี้ยววินาที เช่น เวลาเราโกรธ รู้สึกตัว เอาสติดูกาย เห็นกายเกิดขึ้น เห็นความโกรธดับไปในเสี้ยววินาที อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเห็นการเกิดดับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  88. 1042 โอกาสเกิดเป็นคนแสนยาก
    เรียนถามท่านอาจารย์ว่า คนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้จะต้องมีบุญมาก่อน อย่างน้อยต้องรักษาศีล 5 (คนที่จะมาเกิดเป็นคนได้แสนยาก เหมือนกับ มีห่วงยางอันนึ่งลอยอยู่ในทะเล และมีเต่าตาบอดตัวหนึ่งอยู่ใต้ทะเล 100 ปี จึงโผล่ขึ้นมาผิวน้ำครั้งหนึ่ง จังหวะดีโผล่ขึ้นมาแล้วเอาหัวสวมเข้ากับห่วงยากพอดี ซึ่งโอกาสเป็นไปได้น้อยมากๆ) แต่ทำไมบางคนอย่างที่มีข่าวตามหนังสือพิมพ์ จะเห็นคนฆ่าฟันกัน คนพวกมีใจโหดเหี้ยมมาแต่กำเนิดแล้ว ลักษณะหรือนิสัยชอบทำความชั่วมาก่อน แล้วทำไมเค้าจึงเกิดเป็นคนได้ในชาตินี้ได้
    โดยคุณ ธาตรี chawayong@nipparn.com 22 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่ว่าอย่างน้อยต้องมีศีล 5 จึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ หมายความว่าคนที่มีศีล 5 เสมอๆ เป็นปรกติ สามารถเลือกเกิดเป็นมนุษย์ได้ ส่วนคนที่ไม่มีศีล เลือกเกิดไม่ได้ ถ้าทำบาปหนัก ตายไปอาจตกนรก อาจเกิดเป็นเปรต อสุรกายหรืออาจเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าทำบาปน้อยอาจเกิดเป็นคนพิการ มีโรคมาก อายุสั้น -- เนื่องจากชีวิต คือกายนี้ จิตนี้ มีความไม่เที่ยง ชาติที่แล้วอาจเป็นคนดี เกิดมาชาตินี้จึงมีความสุขสบาย เพราะผลบุญของชาติที่แล้ว แต่กลับใช้ชีวิตในทางชั่ว บ้าอำนาจ เข่นฆ่าคนอื่น เมื่อตายไป ก็อาจตกนรก ถ้าชีวิตเที่ยง คนที่เกิดเป็นคน ก็คงได้เกิดเป็นคนทุกชาติ คนที่เกิดเป็นเทวดา ก็คงเป็นเทวดาทุกชาติ -- ที่ว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากแสนยาก เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง คือต้องมีการตายของชีวิตหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อมาเกิดใหม่ในครรภ์ ต้องมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ แม่ต้องมีการตกไข่ที่เหมาะสม พ่อต้องมีเชื้อที่แข็งแรงพอ แต่การเกิดเป็นโอปปาติกะนั้นง่ายกว่ามาก ไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยเหล่านี้เลย เมื่อมีการตายของชีวิตหนึ่งเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดเติบโตเป็นโอปปาติกะได้ทันที เพราะฉะนั้นการเกิดเป็นโอปปาติกะ เช่นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา จึงง่ายกว่ามาก ถ้าเทียบกันคงง่ายกว่ากันหลายล้านเท่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  89. 1041 เมืองนิพพานมีจริงหรือไม่
    เรียนถาม อ. ครับ ว่าเมืองนิพพานมีจริงหรือไม่ มีหเหมือนเมืองสวรรค์ เมืองพรหม หรือไม่ครับ หรือว่า ไปนิพพานแล้วก็คือดับสูญสลายไปเลย
    โดยคุณ กระจ่าง 22 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอให้อ่านที่ผมตอบคำถามหัวข้อ "แดนนิพพาน" วันที่ 4 และวันที่ 8 มิถุนายน 2551 ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 กรกฏาคม 2552




    1038 ถามเพิ่มเติมครับ
    อาการเกร็งที่เกิดขึ้นผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เกิดจากการจ้องดูอาการครับ แต่ผมรู้สึกว่ามันเกิดโดยอัตโนมัติ เพราะในขณะที่ผมไม่ได้ปฏิบัติผมก็มีอาการเกร็งอย่างนี้เหมือนกัน บางครั้งผมดูอาการเหมือนกับมันบีบคั้นร่างกายไปเรื่อย ๆครับ ซึ่งผมก็มักจะใช้วิธีตามดูอาการไปเรื่อย ๆในเวลาที่อาการเกร็งรุนแรง แต่ถ้าไม่รุนแรงก็จะแค่รู้ และไปดูอารมณ์อื่น ๆ ต่อไป ซึ่งในทางปฏิบัติผมก็ได้สติจากอาการนี้เช่นกันครับ เพราะทุกครั้งที่เกิดอาการผมก็จะรู้ตัวขึ้นมา แต่บางครั้งหากวางใจไม่ถูก โทสะก็จะเข้า สาเหตุที่รู้ก็เนื่องจากเวลาเกิดอาการผมจะรู้เป็นส่วน ๆคือ รู้ร่างกาย รู้อาการที่เกิด รู้ความเป็นไปของอาการ รู้จิต ว่าเฉย ๆ หรือไม่ยินดีในอาการ ครับ ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยตอบปัญหานะครับ
    โดยคุณ อาสวะกิเลส 21 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    คำตอบที่ 1

    -- ที่ผมอธิบายเรื่องการเกร็งกับการเพ่งนั้น หมายความว่า เวลาที่เราเพ่งมองภาพแบบปรมัตถ์ ให้เราตั้งใจมองให้มาก สนใจภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเราฝึกถูกวิธี ก็จะไม่มีอาการเกร็งเกิดขึ้น ถ้าเราฝึกไม่ถูกวิธีก็จะมีอาการเกร็งเกิดขึ้น ให้คุณหัดเพ่ง หัดตั้งใจมอง โดยที่ไม่มีอาการเกร็ง การดูกาย การดูจิต ก็เช่นกันให้หัดเพ่ง หัดจ้อง หัดรู้ชัดให้มากเพื่อให้สมาธิแรง ถ้ามีอาการเกร็ง ก็ให้รู้ว่าเราฝึกไม่ถูก ให้หัดทำใจใหม่ให้ถูก -- มีนักปฏิบัติธรรมอยู่คนหนึ่ง เป็นโรคหัวใจ ถ้าหัวใจเต้นผิดจังหวะเขาจะเจ็บ จะทรมาน ถ้าเขาโกรธ เขาเครียด หัวใจก็จะเต้นผิดจังหวะ ฉะนั้นเวลาที่เขาโกรธ เขาเครียด เขาก็จะรู้สึกตัวทุกครั้ง ขณะที่เขาปฏิบัติธรรม เช่น ตั้งใจเอาสติดูกาย ตั้งใจมองภาพแบบปรมัตถ์ หัวใจของเขาก็ไม่ได้เต้นผิดจังหวะ แสดงว่าเขาฝึกถูก คือแม้ตั้งใจ แม้เพ่ง ก็ไม่ทำให้หัวใจของเขาทำงานผิดปรกติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  90. 1036 ญาน 16 ครับ ว่ามีอะไรบ้าง จะปฏิบัติอย่างไรหรอครับ
    ญาน 16 ครับ ว่ามีอะไรบ้าง จะปฏิบัติอย่างไรหรอครับ ผมก้ฝึกปรมัติแล้วครัว สมาธิดีขึ้น กิเลสเข้ามาไม่ได้ แล้วผมก้ทำใจเปนกลาง เคยเกิดอาการตัวชา เหมือนจิตมองอยุ่ในนิมิตดำๆ ตอนนั่งสมาธิ แบบนี้ ฝึกถูกทางรึเป่าครับ
    โดยคุณ 20 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมจำไม่ได้ว่าวิปัสสนาญาณ 16 มีอะไรบ้าง เลยหาใน internet มาลงให้ 1. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่แยกรูปแยกนาม 2.ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่เห็นปัจจัยของรูปนาม 3 สัมมสนญาณ ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ 4.อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่เห็นการเกิดดับของรูปนาม 5.ภังคญาณ ปัญญาที่เห็นเฉพาะการดับของรูปนาม 6.ภยญาณ ปัญญาที่เห็นภัยของรูปนาม 7.อาทีนวญาณ ปัญญาที่เห็นโทษของรูปนาม 8.นิพพิทาญาณ ปัญญาที่เกิดความเบื่อหน่ายในรูปนาม 9.มุญจิตุกัมยตาญาณ ปัญญาที่คิดจะหลุดพ้นจากรูปนาม 10.ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่หาทางหลุดพ้นจากรูปนาม 11.สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาที่วางเฉยในรูปนาม 12.อนุโลมญาณ ปัญญาที่เห็นอริยสัจ 4 13.โคตรภูญาณ ปัญญาที่ข้ามเข้าสู่การบรรลุธรรม 14.มัคคญาณ ปํญญาที่ทำหน้าที่ประหารกิเลส 15.ผลญาณ ปัญญาที่เป็นความสุขอันเกิดจากการประหารกิเลสเรียบร้อยแล้ว 16.ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่เห็นกิเลสที่หายไปจากตน และกิเลสที่หลงเหลืออยู่ในตน -- วิปัสสนาญาณนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำสอนของพระสารีบุตร เป็นการลำดับขั้นให้ดูว่าในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้รับผลเป็นขั้นๆ อย่างไรบ้าง -- การจะให้ได้ญาณ 16 สามารถทำได้โดยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือการเจริญสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง -- การปฏิบัติธรรมที่อธิบายมา ผมบอกไม่ได้หรอกว่าทำถูก หรือทำผิด ต้องอธิบายรายละเอียดวิธีฝึกมาว่าเวลามีสติอยู่กับปรมัตถ์นั้นทำใจอย่างไร ทำความรู้สึกอย่างไร
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กรกฏาคม 2552




    1035 อยากปฏิบัติแบบวิปัสสนา
    ตามที่เคยเรียนถามท่านอาจารย์ว่าไปแล้วว่าเป็นสมถะหรือวิปัสสนานั้น ผู้ที่ฝึกใหม่ๆ มักจะทำเป็นแบบสมถะ หากเราจะปฏิบัติเป็นวิปัสสนาจะต้องปฏิบัติแบบไหนถึงจะเป็นวิปัสสนา ครับ
    โดยคุณ ธาตรี chawayong@nipparn.com 20 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  91. คำตอบที่ 1

    -- สำหรับผู้ที่ฝึกใหม่ๆ ถ้าจะดูกายให้ได้ผล ต้องดูกายแบบปรมัตถ์ มีหลักอยู่ 2 อย่างคือ 1. ดูกายทั้งร่างด้วยสติ ให้เห็นท่าทางของกายที่ปัจจุบันว่าอยู่ในท่าใด ไม่ดูเฉพาะส่วนที่เคลื่อนไหว ไม่ดูเฉพาะมือ ไม่ดูเฉพาะเท้า ให้ดูทั้งร่าง 2. ต้องดูกายเป็นเหมือนหุ่นยนต์ เป็นเหมือนคนอื่น อย่าให้มีความรู้สึกว่ากำลังดูตัวเอง คือขณะดูกาย ต้องไม่ให้มีความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเราเกิดขึ้น -- แต่การที่จะวางใจหรือทำความรู้สึกให้ถูกต้อง เราจะต้องศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ชีวิต กาย ใจ ให้ดีก่อน ต้องหัดมองภาพพจน์ของชีวิตให้ถูกต้องตามความเป็นจริงก่อน การปฏิบัติจึงจะได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  92. 1.ผมใช้วิธีมองภาพแบบปรมัตถ์ โดยดูรูปภาพพระครับ ผมใช้เวลามองประมาณ 1-5 นาทีครับ ภาพที่เห็นบางครั้งจะเป็นรูปพระลอยออกมาทั้งองค์ บางครั้งเห็นลอยออกมาเฉพาะเศรียร หรือเฉพาะองค์ บางครั้งเห็นเป็นแสงสีเหลือง เรืองรองออกมาครับ โดยผมจะดูวันละ 3-4 ครั้งครับ นอกจากภาพที่เห็นจะรู้สึกว่าจิตใจตั้งมั่น สงบดี บางครั้งพยายามดูเกินไปก็รู้สึกอึดอัด แต่เมื่อรู้ตัวก็วางใจใหม่ มองสบาย ๆ มองให้ชัด สภาวะต่าง ๆที่เล่าข้างตนจะเกิดขึ้นทันที 2.เวลาเดินผมใช้วิธีมองชีวิต กับมองกายสลับกันครับ โดยถ้าเดินเร็ว หรือทำอิริยาบทย่อย เร็ว ๆ จะใช้วิธีมองชีวิต ผลจากการมองรู้สึกว่าจิตใจตั้งมั่นและรู้ตัวอยู่กับอาการต่าง ๆ เวลามีอารมณ์เข้ามากระทบจะรู้อารมณ์เหล่านั้นเพียงเล็กน้อยแล้วก็ดับไปแล้วกลับมารู้อาการที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ๆ ต่อไป เช่น ขณะเดิน ขณะยืน ขณะก้าว จริง ๆแล้วการรู้อารมณ์ต่าง ๆ เราไม่ต้องตั้งใจรู้เพียงแต่รู้เฉย ๆ เหมือนรู้ค่อย ๆ แล้วอารมณ์ต่าง ๆ ก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งขณะเดินรู้สึกเหมือนตัวเองทั้งตัวแตกออกเป็นหลาย ๆคนเดินต่อ ๆกันเพียงชั่วขณะเดียว แต่จุดเสียที่ผมรู้สึกคือ ถึงแม้จะรู้ว่าเวลารู้อาการให้รู้สบาย ๆ ไม่ต้องตั้งใจรู้มาก แต่ก็มักจะตกไปที่ความตั้งใจรู้อยู่เสมอ ๆ เหมือนกับมันเกิดขึ้นเอง โดยสังเกตุจากอาการเกร็งตามอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งเมื่อผมรู้ตัวก็จะทำการวางใจใหม่โดยกลับมารู้แบบผ่อนคลาย อาการเกร็งต่าง ๆก็คลาย แล้วก็จะกลับมาใหม่ เป็นอย่างนี้ตลอด ซึ่งบางครั้งผมก็รู้สึกไม่พอใจในอารมณ์ ผมก็รู้ว่าไม่พอใจ แล้วก็วางใจใหม่ ทำใหม่ ซึ่งต่อมาพอเกิดอาการเกร็งดังกล่าว ก็รู้อาการเฉย ๆ แล้วก็อาการก็คลาย แล้วก็ไปรู้อารมณ์หลักต่อไป 3.เวลานั่ง ตอนนั่งสมาธิเมื่อเริ่มนั่งผมจะรู้สึกทั้งตัว คือรู้ถึงการทรงตัว
    1033 ส่งอารมณ์หลังเข้ากรรมฐานครับ

    ตอบลบ
  93. จากนั้นก็ตามรู้ตามอาการต่าง ๆที่ชัดขึ้นมา เช่น รู้ชัดในลมหายใจ รู้ชัดในการเต้นของหัวใจ รู้ชัดในอาการตึง การเจ็บ หรือ อาการคิด หรืออาการสงบ เมื่ออารมณ์ย่อยเหล่านี้หายไป ผมก็จะกลับมาดูที่การทรงตัวนั่ง ขออธิบายเพิ่มในการทรงตัวนั่ง คือผมไม่ได้รู้สึกถึงร่างกายแต่รู้สึกถึงอาการนั่งครับ ไม่เห็นร่างกาย แต่เห็นอาการ ซึ่งอาการนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมตลอดมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย เมื่อผมนั่งไปนาน ๆจะรู้สึกเจ็บ และอึดอัดบริเวณหน้าอก แต่ใจไม่ได้กระสับกระสาย ผมตามดูอาการเจ็บไป อาการเจ็บเองก็เปลี่ยนแปลงไป บางครั้งเจ็บมาก อึดอัดมาก บางครั้งเจ็บน้อย อึดอัดน้อย บางครั้งก็หายไป และเวลานั่งไปซักพักบางครั้งจะมีอาการเหมือนมีแรงกดที่บริเวณกระหม่อมลงมาจนรู้สึกว่ากดทั้งหน้า กรามกดกันแน่น ฟันล่าง ฟันบนกดกันแน่น ซึ่งผมได้ตามดูอาการไปจนคลาย และบางครั้งอาการนี้ก็เกิดเฉพาะบางส่วน เช่น กรามกดกัน ฟันกดกัน ซึ่งเมื่อรู้ตัวอาการเหล่านี้ก็จะคลายไป แต่บางครั้งถ้าวางใจไม่ถูกจะรู้สึกว่าโทสะเข้า ความไม่ยินดีในอาการเข้าทันที เมื่ออารมณ์เหล่านี้เข้าผมจะรู้อารมณ์แต่เพียงเล็กน้อย แต่จะเข้าไปรู้อาการกดเหล่านั้นเป็นหลัก ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้ความไม่ยินดีพอใจในอารมณ์ก็หายไป แล้วอาการกดก็ค่อย ๆคลาย แล้วก็เกิดอาการอื่นต่อไป 4.ในวันที่ 2 ของการปฏิบัติ ตอนกลางคืนผมปฏิบัติถึงประมาณ เกือบ 3 ทุ่ม แล้วก็ล้มตัวลงนอน จากนั้นก็ฝันครับ และรู้สึกเหมือนตะโกนให้คนช่วยแต่ไม่มีเสียงออกมา พอมีเสียงดังออกมาก็รู้สึกตอน ในขณะที่ตื่นนั้นก็ตามรู้ความรู้สึกทันที(เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ฝัน) คือรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง ขนลุก ดูอย่างนี้ซักพักอาการก็สงบลง ผมก็วางใจไว้ที่อาการนอน เวลาพลิกตัวก็ดูไปเรื่อย ๆ บางครั้งจะรู้สึกเหมือนกับฝัน เมื่อรู้สึกตัวก็กลับมารู้ที่อาการนอนอีก แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งผมรู้สึกตัวดี และไม่ได้ฝัน อยู่ ๆ ก็รู้สึกเห็นภาพ ต่าง ๆ ลอยขึ้นมา เช่นภาพพระพุทธรูป หรือภาพคนที่เรารู้จัก ประมาณ 2-3 ภาพ เมื่อเห็นภาพ ภาพแต่ละภาพก็เปลี่ยนรูปไป เหมือนกับตอนที่ผมมองภาพแบบปรมัตถ์ แต่ผมไม่ได้ลืมตามองนะครับ หลังจากนั้นก็เกิดความกลัว กลัวว่าจะเห็นภาพตลอด จึงพยายามวางใจไว้ที่อาการนอน ซึ่งอาการเห็นภาพก็ดับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็คงมีหลับไปบ้างและรู้ตัวบ้าง จนประมาณตีห้าครึ่ง จึงลุกขึ้นมาเดิน โดยไม่รู้สึกอ่อนเพลีย หรืออยากจะนอนต่อ เพียงแต่ตั้งความรู้สึกว่า ถ้ามันจะเพลียหรือง่วงก็จะนอน โดยไม่เสียดายการปฏิบัติ ขอความกรุณาอาจารย์ด้วยนะครับ

    ตอบลบ
  94. คำตอบที่ 1

    -- 1. การมองภาพแบบปรมัตถ์ ถือว่าใช้ได้แล้ว ควรหัดมองภาพอื่นๆ รอบข้าง เช่น รถ ตึก โต๊ะ เก้าอี้ ใบหน้าตนเองในกระจก เพื่อให้เกิดความเคยชินกับการมองภาพแบบปรมัตถ์ -- 2. การดูกาย ดูชีวิต ต้องเน้นอย่าให้มีความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเรา ควรแก้ไขเรื่องการเกร็ง เดิมเราฝึกผิดในลักษณะที่ว่าเวลาเราตั้งใจมาก เพ่งมาก จะเกิดการเกร็ง ซึ่งที่จริงในการฝึกใหม่ๆ เราต้องหัดเพ่งโดยไม่เกร็ง ถ้าเราฝึกถูก เราก็จะสามารถเพ่งโดยไม่เกร็งได้ แต่เราฝึกผิดในช่วงแรกๆ เวลาเพ่ง จึงเกิดอาการเกร็ง เราต้องเข้าใจว่า การเพ่งกับการเกร็งเป็นคนละเรื่องกัน เราสามารถเพ่ง ด้วยอาการที่เป็นปรกติได้ เราสามารถตั้งใจ จดจ่อ ด้วยอาการที่เป็นปรกติได้ เราต้องหัดวางใจใหม่ โดยหัดเพ่ง ตั้งใจ จดจ่อ โดยไม่มีอาการเกร็งในส่วนใดๆ ของร่างกาย หัดให้ถูกบ่อยๆ คือให้ร่างกายผ่อนคลายแต่ใจจดจ่อ ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง -- 3. มีอาการอย่างไร เกิดขึ้น ก็จ้องดูมันเฉยๆ นั้นถูกต้องแล้ว อย่าไปกลัว อย่าไปสงสัย อย่าคิดมาก อย่าอยากให้มันหายไป จ้องดูมันเฉยๆ -- 4. เวลาเห็นภาพอะไร มีอาการอะไรแปลกๆ ก็อย่าไปคิดมาก เดี๋ยวจิตจะปรุงแต่งเป็นเรื่องยาว ให้เรารับรู้เฉยๆ พยายามสร้างเหตุ คือทำวิปัสสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็แล้วกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กรกฏาคม 2552
    โดยคุณ อาสวะกิเลส 20 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  95. 1032 การนั่งสมาธิไม่ได้เลย
    การปฎิบัติธรรมโดยการเจริญสติในชีวิตประจำวัน แต่เราไม่ได้ทำสมาธิควบคู่ไปด้วย จะได้ไหมค่ะ เพราะตัวดิฉันเองไม่สามารถนั่งสมาธิแล้วสงบเลยค่ะ ขอเรียนถาม อ.ค่ะ
    โดยคุณ ดาว 20 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำสมาธิโดยการนั่งหลับตา จะได้ผลเฉพาะบางคนเท่านั้น ส่วนมากจะไม่ได้ผล ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิก็ได้ แต่การเจริญสติในชีวิตประจำวันต้องทำด้วยสมาธิที่แรง จึงจะได้ผล ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องทำวิปัสสนาที่มีสมาธิแรง ชดเชยแทนการนั่งสมาธิ เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ ดูกายแบบปรมัตถ์ อย่างผมเองก็ไม่ได้นั่งสมาธิ ผมใช้วิธีมองภาพแบบปรมัตถ์แทน โดยทำตอนเช้า กับก่อนนอน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กรกฏาคม 2552




    1030 เรามีวิธียังไงบ้างครับที่จะไปถึงฌาน 14 โดยประหารกิเลส
    เรามีวิธียังไงบ้างครับที่จะไปถึงฌาน 14 โดยประหารกิเลส ฌานแต่ละขั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้างครับ
    โดยคุณ โต๋เต๋ 18 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  96. คำตอบที่ 1

    -- ฌาน ซึ่งเกิดจากการทำสมาธิ หรือทำวิปัสสนา มี 4 ขั้น ส่วน ญาณ เกิดจากการทำวิปัสสนา มี 16 ขั้น ไม่ทราบว่าถามเรื่อง ฌาน หรือ ญาณ ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 กรกฏาคม 2552




    1029 สมถะหรือวิปัสสนา
    เรียนถามท่านอาจารย์ว่าขณะนี้กำลังฝึกสติโดยดูตัวเองทั้งร่างให้รู้สึกเฉพาะส่วนที่อวัยวะเคลื่อนไหวเท่านั้นให้มีความคิดน้อยที่สุดแบบนี้เป็นสมถะหรือวิปัสสนาครับ ขอบพระคุณครับ
    โดยคุณ ธาตรี 18 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สำหรับคนที่ฝึกใหม่ๆ ปรกติการฝึกแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย วางใจเป็นสมถะทั้งสิ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 กรกฏาคม 2552




    1028 อุปสรรค
    การมีความรัก หรือมีครอบครัว เป็นอุปสรรค ในการปฎิบัติธรรมให้บรรลุหรือไม่ครับ
    โดยคุณ บอย bunnysad@hotmail.com 16 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สำหรับคนส่วนใหญ่ การมีความรัก หรือมีครอบครัว เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผลอยู่แล้ว แต่คนที่มีความรัก หรือมีครอบครัว ถ้ารู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็สามารถปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผลได้เช่นกัน เพียงแต่ยากกว่า ช้ากว่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 กรกฏาคม 2552




    1023 เข้ากรรมฐาน 3 วัน
    ผมจะเข้ากรรมฐานวันศุกร์ที่ 17-วันอาทิตย์ที่ 19 กค. 2552 นี้(ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกระทันหัน) ผมขอคำแนะนำในการปฏิบัติครับ เนื่องจากการไปเรียนปฏิบัติกับอาจารย์ ทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องเข้ากรรมฐานก็ได้ แต่พอมีเวลาเยอะ ๆเลยไม่แน่ใจว่าจะจัดสรรอย่างไรดี ขอความกรุณาด้วยนะครับ
    โดยคุณ อาสวะกิเลส 14 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในการไปเข้ากรรมฐาน เราก็ต้องฝึกตามที่เขากำหนด เขาให้ทำอย่างไร เราก็ทำไปอย่างนั้น เพียงแต่ว่าให้เราวางใจให้ถูก วางใจให้เป็นวิปัสสนาตามที่เรียนมาก็แล้วกัน เช่นถ้าอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ ก็ให้เอาสติดูชีวิต ถ้าเดินจงกรม ให้เอาสติดูกาย นั่งสมาธิ ให้มีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่ละความยินดียินร้ายในสมมุติ ถ้ามีเวลาว่าง ก็อาจมองภาพแบบปรมัตถ์ เวลากินข้าว ก็มีสติอยู่กับรสอาหารแบบปรมัตถ์บ้าง มีสติดูชีวิตที่กำลังกินข้าวบ้าง ลองอ่านที่ผมตอบคุณ จีรนันท์ หัวข้อ “ถามเรื่องการปฏิบัติ” เพิ่มเติมนะครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  97. 1022 การมองแบบปรมัตถ์
    ดิฉันได้เรียนกับอาจารย์มา 2 อาทิตย์แล้ว มีปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมองแบบปรมัตถ์ คือตั้งใจมองอย่างไรก็ไม่สามารถมองได้ แต่ทำไม่เวลายืนอยู่หน้าภาพที่อาจารย์ให้มาแล้วมอง เห็นภาพสั่น ทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งใจมอง แต่พอเวลาตั้งในมองกลับมองไม่เป็นปรมัตถ์สักครั้ง เกี่ยวกับปัญหาการมองหรือเปล่า เพราะดิฉันใส่แว่นตา ( สายตาเอียง ) หรือว่าอยู่กับระยะห่างในการยืน แต่ก็ทำตามที่อาจารย์สอนทุกอย่าง คือ มองภาพโดยร่วม ไม่ตีความ ไม่สายตามมอง หาจุดกึ่งกลางในการมอง
    โดยคุณ รุ่งนภา 14 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ลองจัดบรรยากาศในการมองภาพดู เช่น วางภาพในที่มีแสงสว่างมากหน่อย เพื่อให้เห็นภาพเด่นชัด ลองมองใกล้กว่าเดิม หรือมองให้ไกลกว่าเดิม เผื่อจะดีขึ้น ให้ลองสนใจความนิ่งของภาพ หรือสนใจความขาวของภาพ เพื่อให้เห็นปรมัตถ์ได้ง่ายขึ้น พยายามทำตอนที่มีความตื่นตัว เช่นหลังอาบน้ำ อย่าทำตอนง่วง บางที่เราทำที่เงียบๆ คนเดียว ทำไม่ได้ แต่ทำในที่มีคนอยู่ด้วย อาจทำได้ เพราะเราจะรู้สึกตื่นตัว มีความตั้งใจทำมากขึ้น -- ถ้ายังทำไม่ได้ ให้ลองเปลี่ยนเป็นมองอย่างอื่น เช่นมองพุ่มไม้ ช่อดอกไม้ แต่ต้องเป็นภาพนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว อาจมองตู้โชว์ ชั้นวางหนังสือ ผ้าม่านที่มีลวดลาย หมอนที่มีลวดลาย ถ้ามองภาพไหนได้ง่าย ได้ดี ก็เอาภาพนั้นมาเป็นหลักในการฝึกมอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  98. 1017 ถามเรื่องการปฏิบัติ
    อาจารย์คะ ดิฉันได้มีโอกาส ไปปฏิบัติธรรมที่สำนักปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับพองหนอ ยุบหนอ ดิฉันรู้สึกอึดอัดมาก ที่ต้องกำหนดทุกๆ อย่าง การกำหนดยังไม่เท่าไร ที่หนักหนาสาหัส คือการที่ต้องทำอะไรช้าๆ เช่นการทานข้าวมื้อหนึ่ง ใช้เวลานานมาก การกราบพระ การเดิน การนั่ง และอื่นๆ ดิฉันเกิดอาการเวียนศีรษะจะอาเจียร ต้องหยุดปฏิบัติหลายครั้ง วิทยากรบอกว่าสภาวะธรรมเกิด ดิฉันไม่เข้าใจค่ะ ดิฉันพยายามจะทำความเข้าใจให้ได้ว่า การทำช้าๆ หรือการกำหนดเหล่านั้นทำไปเพื่ออะไร เพราะดิฉันไม่เข้าใจการอธิบายของวิทยากร (พูดง่ายๆ คือดิฉันยังไม่เห็นผลจากการปฏิบัติในแนวนั้น) ดิฉันเข้าอบรมกับอาจารย์ ดิฉันเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน และนำมาปฏิบัติอยู่ จึงอยากจะเรียนถามอาจารย์เรื่องการปฏิบัติแบบการกำหนดอริยาบท ในแนวพองหนอ ยุบหนอ เพื่อเป็นความรู้ด้วยค่ะ และอยากเรียนรบกวนช่วยกรุณาเปรียบเทียบการปฏิบัติในแนวของท่านอาจารย์ กับแนวการปฏิบัตินี้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
    โดยคุณ จีรนันท์ hattaporn@ji-net.com 12 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การปฏิบัติธรรมให้ได้ผลอยู่ที่การทำใจ การวางใจ หรือการทำความรู้สึกให้ถูก ถ้าเราทำใจ วางใจ หรือทำความรู้สึกไม่ถูก ก็จะไม่ได้ผลเป็นธรรมดา เช่นถ้านั่งสมาธิ เอาสติจับที่ท้องพองยุบ ปรกติเราจะมีสติอยู่กับท้องพองยุบแบบปรมัตถ์ได้ยาก ก็ให้ใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดียินร้ายในสมมุติ เช่นถ้าเห็นท้องพองยุบชัด รู้สึกดีใจ แสดงว่าเรายินดี ก็ให้ทำใจใหม่ คือให้ละความยินดีนั้นเสีย พยายามทำใจเฉยๆ นิ่งๆ ถ้ารู้สึกอึดอัด เกิดความหงุดหงิด ไม่พอใจขึ้นมา แสดงว่าเรามีความยินร้าย ก็ให้ทำใจใหม่ คือให้ละความยินร้ายนั้นเสีย ให้รู้ชัดในความอึดอัด แล้วพยายาม ทำใจเฉยๆ ทำใจนิ่งๆ ไม่ว่าจะมีความรู้สึกอย่างไร ก็ให้รู้ชัดอย่างเดียว อย่ายินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่า จะเป็นความปวด เมื่อย คัน สงบ เย็น โล่ง ก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ -- การทำอะไรช้าๆ เพื่อให้สมาธิแรง ถ้าทำเร็ว สมาธิจะอ่อน ขณะกินข้าว เราก็ควรฝึกเอาสติอยู่กับรสแบบปรมัตถ์ เขาให้ทำช้านั้นดีแล้ว เพราะเราจะมีสติอยู่กับรสอาหารได้ดีขึ้น เวลาเราเดินจงกรม เราก็อาจจะเอาสติดูกายแบบปรมัตถ์ ก็ได้ โดยแทนที่จะดูเฉพาะที่เท้า ก็ให้ดูทั้งร่าง ทำความรู้สึกว่ากายนี้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ แล้วเราก็ดูท่าทาง ดูการเคลื่อนไหวของมัน เวลาที่เราอยู่พักผ่อน มีคนอยู่หลายคน เราก็เอาสติดูชีวิต ดูชีวิตอื่นบ้าง ดูชีวิตตนเองบ้าง ดูกลุ่มของชีวิตบ้าง -- ที่เรารู้สึกอึดอัดเพราะเราไม่ปฏิบัติวิปัสสนาตามที่เรียนมา ให้กลมกลืนกับรูปแบบที่เขาฝึก ที่เขาให้ทำ จึงรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกอึดอัด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  99. 1013 สั่งซื้อหนังสือแล้วค่ะ
    เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ได้สั่งซื้อหนังสือและได้โอนเงินไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ทราบจะได้รับหนังสือเมื่อไรค่ะ (ได้แฟ็กซ์ ชื่อ-ที่อยู่ไปแล้วค่ะ) ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ คุณภัสสร แก้วกุล 10 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมถามพนักงานของบริษัทมรรคผล แจ้งว่าได้ส่งหนังสือไปให้แล้วครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  100. 1010 ขอบคุณครับ
    ผมสามารถไปปฏิบัติที่บริษัทมรรคผล ได้เฉพาะช่วงที่อาจารย์เปิดสอนใช่ไหมครับ หรือสามารถไปในช่วงเวลาอื่นที่อาจารย์ไม่ได้เปิดสอนได้ด้วยครับ
    โดยคุณ อาสวะกิเลส aneksom@yahoo.com 9 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอให้มาวันเสาร์ช่วง 10.00-12.00 น. ครับ ถ้าจะมาเสาร์ที่ยังไม่ได้เปิดสอน ขอให้โทรนัดล่วงหน้าว่าจะมาครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 กรกฏาคม 2552




    1007 ที่ผมได้ถามความเห็น เรื่อง วันสิ้นโลก 2012 นั้น จุดประสงค์ก็คือว่า
    ผมเองก็ไม่ได้เชื่ออะไรมากมายหรอกครับ แต่ ผมจะเชื่อไว้ส่วนหนึ่ง ตรงที่ว่า ความหายนะของโลก มันได้คืบคลาน เข้ามาทุกวินาที แล้ว ดังนั้นผมก็เลย อยากจะถาม คนทั้งโลกว่า 1.วิถีทางดำเนินของโลก ปัจจุบัน มีอะไรผิดหรือไม่ 2.ทำไม ข่าวแบบนี้ออกมา แล้วคนทั่วโลก ยังเฉย หรือว่า เป็นเพียงแค่ ข่าวโคมลอย หลอกเด็ก 3. ข่าวนี้ น่าจะทำให้ ทัศนคิต การมองโลก ของ คนทั้งโลกได้มาตระหนัก ว่า ควรมีการเปลี่ยนแปลง วิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ว่ามันควรทีจะถึงเวลา การเปลี่ยนจริงๆ แล้ว หรือยัง
    โดยคุณ ศานติภาพ พรประภากร human_develop@Yahoo.com 7 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  101. คำตอบที่ 1

    -- 1. วิถีทางดำเนินชีวิตของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน ผิดอยู่แล้ว และผิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง คนจะล้มตายกันเป็นจำนวนมาก คนที่รอดชีวิต คิดได้ จึงเปลี่ยนการดำเนินชีวิตในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ จนถึงยุคพระศรีอาริย์ -- 2. ข่าวถูกต้องบางส่วน คือโลกจะแย่ลง แต่ผิดบางส่วน คือไม่ใช่โลกแตกในช่วงนี้ -- 3. ปัจจุบันคนฉลาด ก็พยายามเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นอยู่แล้ว แต่ในโลกปัจจุบันมีคนโง่มากกว่าคนฉลาดหลายเท่า และจะมีคนโง่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้โลกเสื่อมลงตามลำดับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 กรกฏาคม 2552




    1006 ความกลัว
    ถ้าเรากลัวพวกสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์ดุร้าย ไม่กล้าจับหรือเข้าไป รวมทั้งผี วิญาณ ในขณะที่บางคนไม่กลัวเป็นเพราะอะไรคะ เราเคยทำกรรมกับพวกเขาเหล่านี้ไว้หรือเปล่า ถ้าจะตัดความกลัวให้ได้ เรามีวิธีการปฏิบัติธรรมอย่างไรบ้างคะ แล้วอาจารย์ยังมึความกลัวเหลืออยู่บ้างหรือเปล่าคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ เก๋ 7 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  102. คำตอบที่ 1

    -- ความกลัวเป็นกิเลส เป็นโทสะ การกลัวผี กลัวงู ไม่ได้เป็นเพราะเราเคยทำกรรมกับเขามา แต่เป็นเพราะเรามีความหลังฝังใจ หรือมีจินตนาการที่ไม่ดีกับสิ่งเหล่านั้นมาก จึงทำให้กลัวสิ่งนั้นมากเป็นพิเศษ ปรกติคนที่มีพื้นฐานสมาธิดี มักจะเป็นคนกล้าหาญ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ไม่ค่อยกลัวอะไร ส่วนคนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี มักขลาด หวาดกลัวง่าย ตื่นเต้นง่าย ตกใจง่าย ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ผล ความกลัวจะลดลง ไม่ค่อยตื่นเต้น ไม่ค่อยตกใจ ถ้าเป็นอรหันต์เมื่อไหร่ ถึงจะไม่มีความกลัวเลย -- ผมก็ยังมีความกลัว ความตื่นเต้น ตกใจ อยู่ เพียงแต่มีปริมาณน้อย แต่ถ้าขณะนั้นทำวิปัสสนาได้ผล ควบคุมจิตได้ ก็จะไม่กลัว ไม่ตื่นเต้น ไม่ตกใจ เช่นเดียวกับนักปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ ถ้าเขาทำวิปัสสนาได้ผล ขณะนั้นกิเลสก็เข้าปรุงแต่งจิตของเขาไม่ได้เหมือนกัน -- สรุปว่าถ้าไม่อยากมีความกลัว ก็ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 กรกฏาคม 2552




    1002 ขอถามอาจารย์ต่อนะครับว่า ที่อาจารย์บอกว่า ช่วงนี้โลกไม่แตกแน่นอน แต่จากข่าว วันสิ้นโลก ปี 2012
    นักวิทยาศาสตร์ องค์การ นาซ่า เขาได้ค้นพบข้อมูล มาว่า เป็นจริงได้ (ผมรู้จากที่อื่นมา ) ยังมีอีก จาก ไอแซค นิวตัน ได้เขียนจดหมาย วันสิ้นโลกปี 2060 เหตุผลง่ายๆ ที่ผมเห็นว่า เป็นได้มาก เพราะ สภาวะปัจจุบันของโลกก็ มีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เห็น ลางๆ แล้วครับ ขอความเห็นจากอาจารย์อีกนะครับ หรั่ง รุ่นน้องอุตสาหการ บางมด
    โดยคุณ ศานติภาพ พรประภากร human_develop@Yahoo.com 5 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมเองไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรอก แต่ผมเชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร ผมก็กล่าวไปตามนั้น ผมไม่เคยคิดว่าหมอจะวินิจฉัยโรคได้ถูกทุกครั้ง ต้องมีถูกบ้าง ผิดบ้าง ผมไม่เคยคิดว่านักวิทยาศาสตร์จะทำนายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ถูกทุกครั้ง ต้องมีถูกบ้าง ผิดบ้าง ลองคิดดูซิว่าองค์การนาซ่า ยังทำนายไม่ได้เลยว่าจรวดที่กำลังส่งไปในอวกาศจะระเบิดหรือไม่ เรื่องเล็กๆ แค่นี้ยังทำนายไม่ได้เลย แล้วคิดหรือว่าจะทำนายโลกได้ เมื่อก่อนก็มีการทำนายว่าโลกจะแตกมาแล้วหลายครั้ง เมื่อถึงเวลา โลกก็ยังไม่แตก เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ทำนายว่าน้ำมันจะหมดโลกอีก 50 ปี ข้างหน้า ปัจจุบันน้ำมันก็ยังมีอยู่ -- นักวิทยาศาสตร์บอกว่า สมัยก่อนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากบนผิวโลก ทำให้ไดโนเสาร์ ต้องสูญพันธุ์ โลกก็ยังไม่แตก อยู่มาได้อีกตั้งหลายล้านปี ทำไมเราจึงคิดว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นอยู่นี้ จะทำให้โลกแตกได้ภายใน 3 ปี เล่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  103. 999 ขออนุญาตถามอาจารย์ว่า โลกพระศรีอาริย์ มีโอกาสเป็นจริงได้หรือไม่
    ช่วงเวลานี้ ผมได้ข่าวเกี่ยวกับ โลกแตก หลายข่าวมาก อย่างข่าวล่าสุดปี 2012 ที่ใกล้จะถึงนี้ แล้วก็มีคนบอกว่า โลกกำลังรอ พระศรีอาริยะเมตไตรย กลับมาเกิด เพื่อช่วยให้โลกพ้นภัย แห่งความหายนะอยู่ ไม่ทราบว่า อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
    โดยคุณ ศานติภาพ พรประภากร human_develop@Yahoo.com 4 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องพระศรีอาริย์ มีในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ชัดเจนว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 และเป็นองค์สุดท้ายใน กัลป์นี้ (ช่วงเวลาตั้งแต่โลกกำเนิดขึ้น ถึงเวลาที่โลกแตกสลายไป 1 ครั้ง เรียกว่า 1 กัลป์ ) ยุคพระศรีอาริย์ เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุขัย ประมาณ 80000 ปี เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่ช่วงนี้แน่นอน คงอีกหลายล้านปี เพราะฉะนั้นช่วงนี้โลกยังไม่แตกแน่นอน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 4 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  104. 995 ขอส่งสภาวะครับ
    อาจารย์ครับผมเคยเรียนกับอาจารย์แล้ว อยากจะขอส่งอารมณ์ ดังนี้ครับ 1. ผมได้ใช้วิธีดูภาพแบบปรมัตถ์บ้างตามที่อาจารย์ให้ภาพมา โดยจะใช้เวลาดูสั้น ๆ แต่ภาพก็เคลื่อนไหวมาก รวมทั้งมีลักษณะสว่าง และขยายออก หรือหดเข้าในบางครั้ง นอกจากนั้นก็รู้สึกถึงความตั้งมั่น และนิ่ง ซึ่งผมได้ใช้วิธีนี้ในการดูภาพต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันด้วยครับ ซึ่งลักษณะดังกล่าวก็เกิดขึ้นเร็วเช่นกัน แต่ผมอยากจะถามเพิ่มเติมคือ ผมใช้วิธีนี้กับการมองเข้าไปในกายเหมือนกับรู้กายรวม ๆ แต่มันไม่ได้รู้แค่ภายนอก ในขณะที่มองอยู่นั้น จะรู้ทั้งกาย และใจสลับกันไป โดยเมื่ออารมณ์เกิดตรงนั้นก็รู้ตรงนั้นครับ เช่น บางครั้งจะรู้สึกเหมือนร่างกายมีการเต้นเป็นจุดย่อย ๆตามตัว และเมื่อรู้สึกเฉย ๆ ยินดี หรือไม่ยินดี เด่นขึ้นมาก็จะรู้มาตามรู้ว่าความสึกที่เด่นชัดขึ้นมา โดยไม่ได้เพ่งจ้อง จากการทำอย่างนี้ผมรู้สึกว่า จิตตั้งมั่นมากขึ้น และอารมณ์ต่าง ๆที่มากระทบจิตก็ดับไปเร็วขึ้น ไม่ทราบว่าทำอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ 2.ในการตามรู้กาย และตามรู้ชีวิต ผมจะใช้ในชีวิตประจำวัน มีความรู้สึกว่า จิตจะนิ่ง ๆไม่สั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ หรือถ้ามากระทบก็จะกลับมานิ่งได้ไม่อยาก แต่เมื่อมีอารมณ์รุนแรงมากระทบ ผมจะเปลี่ยนมาดูการเกิดดับของอารมณ์แทน เช่น เมื่อเกิดความไม่พอใจ ก็จะตามรู้อารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้งจะเกิดแรง แล้วดับ ซักพักก็จะเกิดขึ้นมาแต่แรงน้อยกว่าเดิม แล้วก็ดับ เห็นอย่างนี้ไปแต่ละขณะ เมื่อดับก็เกิดอารมณ์อื่นขึ้นมาแทรก แต่เท่าที่ดูบางจะสังเกตุว่า ถ้าผมไม่ตั้งใจมาก พยายามดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมาดูอาการของกายรวม ๆ ด้วยจะทำให้อารมณ์โกรธนี้หายไปเร็ว แล้วไม่เวียนกลับมาบ่อย ๆ ด้วย แต่การจะดูแบบพอดี ๆ หรือดูแบบตั้งใจเราก็กำหนดกฎเกณฑ์ไม่ได้ใช่ไหมครับ เราแค่รู้ตัวเมื่อเราตั้งใจดูเกินไป เราก็รู้ตัวว่าตั้งใจดูเกินไปใช่ไหมครับ 3.อาจารย์ผมอยากเรียนวิธีการทำฌานครับ ไม่ทราบว่าผมจะสามารถทำไปพร้อมกับการทำวิปัสสนาได้ไหมครับ หรือวิธีการที่อาจารย์สอนก็คือการทำทั้งวิปัสสนา และฌาน แล้วครับ 4. จากการมองภาพ ผมพบปัญหาอย่างหนึ่งครับ ผมรู้สึกปวดตาครับ ในการมองภาพแบบนี้เราควรใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในการทำต่อครั้ง ครับ
    โดยคุณ อาสวะกิเลส 2 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  105. -- 1. การฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ที่ทำอยู่ถือว่าใช้ได้แล้ว คือทำเป็นแล้ว มีความชำนาญพอสมควรแล้ว งานของเราคือฝึกให้ดีขึ้น ด้วยการสนใจภาพให้มากขึ้น แนบแน่นขึ้น ให้ต่อเนื่องนานขึ้น อย่าให้ขาดช่วง พยายามสร้างเหตุให้มากๆ ส่วนผลที่ปรากฏ เราเอามาเป็นเพียงตัวเช็คว่าเราทำได้ดีมากน้อยเพียงใด อย่าไปสนใจมันมากนัก เช่นภาพมันจะเลื่อน จะเล็ก จะใหญ่ ก็อย่าไปสนใจมันมากนัก เพียงให้รู้ว่าที่ภาพมันเลื่อนได้ เพราะเราทำได้ดี ใจ ล็อคอยู่กับภาพได้ดีเท่านั้น เวลาเห็นภาพชัดแล้ว สว่างมากแล้ว นิ่งมากแล้ว ก็พยายามให้ใจจดจ่ออยู่กับภาพให้มากกว่าเดิม เพื่อให้เห็นภาพชัดกว่าเดิม สว่างกว่าเดิม นิ่งกว่าเดิม พยายามทำวิปัสสนาให้มีกำลังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าทำดีกว่านั้นไม่ได้ ก็ให้พยายามทำสภาพนั้นให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่าทำมากจนเครียด จนล้า จนปวดตา นี่คือการเดินทางสายกลาง คำว่าทางสายกลาง ไม่ใช่ทำพอประมาณ ไม่เพ่งมาก แต่คำว่าทางสายกลาง หมายถึงทำให้มาก เพ่งให้มาก แต่อย่าถึงกับล้า ถึงกับเครียด ถึงกับปวดตา -- การฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะทำให้การฝึกมอง แข็งแกร่งขึ้น การมองภาพลาย เป็นเหมือนการหัดว่ายน้ำในน้ำนิ่ง เราทำได้ง่าย แต่เราไม่แกร่ง การหัดมองภาพอื่น เป็นเหมือนการหัดว่ายน้ำในน้ำเชี่ยว ทำได้ยาก แต่ทำให้เราแกร่งขึ้น อาจหัดมองต้นไม้ พุ่มไม้ มองโต๊ะ มองเก้าอี้ มองกับข้าวที่วางบนโต๊ะ มองรถ มองตึก มองตัวเองในกระจก มองแล้วจะทำให้สมาธิในวิปัสสนามีกำลังขึ้น -- ที่ว่ามองเข้าไปในกายโดยดูกายรวมๆ บางครั้งก็ดูจิตสลับกันไปนั้น เป็นการมีสติอยู่กับชีวิต ซึ่งสติสามารถย้ายที่ได้ตลอด อันไหนดูชัด เห็นชัด ก็ดูตรงนั้น ที่ไม่ได้เพ่งจ้องเพราะสติมันย้ายที่อยู่เรื่อย จึงไม่มีเวลาที่สติจะไปตั้งมั่นอยู่ที่ใดที่หนึ่ง อันนี้เป็นการดูชีวิต ไม่ใช่ดูกาย ถ้าดูกาย สติจะเพ่งที่กายอย่างเดียว ไม่สนใจจิต ไม่สนใจอารมณ์ ไม่สนใจสภาพแวดล้อม -- เมื่อฝึกมีสติดูชีวิตแล้ว รู้สึกว่าจิตตั้งมั่นมากขึ้น และอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบจิตก็ดับเร็วขึ้น แสดงว่าฝึกมีสติดูชีวิตเป็นแล้ว ทำได้ดีพอสมควร ควรหัดมองชีวิตตนเอง มองชีวิตคนรอบข้างให้ชัด จับสภาพของชีวิตตามที่เรียนมาให้ชัดเจน โดยให้มองเป็นมุมกว้างๆ มองให้เห็นสภาพแวดล้อมด้วย เช่นเห็นชีวิตตื่นขึ้น ลุกจากเตียง เดินออกจากห้องนอน เดินผ่านโต๊ะกินข้าว ผ่านชีวิตหนึ่ง เดินเข้าห้องน้ำ คือหัดมองให้เห็นการทำงานของชีวิต ทั้งเรา และคนรอบข้าง โดยดูสภาพแวดล้อมด้วย -- 2. ที่ว่าในการตามรู้ชีวิต เมื่อมีอารมณ์รุนแรงมากระทบ ก็เปลี่ยนมาดูการเกิดดับของอารมณ์แทน เช่น เมื่อเกิดความไม่พอใจ ก็จะตามรู้อารมณ์ นี้คือการทำวิปัสสนาแบบมีสติดูจิต แต่เนื่องจากการวางใจไม่ดี ไม่มีการเพ่งที่จิตแบบปรมัตถ์ล้วนๆ จึงได้ผลน้อย แต่เมื่อมาดูอารมณ์ด้วย ดูกายรวมๆ ด้วย นั้นคือการทำวิปัสสนาแบบมีสติดูชีวิต ซึ่งเราวางใจได้ดีกว่า จึงได้ผลมากกว่า แต่เราเข้าใจผิดไปว่าตอนแรกที่ดูจิตนั้นเราดูแบบตั้งใจ จึงไม่ได้ผล ตอนดูชีวิต เราดูแบบพอดีจึงได้ผล อันที่จริงเราตั้งใจทั้งสองครั้งแหละ แต่ตอนแรกตั้งใจดูจิต ( การดูจิตให้ได้ผลปรกติต้องใช้สมาธิมาก ) แต่วางใจไม่ค่อยถูก ส่วนตอนหลังเราตั้งใจดูชีวิต ( การดูชีวิตให้ได้ผล ปรกติ ใช้ปัญญามาก ใช้สมาธิน้อย ) แต่วางใจถูก -- ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เราต้องตั้งใจดูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้มี
    คำตอบที่ 1

    ตอบลบ
  106. สมาธิแรงที่สุด การปฏิบัติธรรมก็จะได้ผลเร็วที่สุด ไม่ใช่ทำไปเรื่อยๆ ทำด้วยสมาธิพอประมาณ อย่างนี้คงบรรลุธรรมยาก เพียงแต่ว่าเราอย่าทำจนเหนื่อย จนล้า จนเครียด และขณะดูก็ต้องวางใจให้ถูก ถ้าจะดูจิต ก็ต้องไม่ดูอย่างอื่น คือต้องไม่ดูชีวิต ต้องไม่ดูกาย ให้ทำแบบเดียว -- 3. การทำฌาน ทำได้ 2 แบบ คือหนึ่ง ทำสมาธิ โดยวิธีใดก็ได้ เช่น เอาสติอยู่ที่ลมหายใจ เอาสติอยู่ที่ท้องพองยุบ แล้วทำวิปัสสนาในขณะทำสมาธินั้น โดยใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดียินร้ายในสมมุติ การทำแบบนี้ใช้ได้กับคนที่มีพื้นฐานสมาธิดีเท่านั้นจึงจะได้ผล กับแบบที่สอง ทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ แต่ต้องทำด้วยสมาธิที่แรง เช่นมองภาพ ก็ต้องตั้งใจมองภาพให้ สมาธิแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเอาสติดูกาย ก็ต้องให้สติจดจ่ออยู่ที่กายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าทำดีๆ สมาธิก็อยู่ในขั้นฌานได้ มีปีติ สุข เหมือนกับคนนั่งสมาธิได้เหมือนกัน การฝึกแบบที่สองนี้ จะใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะมีพื้นฐานสมาธิดี หรือไม่ดีก็ตาม และมักจะได้ผลเร็วกว่าแบบแรกเสมอ -- 4. การมองภาพแบบปรมัตถ์ ใช้เวลามองครั้งละ 1 – 2 – 3 นาที ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ถ้าใครมอง 2 นาที แล้วไม่ปวดตา ก็ให้มอง 2 นาที ถ้ามอง 2 นาทีแล้วปวดตา ก็มองนาทีเดียว ปรกติผมจะให้ทำสลับกันไป เช่น มองภาพ 2- 3 นาที ดูกาย 3 - 4 นาที สลับกันไป ถ้าทำอย่างนี้ เราก็จะไม่ปวดตา -- ผมขอแนะนำให้ฝึกในแต่ละวันแบบนี้ ตอนเช้า มองภาพแบบปรมัตถ์ (ต้องมองทุกวันอย่าให้ขาด เพราะทำให้สมาธิมีกำลังมาก ) หรืออาจทำสลับกับการดูกายก็ได้ถ้ามีเวลา ในชีวิตประจำวัน ให้ดูชีวิตเป็นหลัก ดูชีวิตนี้บ้าง ชีวิตอื่นบ้าง ทั้งชีวิตนี้และชีวิตอื่นบ้าง ถ้าจำเป็นต้องพูดคุย ต้องใช้ความคิด ต้องทำงานที่ซับซ้อน ต้องลงลึกในเรื่องราว ไม่สามารถมีสติดูชีวิตได้ ก็ให้ใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือตั้งใจรู้ชัดในเรื่องราวที่พูดคุย เรื่องราวที่คิด เรื่องราวในงาน แต่เพียรละความยินดียินร้ายในเรื่องราวเหล่านั้น ถ้าว่างจากเรื่องราว คือไม่ได้พูดคุย ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำงาน เราก็เอาสติมาอยู่ที่ฐานหลัก คือชีวิตต่อ แล้วเราก็ดูชีวิตไปเรื่อยๆ ตอนกลางคืน ถ้ามีเวลา ก็ฝึกมองภาพ ดูกาย เพื่อให้สมาธิแรงขึ้น ทำอย่างนี้ทุกวัน แล้วดูผลการปฏิบัติว่าก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด ถ้าไม่ก้าวหน้า ก็ต้องหาสาเหตุ ว่าเราสร้างเหตุผิดตรงไหน ถ้าหาไม่เจอ แก้ไขไม่ถูก ก็ถามมาได้ ผมยินดีตอบให้ -- อันที่จริงคุณควรมาฝึกที่บริษัทมรรคผลบ่อยๆ จะได้มีความก้าวหน้าเร็วขึ้น

    ตอบลบ
  107. โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  108. 994 ผู้ที่ผ่านโสดาบัน ขึ้นไป มีโอกาสเกิดวิปัสสนูกิเลสอีกหรือไม่ครับ

    โดยคุณ 2 กรกฏาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหน ก็มีวิปัสสนูกิเลสเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่ไม่รู้วิธีปฏิบัติวิปัสสนาที่ถูกต้อง หลงทาง ติดอยู่ ข้องอยู่ ทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า แต่ผู้ที่รู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะรู้ในเหตุในผล ว่าอย่างไรถูกทาง อย่างไรผิดทาง เมื่อมีวิปัสสนูกิเลสเกิดขึ้น ก็รู้ว่าควรจะทำใจอย่างไร ทำให้ไม่ติดอยู่ ไม่ข้องอยู่ ไม่หลงทาง การปฏิบัติวิปัสสนาก็จะก้าวหน้าต่อไปได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กรกฏาคม 2552

    ตอบลบ
  109. 993 รู้สภาวะจิต
    ถ้าชาตินี้เราสามารถรู้ถึงสภาวะจิต เช่น การเกิดดับของสภาวะจิต แต่ไม่ได้บรรลุโสดาบัน แล้วชาติต่อไป จะง่ายในการปฏิบัติไหมครับ แล้วจะเกิดอบายได้ไหมครับ
    โดยคุณ 30 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าชาตินี้เห็นการเกิดดับของสภาวะจิตมาก ก็มีบารมีมาก โอกาสที่ชาติหน้าจะง่ายต่อการปฏิบัติก็มีสูง ถ้าชาตินี้เห็นการเกิดดับของสภาวะจิตน้อย ก็มีบารมีน้อย โอกาสที่ชาติหน้าจะง่ายต่อการปฏิบัติก็น้อย -- มีโอกาสเกิดในอบายได้ ถ้าในชาตินี้ทำบาปมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 กรกฏาคม 2552




    992 การสร้างพระพุทธรูป
    เรียนถามท่านอาจารย์ว่า การสร้างพระพุทธรูปโดย จ้างช่างสร้างฐานตั้งองค์พระก่อน แล้วไปบูชาองค์พระที่ร้านสังฆภัณฑ์มาตั้งไว้บนฐานพระ ถามว่าจะต้องมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา หรือไม่ หรือว่าสร้างเสร็จเราก็อธิฐานจิตได้เลย ไม่ต้องทำพิธีกรรมได้หรือไม่
    โดยคุณ ธาตรี 30 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ทำได้ 3 ทางครับ คือให้คนที่มีอาชีพด้านนี้ เช่นคนที่รับทำพิธีตั้งศาลพระภูมิ มาทำ ซึ่งจะเป็นลักษณะแบบพิธีพราหมณ์ หรือให้พระมาทำพิธีทางศาสนา หรือไม่ เราก็ทำเองโดยใช้วิธีอธิษฐานจิต ขึ้นอยู่กับความพอใจของเราเอง ว่าจะเลือกแบบไหน ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม มีสมาธิดีพอสมควร ก็ใช้แบบหลังได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  110. 990 อยากเรียนปฏิบัติธรรมกับอ.ค่ะ
    คนอยู่ต่างจังหวัด ไม่สามารถไปเรียนกับ อ.ได้เลย จะทำอย่างไรดีคะ
    โดยคุณ ดาว 29 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คงต้องยอมลงทุนมากรุงเทพฯ เพื่อเรียน 4 เสาร์ ถ้าไม่ได้ 2 เสาร์ ก็ยังดี แต่ถ้ามาไม่ได้ก็ คงต้องซื้อหนังสือ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ไปอ่าน โดยตั้งใจอ่าน ตั้งใจทำความเข้าใจ อ่านหลายๆ หน และตั้งใจฝึก โดยหัดวางใจ หัดทำความรู้สึก ให้ถูกต้องตามที่หนังสือบอกไว้ -- มีหลายคนอยากให้ผมทำ แผ่นซีดี สอนการปฏิบัติธรรมออกมา แต่ผมก็ยังไม่มีเวลาที่จะทำ ถ้าทำเสร็จ ก็อาจใช้วิธีฝึกจากแผ่นซีดีได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มิถุนายน 2552




    976 พระอรหันต์
    เมื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์หลังจากที่ตายไปแล้ว จิตจะไปอยู่ที่ไหน จิตจะดับไปเลยหรือเปล่าคะ และสภาพจิตของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ฯลฯ แล้วมีอารมณ์เป็นอย่างไรคะ ยังมีความรู้สึก หิว เจ็บ ร้อน หนาว ฯลฯ ในส่วนของขันธ์ 5 อยู่ใช่หรือเปล่าคะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 22 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ปัจจุบัน จิตในตัวเราก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่มีจิตหนึ่งเกิดขึ้น ทำงานช่วงเวลาสั้นๆ แล้วดับไป แล้วมีจิตใหม่เกิดขึ้นมาแทน ทำงาน แล้วก็ดับไป ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนตาย ขณะที่คนธรรมดาตาย จิตสุดท้ายที่ดับไปในกายนี้ จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิตใหม่ในกายที่เกิดใหม่ทันที แล้วก็มีจิตเกิดดับเกิดดับในกายใหม่ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด -- ส่วนพระอรหันต์ ขณะตาย ( เรียกว่า นิพพาน ) จิตสุดท้ายที่ดับในกายของพระอรหันต์ จะดับสูญ คือไม่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิตใหม่ในกายอื่นอีก -- สภาพจิตของพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่ ก็จะเหมือนกับคนทั่วไป ยกเว้นไม่มีกิเลสปรุงแต่งจิตเท่านั้น คือไม่โกรธ ไม่ดีใจ เสียใจ ไม่กังวล ไม่ฟุ้งซ่าน ส่วนความรู้สึกต่างๆ ก็เหมือนกับคนทั่วไป เช่น มีความรู้สึก หิว เจ็บ ร้อน หนาว เหนื่อย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มิถุนายน 2552


    975 ความไม่สบายใจ
    เมื่อมีคนพูดว่าเราในเรื่องไม่ดีทำให้เราเกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวล ฟุ้งซ่าน ทั้งทีเราอาจจะไปพูดหรือว่าเขาก่อน เราควรลืมเรื่องทั้งหมดที่เขาพูดแล้วเอาสติมาดดูชีวิต กาย หรือจิต ว่าขณะนี้มันเป็นอย่างไร มันไม่ใช่จิตของเราที่กำลังไม่สบายใจอยู่ใช่หรือเปล่าคะ อาจารย์ช่วยแนะนำในวิธีในกการปฏิบัติให้ด้วยคะ ขอบพระคุณมากคะ
    โดยคุณ นิว 22 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การดับความกลุ้ม ความกังวล ทำได้ด้วยการทำวิปัสสนาซึ่งมีหลายวิธี เช่นเราอาจจะมีสติอยู่กับเรื่องราว รู้ชัดในเรื่องราว ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องราวก็ได้ เอาสติดูชีวิตก็ได้ เอาสติดูกายก็ได้ เอาสติดูจิตก็ได้ แต่ไม่ว่าจะทำวิธีใด สิ่งสำคัญคือเราต้องทำเป็น ทำถูก และต้องมีสมาธิดีพอสมควร จึงจะทำได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  111. 974 วางใจหรือความรู้สึกอย่างถูกวิธี
    ตอนนี้กำลังฝึกการมีสติอยู่กับกาย ตามที่เคยอ่านหนังสือของอาจารย์ ว่าให้ทำความรู้สึกว่าเราเป็นห่นยนต์หรือว่ากำลังมองดูตัวเองจากภายนอกไม่ใช่ผู้ลงมือทำ แต่มองหรือพยายามทำความรู้สึกอย่างไรก็ยังทำความรู้สึกนั้นไม่ได้เสียที ทำทีไรก็คือเราเป็นคนทำอยู่นั้นเอง มีวิธีคิดอย่างไรให้ได้ผลชัดเจนขึ้นไม่ค่ะ
    โดยคุณ รุ่งนภา maintenance@thaisanei.co.th 22 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การปฏิบัติธรรมต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน ต้องทำจากง่ายไปหายาก คุณควรฝึกมีสติอยู่กับการเห็นแบบปรมัตถ์ ให้เป็นก่อน โดยหัดมองภาพรวม มองโดยไม่ตีความ ถ้าทำเป็นแล้ว ก็ฝึกมีสติอยู่กับชีวิต แล้วค่อยฝึกมีสติดูกาย ที่ต้องหัดมองภาพแบบปรมัตถ์ให้เป็นก่อน เพราะการมองภาพแบบปรมัตถ์ เป็นการทำวิปัสสนาที่ง่ายที่สุด และมีสมาธิแรงมาก เมื่อมองเป็นแล้ว เราก็จะเข้าใจปรมัตถธรรมดีขึ้น ว่ามีลักษณะอย่างไร วางใจอย่างไรปรมัตถธรรมจึงจะเกิด และสมาธิของเราก็จะดีขึ้นด้วย ทำให้การปฏิบัติวิปัสสนาแบบอื่นง่ายขึ้น -- สาเหตุที่ผมเปิดสอนการปฏิบัติธรรม ก็เพราะคนส่วนใหญ่ เมื่ออ่านหนังสือของผมแล้วลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง มักจะวางใจไม่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ อาจวางใจถูกเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปฏิบัติไม่ค่อยได้ผลกัน คงต้องรอมาเรียนวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2552 นี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มิถุนายน 2552




    973 ศีลข้อ 4 ทำไมรักษายากจังครับ
    ศีลข้อ 4 ทำไมรักษายากจังครับ พูดโกหก ผมก็เคยทำ พูดส่อเสียด ผมไม่ค่อยทำ พูดคำหยาบ ผมก็เคยบ้าง พูดเพ้อเจ้อ จะเป็นแบบพูดล้อเล่น ยิ่งเราเป็นฆราวาส เราก้ยิ่งไม่รู้ตัว แล้วขอถามนะครับว่า ถ้าเราโกหก พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ โดยพิมพ์ข้อความทางอินเตอร์เน็ต ถือว่าผิดศีลไหมครับ
    โดยคุณ 21 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  112. คำตอบที่ 1

    -- ความดี คนชั่วทำยาก คนดีทำง่าย ความชั่ว คนดีทำยาก คนชั่วทำง่าย เรื่องนี้แล้วแต่บุคคล เราอาจรักษาศีลข้อ 4 ยาก แต่บางคนรักษาศีลข้อ 5 ยาก ศีล 5 เป็นเพียงข้อกำหนดหยาบๆ เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า มีศีล 5 แล้วดี เช่นเรามีศีล 5 แต่โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย มันก็ไม่ดีเหมือนกัน เราควรเน้นที่ความดี ความชั่ว ดีกว่า -- การโกหกหลอกลวง ไม่ว่าจะทางคำพูด ทางจดหมาย หรือทางอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ต่างกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มิถุนายน 2552



    969 สติอยู่กับธรรม
    ตอนเช้าลองยืนอยู่หน้าโต๊ะแต่งตัวยืนพิจารณาร่างกายว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา มีแต่ของเสียเป็นที่เก็บของเสีย สักวันจะเสื่อมแก่ไม่เที่ยง สักพักพอเงยหน้ามองดูตัวเอง รู้สึกว่าตัวเราเองกำลังมองดูกลับมา เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เลยรู้สึกตกใจกลัว แต่พยายามข่มความกลัวแล้วมองกลับ รู้สึกคนที่อยู่ในกระจกยังมองกลับมาอยู่ แต่ก็ยังเห็นเป็นร่างกายปกติไม่ได้เห็นอะไรน่ากลัว ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
    โดยคุณ รุ่งนภา 19 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การพิจารณาว่ากายนี้ไม่ใช่เรา โดยไม่ใช่การคิด แต่เป็นการทำความรู้สึก อันนี้เป็นวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญา การพิจารณาว่ากายนี้ มีแต่ของเสีย เป็นที่เก็บของเสีย สักวันจะเสื่อม แก่ ไม่เที่ยง อันนี้เป็นการพิจารณาธรรม ซึ่งผมจัดเป็นสมถกรรมฐาน ทำให้จิตสงบ ทำให้ไม่รักกาย หลงกาย คลายความยึดมั่นในกาย ที่มีความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเรา นั้นเป็นผลของวิปัสสนา แต่มีกำลังของสมถะช่วย ทำให้วางใจได้ดี จึงตกใจกลัว ที่ตกใจกลัวเพราะมันเป็นความรู้สึกที่ผิดปรกติ เป็นความรู้สึกที่แปลกมาก ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน อันนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้นมากๆ ถ้าเกิดขึ้นบ่อย อีกหน่อยก็ชินไปเอง ทีหลังเราก็จะมีความรู้สึกว่าสภาพธรรมนี้เป็นสภาพธรรมดา ไม่ใช่ของแปลก ที่เราตกใจกลัว มีความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้สมาธิเสื่อมลง วิปัสสนาจึงไม่เกิด เราก็เลยมีความรู้สึกเหมือนปรกติทั่วไป -- ในการปฏิบัติธรรมใหม่ๆ เราจะเห็นธรรมเป็นช่วงสั้นๆ เป็นเสี้ยววินาที แล้วก็เสื่อมไป ที่เสื่อมไปเพราะเราจะรู้สึกแปลก รู้สึกสงสัย ทำให้สมาธิเสื่อมลง เมื่อสมาธิเสื่อมลง วิปัสสนาก็ย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา เพราะสมาธิคือกำลังของวิปัสสนา แต่ถ้าเราทำชำนาญขึ้น เราก็จะไม่ค่อยรู้สึกแปลก ไม่ค่อยสงสัย เราก็จะเห็นธรรมต่อเนื่องได้นานขึ้นเป็นหลายวินาที เป็นหลายนาที
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  113. 964 สงสัย...
    เวลานั่งสมาธิแล้วเกิดญาณขึ้นขณะนั้นถือว่าสมาธินิ่ง แต่เราสามารถคิดในขณะนั้นได้หรือไม่ จะหลุดจากสมาธิหรือไม่ คิดเกี่ยวกับสติอยู่กับกาย ไม่ได้คิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น
    โดยคุณ รุ่งนภา 18 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าวิปัสสนามีกำลังมากแล้ว เราสามารถทำอย่างอื่นควบคู่ไปได้ เช่นเราสามารถคิด สามารถพูดคุยได้ แต่สติจะตั้งอยู่ 2 ที่ ทำให้สมาธิไม่สูงมากเท่ากับตั้งอยู่ที่เดียว การทำอย่างนี้จะใช้สำหรับคนที่ทำวิปัสสนาชำนาญแล้วเท่านั้น คนที่หัดใหม่ๆ จะทำได้ยาก เหมือนกับคนที่หัดขับรถจนชำนาญแล้ว ย่อมสามารถขับรถไปด้วย พูดคุยไปด้วยได้ แต่สำหรับคนที่หัดขับรถใหม่ๆ ย่อมไม่สามารถที่จะขับรถไปด้วย พูดคุยไปด้วยได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 มิถุนายน 2552




    963 ปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง
    มีอยู่ช่วงหนึ่งใช้วิธีปฏิบัติตามดูกายขณะทำงาน ทำได้2-3 วันรู้สึกมีสติมากขึ้น แต่พอถึงวันหยุดได้ไปเที่ยวเลยไม่ได้ทำต่อเนื่องกลับมาวันจันทร์รู้สึกสติที่เคยตามดูหายไปไม่ต่อเนื่องเหมือนเคย ทำให้รู้สึกขี้เกียจทำต่อไป ทำไม่รู้สึกเป็นเช่นนั้น
    โดยคุณ เอ 18 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  114. คำตอบที่ 1

    -- เป็นปรกติของนักปฏิบัติธรรมอยู่แล้วที่บางวันทำได้ดี บางวันทำไม่ได้เรื่อง พอปฏิบัติธรรมชำนาญขึ้น การทำให้ได้ดี ก็ง่ายขึ้น ผมมักจะสอนให้นักปฏิบัติธรรม ทำวิปัสสนาซ้อนวิปัสสนาเสมอ คือในการทำวิปัสสนา วันไหนทำได้ดี ก็ ให้รู้ชัดว่าทำได้ดี อย่าดีใจ วันไหนทำได้ไม่ดี ก็ให้รู้ชัดว่าทำได้ไม่ดี อย่าเสียใจ ขณะใดทำได้ดี ก็อย่าดีใจ ให้ทำใจเฉยๆ ขณะใดทำได้ไม่ดี ก็อย่าเสียใจ ให้ทำใจเฉยๆ คือให้รู้ชัดในการปฏิบัติ แต่เพียรละความยินดียินร้าย ในผลของการปฏิบัติ ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าต่อไปได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 มิถุนายน 2552




    962 อาการอย่างนี้คืออะไร
    เวลานั่งอ่านข้อความในคอมพิวเตอร์นาน ๆ ( ข้อความเกี่ยวกับธรรมะ ) โดยตั้งใจอ่านนาน ๆ จะรู้สึกเหมือนขนหัวลุก ศรีษะจะเบา ๆ อาการแบบนี้เรียกว่าสมาธิได้หรือไม่ค่ะ
    โดยคุณ เอ 18 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การที่ขนหัวลุก หัวเบา ขณะอ่านข้อความเกี่ยวกับธรรมะ เกิดได้จาก 2 ลักษณะ คือ 1. เกิดจากการที่เราชอบธรรมะ ได้อ่านข้อความที่ชอบ ลึกซึ้ง กินใจ ทำให้เราขนหัวลุก หัวเบา ก็ได้ แบบนี้ไม่จัดว่าจิตเป็นสมาธิ 2. เกิดจากขณะที่เราอ่าน เราเพียรรู้ชัดในข้อความ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในข้อความ ซึ่งก็เป็นการเจริญวิปัสสนาแบบหนึ่ง ถ้าทำได้ผล จิตก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิ อาจมีขนหัวลุก หัวเบา มีปีติ มีสุข เกิดขึ้นได้ -- ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเป็นแบบแรกมากกว่า สำหรับคุณเอ ต้องเทียบเคียงดูเอาเองว่าเป็นแบบไหน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 มิถุนายน 2552




    961 เรียกว่าอะไร.....สงสัย
    ตอนนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเบาสบายเรียกว่าเข้าสมาธิแล้วใช่หรือไม่ หลังจากนั้นลองนั่งดูกายตอนเข้าสมาธิคิดว่าเป็นแค่ร่างกายไม่ใช่เรา ลองขยับแขนดูรู้สึกว่าเบา แต่มีความรู้สึกว่าขยับแขนอยู่เรียกว่ากายเห็นกายได้หรือไม่ แต่พอออกจากสมาธิลืมตาแล้วลองขยับแขนใหม่ความรู้สึกไม่เหมือนเดินคือ รู้สึกว่าเราเป็นคนขยับแขนเอง ไม่รู้สึกเบาเหมือนตอนเข้าสมาธิ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
    โดยคุณ รุ่งนภา maintenance@thaisanei.co.th 18 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ตอนนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเบาสบาย ถ้าอยู่ในสมาธิได้ง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรมากนัก ก็จัดเป็นฌานที่ 1 แต่ถ้ายังต้องตั้งใจมาก ก็ยังไม่อยู่ในฌาน ขณะดูกาย ถ้ามีความรู้สึกว่ากายนี้ไม่ใช่เรา กายนี้เป็นเหมือนคนอื่น กายนี้เป็นเหมือนตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้ารู้สึกอย่างนี้ ก็แสดงว่าเห็นกายในกาย หรือเห็นกายตามความเป็นจริง หรือเห็นอนัตตาในกาย เห็นความไม่มีตัวตนในกาย พอลืมตาแล้วเอาสติดูกาย มีความรู้สึกเป็นตัวตน เพราะเราไม่ชินกับการทำสมาธิขณะลืมตา เมื่อลืมตาสมาธิจึงเสื่อม -- คนส่วนมากที่ฝึกสมาธิด้วยการหลับตา มักจะมีสมาธิดีขณะหลับตา แต่สมาธิจะไม่ดีตอนลืมตา ส่วนคนที่ฝึกสมาธิขณะลืมตา ด้วยการเจริญสติอยู่ในอิริยาบถต่างๆ มักจะมีสมาธิดีตอนลืมตา แต่สมาธิจะไม่ดีตอนหลับตา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 มิถุนายน 2552




    956 เป็นอนันตริยกรรม จิงหรือเป่าครับ
    พ่อคนหนึ่งนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลและรักษามาเนิ่นนาน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เพราะอาการป่วยเรื้อรัง ร่างกายขยับไม่ได้ พูดจาไม่ได้ ไม่รู้สึกตัว แต่ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ลูกหวังดีไม่อยากให้พ่อทรมาน อยากช่วยให้พ่อได้พ้นทุกข์ทรมาน ได้บอกหมอให้ถอดสายอ๊อกซิเจนออก เพื่อให้พ่อตาย จะได้พ้นทุกข์ นี่แหละครับ ลูกนั้นได้ทำ อนันตริยกรรม คือฆ่าพ่อ ไปแล้ว เขาบอกว่าเป็นอนันตริยกรรม จิงหรือเป่าครับ
    โดยคุณ 17 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  115. คำตอบที่ 1

    -- การกระทำอย่างนั้น ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเป็นอนันตริยกรรมหรือไม่ ตามความเห็นของผม เห็นว่าขึ้นอยู่กับสภาพจิตของเขาขณะนั้น ถ้าเขาทำด้วยความหวังร้ายก็อาจเป็นอนันตริยกรรมได้ แต่ถ้าหวังดีก็ไม่น่าเป็นอนันตริยกรรม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอรหันต์ เห็นพ่อป่วยหนัก ไม่รู้สึกตัว อยู่ได้ด้วยการให้ออกซิเจน ก็อาจจะให้หมอถอดสายออกซิเจนออกก็ได้ เพื่อให้พ่อไปเกิดในที่ใหม่ ถามว่าอรหันต์ท่านนั้นทำบาปหรือไม่ ทำอนันตริยกรรมหรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะขณะทำ ไม่มีกิเลสปรุงแต่งจิต ฉะนั้นจะบาปมากบาปน้อย จะเป็นอนันตริยกรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจตนาของลูกที่มีต่อพ่อมากกว่า -- การให้ออกซิเจนมี 2 ลักษณะ อย่างหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ให้ฟื้น กลับมามีชีวิตเป็นปรกติ กับอีกอย่างหนึ่งเพื่อยืดเวลาตายออกไป คือถ้าไม่ให้ออกซิเจน คนไข้ก็จะตายตามปรกติ แต่ถ้าให้ออกซิเจนก็จะยืดเวลาตายให้ช้าลง แต่ไม่สามารถทำให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาอีก คือยังไงก็ตายแน่นอน ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเราพิจารณาดูในอีกแง่มุมหนึ่ง จะเห็นว่าไม่ใช่การฆ่า แต่เป็นการหยุดการยืดเวลาตายออกไป ในทางกฎหมายจึงไม่เอาผิดกับผู้ที่ถอดสายออกซิเจน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 17 มิถุนายน 2552




    953 สัมมาสมาธิ
    สวัสดีค่ะ อาจารย์ ขอเรียนถามว่า สัมมาสมาธิ มันเป็นอย่างไรคะ ขอความกรุณาอย่าตอบแบบพระไตรปิฎกนะคะ เอาตามประสบการณ์ที่อาจารย์เ้ข้าใจค่ะ และอาจารย์มีวิธีฝึกไปสู่ สัมมาสมาธิ ได้อย่างไรคะ
    โดยคุณ แมกโนเลีย 15 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น เพื่อการประหารกิเลส เพื่อการบรรลุมรรคผล เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นพร้อมกับศีลและปัญญาในขณะทำวิปัสสนาได้ผล เป็นสมาธิที่ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณ ต่างกับมิจฉาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิที่ไม่เป็นไปในสิ่งเหล่านี้ ผมมักจะกล่าวว่า สัมมาสมาธิ คือสมาธิแบบพระพุทธเจ้า มีฤทธิ์ได้ ทำจิตให้หลุดพ้นได้ มิจฉาสมาธิ คือสมาธิแบบฤาษี มีฤทธิ์ได้ แต่ทำจิตให้หลุดพ้นไม่ได้ -- ลักษณะของสัมมาสมาธิในการปฏิบัติ เช่น ขณะที่เรากินอาหารที่เราชอบ ปรกติกินร้อยครั้ง ก็อร่อยร้อยครั้ง แต่ถ้าเราเจริญวิปัสสนากรรมฐานในขณะกินอาหารที่เราชอบ โดยเพียรเอาสติอยู่ที่รสของอาหารเพียงอย่างเดียว รับรู้รสรวมๆ รสอาหารเป็นอย่างไร ก็รับรู้ไปตามนั้น ไม่แยกแยะรส ไม่ตีความในรสว่าเป็นรสของอะไร ถ้าการปฏิบัติธรรมได้ผล เราก็จะรู้รสชัด แต่ไม่รู้สึกว่าอาหารอร่อย ความอร่อยหายไป -- ขณะนี้ได้ชื่อว่ามีศีล-สมาธิ- ปัญญา เกิดขึ้นพร้อม ที่ว่ามีศีล เพราะมีกายสงบ วาจาสงบเป็นปรกติ ได้ชื่อว่ามีสมาธิ เพราะสติตั้งมั่นอยู่แต่รสล้วนๆ ไม่ตั้งอยู่ที่อื่น ที่เรียกว่ามีปัญญา เพราะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าในอาหารมีแต่รสชาติ ไม่มีความอร่อยอยู่จริง ความอร่อยอยู่ที่จิตที่ไปปรุงแต่งให้เกิดกิเลสเอง ซึ่งขณะกินอาหาร เราสามารถรับรู้รสโดยไม่ปรุงแต่งให้เกิดความอร่อยก็ได้ คนทั่วไปย่อมเข้าใจว่าความอร่อยอยู่ในอาหาร แต่นักปฏิบัติย่อมเข้าใจว่า ความอร่อยไม่ได้อยู่ในอาหาร -- ก็สติที่ตั้งมั่นอยู่แต่รสล้วนๆ ไม่ตั้งอยู่ที่อื่นเลย นี้แหละเรียกว่า สัมมาสมาธิ ความเข้าใจผิดว่าความอร่อยอยู่ในอาหาร นี้เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิดจากความเป็นจริง ) เรียกว่าอวิชชา ( ความเข้าใจผิด ความรู้ที่ผิด ) ความเข้าใจว่าความอร่อยไม่มีอยู่ในอาหาร เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ( ความเห็นถูกตามความเป็นจริง ) เรียกว่าวิชชา ( ความเข้าใจถูก ความรู้ที่ถูก ) การที่เข้าไปเห็นความจริงนี้เรียกว่า การเห็นธรรม -- วิธีฝึกไปสู่สัมมาสมาธิ ต้องทำอย่างมีขั้นตอน คือต้องศึกษารายละเอียดของการฝึกแต่ละวิธีก่อน ซึ่งก็คือการหัดทำใจ หัดวางใจ หัดทำความรู้สึกให้ถูกต้องของแต่ละวิธี เมื่อศึกษาดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติ เมื่อลงมือปฏิบัติก็จะรู้เองว่าถูกทางหรือผิดทาง เพราะถูก กับผิดให้ผลไม่เหมือนกัน เมื่อทำเป็นแล้ว ทำชำนาญแล้ว เราก็จะรู้ในเหตุในผลของการปฏิบัติเอง ว่าสร้างเหตุอย่างไร ได้ผลอย่างไร เช่นถ้าผมต้องการเห็นกายตามความเป็นจริง ผมก็สร้างเหตุ โดยการเอาสติดูกาย แล้วก็วางใจให้ถูก ถ้าผมวางใจถูก มีสมาธิดีพอสมควร ผมก็จะเห็นธรรม คือเห็นกายตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า เห็นกายในกาย -- การวางใจถูก และมีสมาธิดีพอสมควร คือการสร้างเหตุให้เห็นธรรม การเห็นธรรม ซึ่งเป็นผล ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 15 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  116. 952 วิธีการดูคน
    กราบสวัสดีอาจารย์ที่เคารพค่ะ ทำไมเราถึงโดนคนหลอกบ่อยๆ และมักโดนดูถูกเสมอๆค่ะ จะมีวิธีการศึกษาลักษณะเขาอย่างไร เพื่อไม่ให้โดนหลอก บางครั้งรู้และแน่ใจว่าเขาไม่จริงใจ แต่จะป้องกันความเสียหายอย่างไร ท้งที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรเขา และจริงใจกับทุกคน รบกวนอาจารย์แนะนำด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ นันท์ dana@hotmail.com 14 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่เราโดนหลอกบ่อยๆ โดนดูถูกเสมอๆ เป็นเพราะผลกรรมที่เคยทำไม่ดีในอดีตชาติ ซึ่งเราไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการแก้ไขที่ปัจจุบัน คือเปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนนิสัย ต้องหัดเป็นคนใจแข็ง ไม่ใจอ่อน มีจิตใจมั่นคง หนักแน่น ไม่สงสารคนง่าย ไม่คล้อยตามคนง่าย อย่าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่น ขึ้นอยู่กับคนอื่น หัดมีความคิดเป็นของตัวเอง อย่ารับปากช่วยเหลือคนง่าย อย่าให้ความสนิทสนมกับใครมากนัก ถ้าเปลี่ยนบุคลิก เปลี่ยนนิสัย ให้เป็นคนที่มีจิตใจมั่นคงได้ คนรอบข้างก็จะเกรงเรามากขึ้น จะไม่ค่อยกล้าหลอก กล้าดูถูกเรา -- เราไม่สามารถดูคนได้หรอกว่าคนไหนจะหลอกเรา คนไหนไม่หลอกเรา บางคนเขาไม่ได้ตั้งใจหลอกเราหรอก แต่เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคนหลอกง่าย เขาจึงหลอก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 17 มิถุนายน 2552




    951 จัดการกับจิตใจอย่างไร
    กราบ อาจารย์ค่ะ ดิฉันทำงานกับหัวหน้าซึ่งเคยคุ้นเคยกันมาและคุยกันได้ทุกเรื่อง ภายหลังพี่เขาชวนมาทำงานด้วยกันและเป็นหัวหน้าเรา แต่ว่าเขาจะเอาสิ่งที่เราแสดงความคิดเห็นทั้งที่ติ ตำหนิ ในสินค้าของผู้เสนอสินค้า ไปบอกกับคู่ค้าเช่น บอกว่าเราบอกว่าสินค้าเขาแย่มากๆ ซึ่งทำให้หลายคนโกรธดิฉัน และเขาไม่อยากทำงานด้วย หัวหน้าจึงดึงงานออกไปทำเอง หัวหน้าบอกว่าถ้าเราพูดว่าสินค้าไม่ดี ก็ต้องยอมรับว่าเราพูด ดิฉันคิดว่าต่อไปนี้ก็จะคิดให้ดีก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกไป แต่อืดอัดมาก และคนที่เราทำงานด้วยก็รังเกียจค่ะ ทั้งที่เป็นเรื่องงานและดิฉันก็ทำไปตามหน้าที่ เราต้องเลือกสิ่งที่ดีและสมราคาให้กับบริษัท แต่กลับกลายเป้นอีกอย่างไป ทราบมาว่าหัวหน้าเคยบอกคู่ค้าไม่ให้ติดต่อกับเพื่อนที่เคยทำงานตำแหน่งนี้ก่อนที่ดิฉันจะมาทำ เพราะไม่ชอบเขาค่ะ จะระมัดระวังอย่างไร และจำทำใจให้สบายได้อย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ส้ม thara@thaimail.com 14 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ระมัดระวังด้วยการให้รู้นิสัยของหัวหน้า ของเพื่อนร่วมงาน ว่าคนไหนมีนิสัยอย่างไร รู้ว่าหัวหน้านิสัยไม่ดี ก็อย่าไปคลุกคลีมากนัก ติดต่อสนทนาก็เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ไม่ควรคุย ไม่ควรปรึกษาในเรื่องส่วนตัว เพื่อนคนไหนนิสัยดี ก็ควรคบ เพื่อนคนไหนนิสัยไม่ดี ก็ไม่ควรคบ ในทุกบริษัทมักมีคนดี และคนไม่ดี คละเคล้ากันไป แต่คนไม่ดีมักมีมากกว่า เนื่องจากมีการแข่งขันชิงดีชิงเด่น เพื่อให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่น ฉะนั้นการพูดคุย การนินทา การออกความเห็น จึงต้องระวัง -- จะทำใจให้สบายได้ ก็ด้วยการปฏิบัติธรรม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  117. 948 อยากทราบว่า หนังสือที่ทำขึ้น เหมือนกับที่ลงในwordที่มี 87 หน้าไหมครับ
    หนังสือที่ทำขึ้น เหมือนกับที่ลงในเวป ที่มี 87 หน้าไหมครับ
    โดยคุณ 13 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- หนังสือที่บริษัทมรรคผลมีจำหน่าย มีอยู่ 2 เล่ม คือ "วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน" กับ"อาจารย์ ชวยง พิกุลสวัสดิ์ ตอบปัญหาธรรม" เนื้อหาจะเหมือนกับที่มีอยู่ในเวบ www.nipparn.com ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 มิถุนายน 2552




    947 วิธีตรวจสอบไหมว่าบบรลุโสดาบันแล้วหรือยัง
    เนื่องจากเราอยู่ในสมัยที่พระศาสดาปรินิพพานไปแล้ว สมมุติเราเจริญภาวนาแล้วเหมือนเกิดโสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผลแล้ว...เราเองก็รู้สึกว่า ไม่แน่ใจว่าจะบรรลุหรือไม่ หรือโดนกิเลสมันหลอกเอา..(มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าตัวเองบรรลุอันนี้เยอะมากๆๆ) เรามีวิธีประเมินอย่างไรครับ
    โดยคุณ หน่อง overmib@gmail.com 12 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบ เพราะถ้าเราสมาธิดี สภาพจิตก็เหมือนกับอริยบุคคลเหมือนกัน การบรรลุมรรคผลแต่ละครั้ง มีลักษณะที่เห็นได้ชัดก็คือ เราเพียรดับกิเลส กิเลสก็ดับได้ง่าย จนในที่สุดการดับกิเลสก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ มีความสุขอยู่สักพักหนึ่ง ถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ กิเลสก็เข้าครอบงำจิตอีก แต่กำลังของกิเลสต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ไม่เคยกำเริบอย่างแต่ก่อนอีกเลยแม้เสี้ยววินาทีเดียวตลอดไป ขณะบรรลุธรรมใหม่ๆ เราจะรู้สึกว่าแปลก ว่าดี เหมือนคนย้ายบ้านไปอยู่ในบ้านใหม่ที่ดีกว่า จะรู้สึกแปลกๆ อย่างนั้น พอนานไป ความรู้สึกแปลกก็ลดลง เพราะเราชินกับสภาพจิตใหม่ แต่จะอย่างไรก็ตาม สภาพจิตเก่าก็ไม่เคยโผล่ให้เราเห็นอีกเลย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 มิถุนายน 2552



    946 อยากปฏิบัติ...ควรเริ่มอย่างไรก่อน
    ดิฉันจะไปเริ่มเรียนในวันที่ 4 กรกฏาคม 2552 ตอนนี้เลยอยากทราบแนวทางในการปฏิบัติก่อน เพื่อฝึกทำรอก่อนการเรียนจริง ขอหัวข้อ 1.สติอยู่กับกาย 2. สติอยู่กับเวทนา 3.การมีสติอยู่กับกาย สามารถใช้แนวปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน ( ทำสมาธิแนวเคลื่อนไหว )
    โดยคุณ รุ่งนภา maintenance@thaisanei.co.th 12 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าอธิบายคงยาวมาก ขอให้ไปดูในหนังสือ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน ก็แล้วกันครับ มีทุกวิธี อาจดูในเวบไซท์ หรือสั่งซื้อหนังสือที่บริษัทมรรคผล ถ้าจะฝึกให้เป็นลำดับขั้น ควรศึกษาเรื่องปรมัตถ์- สมมุติ- กิเลส ให้ดีก่อน รายละเอียดอยู่ในหน้า 16 จากนั้นก็เริ่มฝึกมองแบบปรมัตถ์ ( การมีสติอยู่กับเวทนาทางตา) รายละเอียดอยู่ในหน้า 83 อาจใช้เวลาหนึ่งวัน หรือ สองสามวัน เมื่อมองภาพแบบปรมัตถ์เป็นแล้วจึงฝึกวิธีอื่นต่อ คือฝึกการมีสติอยู่กับชีวิต การมีสติอยู่กับกาย การมีสติอยู่กับเวทนาทางทวารอื่นๆ เช่น ฟังเสียงแบบปรมัตถ์ รู้รสแบบปรมัตถ์ แล้วค่อยฝึกมีสติดูจิตในภายหลัง แต่ละวิธีก็มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือแล้ว -- การมองภาพแบบปรมัตถ์ ถือว่าเป็นด่านแรกของการฝึก ถ้าทำเป็นแล้ว ก็จะสามารถฝึกแบบอื่นได้ง่ายขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  118. 944 การปฏิบัติธรรมในแนวท่านสอน..โดยย่อเน้นอย่างไร...
    เป็นการปฏิบัติด้านกาย หรือ ใจ ครับ... แล้วท่านถนัดสอนด้านไหน กายหรือ ใจ หรือ... อื่นที่ถนัด ผมกำลังปฏิบัติ ก็ยังไม่ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว..แต่.ก็ยังมีใจ ใฝ่ธรรมอยู่.... เคยไปปฏิบัติธรรมในระยะเวลาไม่นาน แค่ 3 วัน .. แต่ปฏิบัติตามแบบที่ตนเอง... อยู่ทุกวัน วันละไม่นาน ประมาณ 5 นาที ก่อนนอน ...
    โดยคุณ ภาส prapas12@hotmail.com 11 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมสอนโดยเน้นการวางใจ การทำใจ หรือการทำความรู้สึกให้ถูกต้อง เพราะนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไม่รู้วิธีวางใจที่ถูกต้อง จึงปฏิบัติไม่ได้ผล เช่น ขณะนั่งสมาธิ ถ้าเราวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนา สามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่ถ้าวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็เป็นเพียงสมาธิแบบฤาษี ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ ขณะที่เราดูโทรทัศน์ ถ้าวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนาได้ ถ้าวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีสมาธิดีเท่านั้น ขณะที่เราเอาสติดูกาย ถ้าวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนาได้ ถ้าวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีสมาธิดีเท่านั้น ขณะที่เราเอาสติดูจิต ถ้าวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนาได้ ถ้าวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีสมาธิดีเท่านั้น ขณะที่เราเอาสติดูชีวิต ถ้าวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนาได้ ถ้าวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีสมาธิดีเท่านั้น ในการรับรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ เช่น ขณะมองภาพ ขณะฟังเสียง ถ้าเราวางใจถูก ก็เป็นวิปัสสนาได้ ถ้าเราวางใจผิด ทำได้ดีที่สุดก็แค่มีสมาธิดีเท่านั้น ฉะนั้น ผมจึงเน้นสอนนักปฏิบัติธรรมให้รู้วิธีวางใจให้ เป็นวิปัสสนาที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อรู้วิธีวางใจที่ถูกต้อง และหมั่นฝึกฝน หมั่นทำความเพียร โอกาสที่จะไม่บรรลุมรรคผล ย่อมไม่มี -- ผมถนัดสอนทุกวิธีครับ แต่ผมจะเลือกสอนวิธีที่ง่าย ได้ผลเร็ว ให้กับนักปฏิบัติธรรมทั่วไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 มิถุนายน 2552



    940 ผีหรือวิญญาณ
    อยากสอบถามอาจารย์ว่าทำไมบางคนสามารถมองเห็นผีหรือวิญญาณได้คะ ในขณะที่บางคนมองไม่เห็น เป็นเพราะเขามีจิตสัมผัสสามารถสือถึงกันได้ หรือเพราะเขาทำบุญหรือกรรมร่วมกันมา สาเหตุที่ผีหรือวิญญาณออกมาให้เห็นเป็นเพราะฤทธิ้เดชหรือเปล่า และวิญญาณเหล่านั้นต้องการอะไรคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ นิว 10 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  119. คำตอบที่ 1

    -- แต่ละคนมีพรสวรรค์ มีความถนัด มีบารมี แตกต่างกัน บางคนมีลางสังหรณ์แม่น แต่บางคน ภัยมาใกล้ตัวก็ยังไม่รู้เรื่องอะไร บางคนถูกหวยบ่อย แต่บางคนเล่นหวยเป็น 10 ปี ก็ยังไม่ถูกเลย บางคนเดาใจคนเก่ง แต่บางคนเดาใจใคร ก็ผิดอยู่เรื่อย -- ที่ถามมา มีโอกาสเป็นได้ทั้งนั้น คือ ที่บางคนเห็นผีได้ อาจเป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ มีความสามารถพิเศษ มีจิตสัมผัสได้ สื่อได้ หรือมีความผูกพันกันเป็นพิเศษ หรือผีตนนั้นมีฤทธิ์ เนรมิตกายให้เราเห็น ที่เขามาให้เห็น อาจเป็นเพราะต้องการมาเตือน มาบอกเหตุบ้าง มาขอความช่วยเหลื่อบ้าง มาขอส่วนบุญบ้าง มาแกล้งบ้าง มาแก้แค้นบ้าง สิ่งที่ดีที่สุด ถ้าเราเห็นผี ก็คือ ทำบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญให้เขา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 มิถุนายน 2552




    939 อ. ชวยง พิกุลสวัสดิ์ บรรลุโสดาบันแล้วหรือไม่ครับ
    อ. ชวยง พิกุลสวัสดิ์ บรรลุโสดาบันแล้วหรือไม่ครับ
    โดยคุณ 10 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สูงกว่านั้นครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 มิถุนายน 2552




    936 การฝึกจิตใจ กับอารมณ์
    ตอนนี้ผมฝึกจิตใจเกี่ยวกับอารมณ์ ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ความคิด จะมากระทบความรู้สึกบ่อยครั้ง แต่จะไม่คิด ปล่อยไป และพยายามไม่สนใจ แต่ก็เข้ามาบ่อยเหมือนกัน รู้สึกอารมณ์จะไม่สามารถเข้ามาควบคุมความรู้สึก ตอนนี้ผมถึงขั้นไหนหรอครับ
    โดยคุณ โต๋เต๋ 9 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- จากที่อธิบายมา ยังไม่มีอะไรเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำวิปัสสนาเลย สิ่งที่ทำอยู่เป็นเพียงการฝึกสมาธิเท่านั้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 มิถุนายน 2552

    ตอบลบ
  120. 935 การบรรลุ โสดบัน ใช้เวลา 3 - 4 เดือน จริงหรือไม่
    การบรรลุ โสดบัน ใช้เวลา 3 - 4 เดือน จริงหรือไม่ พอดีเห็นหลายเว็ปบอก และ เกิดอีกไม่เกิน 7 ภพ ไม่มีการตก อบาย นรก จรองหรือเป่าครับ
    โดยคุณ โต๋เต๋ 9 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การบรรลุโสดาบัน อาจใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว หรือหลายปีก็ได้ แล้วแต่บารมีของแต่ละบุคคล เมื่อเป็นโสดาบันแล้ว จะไม่เกิดในทุคติภูมิอีก และ จะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็จะได้เป็นอรหันต์แน่นอน นี่เป็นความเที่ยงของโสดาบัน ซึ่งมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 มิถุนายน 2552




    929 อยากให้เปิดสอนทุกเดือน
    บางเสาร์ไม่ว่างจะได้ไปเรียนของเดือนอื่นแทน อาจจะช้ากว่าคนอื่นแต่ก็ได้เรียนบ้างค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ หลง ccasid@hotmail.com 2 มิถุนายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  121. คำตอบที่ 1

    -- ตั้งแต่เสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป ถ้าไม่มีใครให้เปิดสอน คุณก็อาจนัดให้ผมสอนเป็นครั้งที่ 1 ครั้งเดียวก็ได้ แล้วหาโอกาสมาเรียนเป็นครั้งที่ 2,3,4 ในภายหลัง เพราะครั้งที่ 1 มี่ความสำคัญมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 มิถุนายน 2552



    922 จะทราบได้อย่างไรว่า....
    อ.ชวยงค่ะ รบกวนอ.ช่วยตอบคำถามด้วยค่ะ 1. ดิฉันนั่งสมาธิ จะมีความรู้สึกว่าจิตสงบแล้วมีอาการตัวโอนไปข้างหลัง หรือบางทีรู้สึกเหมือนตัวหนาขึ้นและชาๆไปทั้งตัว ที่ดิฉันรู้สึกใช่ขั้นปิติหรือเปล่าคะ 2. (บริเวณที่อยู่ติดถนนใหญ่ มีรถผ่านไปมาตลอด --- ไม่มีผลต่อการนั่งสมาธิของดิฉัน)ถ้ามีเสียงดังไม่มากมารบกวน เช่น เสียงขวดน้ำดัง เหมือนจะทำให้ดิฉันมีสมาธิมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น) 3.เราจะทราบได้อย่างไรว่า เราถึงฌานขั้นสุขแล้วหรือว่าฌานนั้นตกลงไปแล้ว ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ วราภรณ์ aliedeva@hotmail.com 27 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. ที่มีอาการตัวโอนไปข้างหลัง ตัวหนาขึ้น ปรกติเป็นปีติ ส่วนการชาไปทั้งตัว ถ้าออกจากสมาธิแล้วการชาหายไป แสดงว่าเป็นปีติ แต่ถ้ายังชาอยู่ ก็ไม่ใช่ปีติ -- 2. ที่มีเสียงดังรบกวนเล็กน้อย แล้วทำให้สมาธิดีขึ้น เพราะมีความตื่นตัวมากขึ้น ไม่เหม่อ ไม่ซึม สติจึงมากขึ้น สมาธิจึงดีขึ้น เหมือนกับคนที่นั่งอยู่ในที่มีคนพลุกพล่าน ย่อมมีความตื่นตัวมากกว่านั่งคนเดียว -- 3. เรานั่งสมาธิถึงฌานขั้นไหน ก็จะมีสภาพธรรมนั้นปรากฏ เช่น ถ้าอยู่ในฌาน 2 ก็จะมีปีติชัด ถ้าอยู่ในฌาน 3 ก็จะมีแต่สุข ไม่มีปีติ สภาพธรรมเหล่านี้จะเป็นตัวบอกเราเองว่าเรามีสมาธิอยู่ในขั้นไหน ถ้าฌานเสื่อม สภาพธรรมเหล่านี้ก็จะหายไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 27 พฤษภาคม 2552

    ตอบลบ
  122. 917 สอบถามการปฏิบัติธรรม
    1.ผมปฏิบัติธรรมด้วยการตามรู้ รูป นาม มาระยะหนึ่งแล้ว โดยลักษณะการตามรู้ คือ เวลาที่เกิดความรู้สึกต่าง ๆไม่ว่าจะทางรูป หรือ นาม หากสติ และสมาธิ มีกำลัง สภาวะต่าง ๆที่เกิดขึ้นจะแสดงไตรลักษณ์ ชัดเจน บางครั้ง ก็รู้สึกถึงการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป หรือ รู้สึกถึงการบังคับบัญชาไม่ได้ หรือ รู้สึกถึงการไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้ แต่ในบางครั้งก็ไม่ได้รู้สึกถึงพระไตรลักษณ์ รู้แต่เพียงว่า อารมณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป แล้วก็มีอารมณ์อื่น ๆ เกิดขึ้นต่อ ๆ กันไป บางครั้งจะพบกับสภาวะที่สงบ สว่าง เบา บางครั้ง ก็รู้สึกหนัก ๆ ไม่ทราบว่าผมตามรู้อย่างนี้ถูกต้องไหมครับ 2.มีอยู่หนึ่งสภาวะที่ผมไม่เข้าใจก็คือ มันมีลักษณะที่เกร็ง ตามใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณคาง หรือ กราม ซึ่งบางครั้งผมก็คิดเอาเองว่าน่าจะเกิดจากการที่ตั้งใจเกินไป จดจ่อเกินไป ซึ่งพอตามสังเกตุต่อไป ก็พบว่า จริง ๆแล้ว มันเป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ พอเรารู้ตัว บางครั้งก็คลาย บางครั้งก็ไม่คลาย ผมจึงใช้หลักคือ ตามรู้ไปเรื่อยๆ พร้อม ๆ กับดูใจไปด้วยว่า มีความยินดี ยินร้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ ผมขอสอบถามอาจารย์ว่า สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อสภาวะนี้เกิดขึ้น 3.เวลานั่งสมาธิจะรู้สึกถึงการไหลไปขออารมณ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น(ที่รู้สึกว่าตั้งมั่นเพราะไม่ว่าอารมณ์อะไรเกิดขึ้นจิตจะไม่หวั่นไหว ไปตามอารมณ์นั้น ๆ) จากนั้นเมื่อสมาธิมากขึ้น การรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ จะเบาบาง จนถึงบางขณะรู้สึกว่ามีแต่ความสงบ พอคลายจากความสงบการรับรู้ อารมณ์ก็เกิดขึ้น โดยจะมีวงจรเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ผมจึงเห็นว่าความสงบที่เกิดขึ้นนี้ก็แสดงพระไตรลักษณ์ให้เห็นเช่นกัน การปฏิบัติเช่นนี้ถูกต้องไหมครับ ขอให้อาจารย์ช่วยแนะนำด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยครับ
    โดยคุณ 26 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  123. -- 1. การตามรู้รูป นาม ที่ทำอยู่ ไม่ถูกต้อง ที่รู้สึกถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้สึกถึงการบังคับบัญชาไม่ได้ เป็นเพียงการนึกคิดเอาตามทฤษฎีที่เรารู้มา การเห็นรูป นาม ตามความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนี้ ที่พบสภาวะที่สงบ สว่าง เบา เป็นเพราะสมาธิดี ถือว่าดี ที่รู้สึกหนักๆ เพราะสมาธิไม่ดี แต่เราพยายามทำมาก ตั้งใจมาก ข่มใจมาก การมีสติอยู่กับปรมัตถ์ในกาย ในจิต ในรูป เสียง กลิ่น รส ต้องรู้วิธีที่ถูกต้อง จึงจะเข้าถึงปรมัตถธรรมเหล่านี้ได้ ควรศึกษาวิธีที่ถูกต้องใหม่ -- 2. สภาวะเกร็งที่ใบหน้า เกิดจากการเพ่งมากไป ทำให้เกิดอาการเกร็ง การเกิดครั้งแรกเป็นเพราะเพ่งมากไป แต่การเกิดครั้งที่ 2, 3,4 ...เป็นอุปาทาน เป็นความเคยชิน เหมือนกับคนที่ไม่เคยเป็นโรคกระเพาะ ครั้งแรก เกิดความเครียด ทำให้เป็นโรคกระเพาะ ตอนหลังเกิดความเคยชิน เป็นอยู่เรื่อย บางทีไม่ได้เครียด แค่นึกถึงก็เป็น บางคนก็เรียกอาการอย่างนี้ว่า มีมารผจญ บางคนเรียกวิปัสสนูกิเลส เป็นสิ่งที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่รู้วิธีแก้ ก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน วิธีแก้ที่ทำอยู่นั้นถูกแล้ว แต่ควรเน้นให้ชัดๆ คือ พยายามตั้งใจรับรู้การเกร็งนั้น แต่อย่ายินดียินร้ายกับมัน คือเมื่อมีอาการเกร็งเกิดขึ้น ก็ให้รู้ชัดว่ามีอาการเกร็งเกิดขึ้น อย่ากังวล อย่าอยากให้มันหาย จ้องดูมันเฉยๆ ด้วยใจที่สงบ ถ้ามันหายไปก็อย่าดีใจ ให้รู้ชัดว่ามันหายไป มันมาอีก
    คำตอบที่ 1

    ตอบลบ
  124. ก็ช่างมัน ดูมันไป อย่าไปเกลียด อย่าไปโกรธมัน ดูมันเฉยๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย กับมัน ไม่คล้อยตามมัน ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ ไม่ว่ามันจะอยู่หรือไป ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมอีกต่อไป ถ้ามีอาการอย่างอื่น มีอุปสรรคอย่างอื่น ก็ใช้วิธีแก้แบบเดียวกัน -- 3. ในขณะนั่งสมาธิ การที่เห็นการไหลไปของอารมณ์ โดยที่จิตไม่หวั่นไหว ไปตามอารมณ์ แสดงว่าปฏิบัติวิปัสสนาแบบอยู่กับสมมุติได้ดี คือมีการฝึกรู้ชัดในสมมุติ แต่ไม่ยินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติในที่นี้ก็คืออารมณ์ต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ช่วงที่สมาธิ มีความสงบ มีความสุข นักปฏิบัติธรรมมักจะไม่รู้ว่าทำอะไรต่อ บางคนก็ติดในความสงบ ในความสุข อันเกิดจากสมาธิ ตามหลักที่ถูกต้อง เวลาที่สมาธิดี เราก็ต้องทำวิปัสสนา ต่อ คือให้รู้ชัดในความสงบ แต่อย่ายินดีในความสงบนั้น ถ้ามีความสุขก็รู้ชัดในความสุข แต่อย่ายินดีในความสุขนั้น ถ้าความสุขเสื่อมไป ก็รู้ชัดว่าความสุขเสื่อมไป อย่ายินร้าย คืออย่าเสียดาย อย่ายื้อให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ การทำสมาธิ ให้ใช้หลักที่ว่าทำสมาธิให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่ายินดียินร้าย คือ อย่าติดในสมาธิ การที่เห็นว่าความสงบก็ไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ นั้นเป็นปัญญาอันเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นสิ่งที่ดี -- ผมขอแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ เราปฏิบัติวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติเป็นแล้ว ถือว่าอยู่ในขั้นใช้ได้ แต่ควรศึกษาวิธีให้ชัดเจนกว่านี้ และควรฝึกในขณะใช้ชีวิตประจำวันด้วย เช่นฝึกในขณะพูดคุย ขณะทำงาน ขณะดูโทรทัศน์ ขณะขับรถ ถ้าเราทำในชีวิตประจำวันด้วย การปฏิบัติก็จะก้าวหน้าเร็วขึ้น -- ควรศึกษาและฝึกวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เช่นการมองแบบปรมัตถ์ การดูกายแบบปรมัตถ์ การดูชีวิตแบบปรมัตถ์ ให้ถูกต้อง เพราะที่ทำอยู่น่าจะไม่ใช่การมีสติอยู่กับปรมัตถ์จริง การมีสติอยู่กับปรมัตถ์ มีข้อดีคือ ทำได้ง่ายกว่า และเข้าถึงธรรมได้ลึกกว่าการมีสติอยู่กับสมมุติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 พฤษภาคม 2552

    ตอบลบ
  125. 912 ขอเรียนปฏิบัติธรรม
    ผมสนใจเรียนปฏิบัติธรรมครับ แต่วันเสาร์ที่ 30 พค. 2552 ผมไม่สะดวก ไม่ทราบว่าผมไป เสาร์ถัดไปได้ไหมครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 25 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ครั้งแรกเป็นครั้งที่สำคัญมาก ปรกติถ้าไม่มาครั้งแรก ก็จะไม่เข้าใจ เหมือนกับเรียนหนังสือ ป.2 โดยไม่เรียน ป.1 ยากที่จะได้ผล -- เป็นไปได้สองทางครับ คือ ให้เปิดสอนต่อจากครั้งนี้ คือรอไปอีกเดือนเศษ หรือไม่ก็มาครั้งที่ 2 ให้เร็วกว่าเวลาประมาณ 40 นาที ให้ผมสอนส่วนของครั้งที่ 1 พอเข้าใจก่อน ก็จะสามารถเรียนต่อในส่วนของครั้งที่ 2 ได้ ( ต้องโทรแจ้งไปที่บริษัทให้ผมทราบล่วงหน้าก่อนนะครับ ผมจะได้ไปเสาร์ที่ 2 ก่อนเวลา )
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 พฤษภาคม 2552




    911 ขอสอบถามครับ
    1.อาจารย์สามารถบอกได้ไหมครับว่าใครสำเร็จธรรมขั้นไหน เช่น อยู่ญาณที่เท่าไหร่ อยู่ฌานไหน เป็นอริยะสงฆ์ หรืออริยะบุคคลขั้นที่เท่าไหร่ 2.อาจารย์มี หูทิพย์ ตาทิพย์ หรือ คุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ไหมครับ ถ้าอาจารย์ไม่มี จะสามารถสอนให้คนอื่นมีได้ไหมครับ 3.ครูบาอาจารย์ของ อาจารย์ชวยง คือใครครับ และในการสำเร็จธรรมแต่ละขั้นของอาจารย์ต้องให้ครูเป็นผู้บอก หรือว่าอาจารย์รู้ได้ด้วยตนเอง 4.ผู้สำเร็จขั้นพระอนาคามี มีโอกาสโมโหคนถึงขั้น กล่าวร้ายนินทา ทั้งต่อหน้า และลับหลังให้ผู้อื่นฟังได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับ
    โดยคุณ 25 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. ผมไม่มีฤทธิ์ที่จะรู้ว่าใครถึงขั้นไหน แต่ด้วยการสอบถาม ด้วยการสนทนา ผมจะมีปัญญารู้ว่าใครทำถูกหรือทำผิด อย่างไร มีจุดอ่อนตรงไหน ควรปรับปรุงในส่วนใด -- 2. ผมไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ ทั้งนั้น ยกเว้นฤทธิ์ในการบรรลุมรรคผล กับความสามารถพิเศษในการสอนธรรมะและตอบปัญหาธรรม คือสามารถอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจธรรมได้ สอนให้ผู้อื่นเข้าถึงธรรมได้ วิจารณ์ธรรมที่ผู้อื่นแสดงได้ ว่าถูกตรงไหน ผิดตรงไหน ดี หรือไม่ดีอย่างไร ส่อนการสอนให้ผู้อื่นมีฤทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่ผมทำได้ เหมือนกับคนที่ว่ายน้ำเป็น แต่ไม่มีความสามารถพอที่จะว่ายน้ำข้ามทะเลจากฝั่งไปสู่เกาะได้ อาจสามารถสอนคนที่แข็งแรงให้ว่ายน้ำข้ามทะเลได้ บุคคลที่จะมีฤทธิ์ได้ต้องมีพื้นฐานสมาธิดี -- 3. ใครที่ให้ความรู้กับผม ผมก็เคารพเป็นอาจารย์ทั้งนั้น การปฏิบัติธรรมของผมได้ศึกษาจากหลายสำนัก แต่ผู้ที่ให้ความรู้มากที่สุด ก็คือหลวงพ่อเสือ แต่สิ่งที่ผมเอามาสอนคนอื่น เป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของผมเอง ไม่มีในที่อื่น ในการบรรลุธรรมแต่ละขั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน นักปฏิบัติธรรมจะรู้เอง แต่อาจมีการเข้าใจผิดได้ -- 4. การกล่าวร้ายนินทา ไม่ได้เป็นตัวบอกถึงสภาพจิตของบุคคล อนาคามี ถ้าสภาพจิตไม่ดี ก็อาจโกรธได้ กล่าวร้ายนินทาได้ แต่กำลังของกิเลสจะเบาบาง สิ่งที่ทำไป จะเป็นไปด้วยเหตุผลมากกว่า ฉะนั้นบาปที่เกิดขึ้นจึงเบาบาง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 พฤษภาคม 2552

    ตอบลบ
  126. 903 ภพภูมิ 3 ต่อครับ
    เรียนถามอาจารย์ต่อครับ ในชั้นของมนุษย์เรามี ตำรวจไว้คอย ดูแลมนุษย์ไม่ให้ทำรายกัน แล้วการทำร้ายกันข้ามภพละครับใช้ใคร จากตัวอย่างที่มีคนตัดไม้ใหญ่ที่มีวิญญาณสิงอยู่ แล้วโดนวิญญาณนั้นตามมาเอาชีวิต ทำไมไม่มีตำรวจข้ามภพมาคอยดูแลชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ ถ้ามีการประสานงานที่ดีผมคิดว่าภพภูมิต่างๆ คงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ขอความคิดเห็นครับอาจารย์
    โดยคุณ 21 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การถูกตามเอาชีวิต การโดนฆ่า เป็นเรื่องของกรรม เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องของบุคคล ถ้าตำรวจดูแลได้จริง ก็คงไม่มีคนถูกฆ่า ถูกทำร้ายหรอก แต่ที่มี ก็เพราะผลของกรรม ตามความเห็นของผม ผมเห็นว่าธรรมชาติยุติธรรมดี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราอย่าอยากให้ธรรมชาติเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ตามใจเราเลย เพราะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นไปอย่างนี้เถิด เราเป็นเพียงผู้รู้ในธรรมชาติก็พอ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤษภาคม 2552


    901 ภพภูมิ 3
    เรียนถามอาจารย์ ครับ 1. ผีบ้านผีเรือนเจ้าที่เจ้าทาง คุณตาคุณยาย นี้เป็นเทวดาชั้นจาตุใช่หรือไม่ครับ เมืองลับแลก็เป็นเทวดาชั้นจาตุใช่หรือไม่ครับ แล้วเทวดาชั้นจาตุนี้ แบ่งเป็น ชั้นย่อย ๆ หรือไม่ครับ ร่างกายแบบเดียวกันไหมครับ แล้วพวกท่านมองเห็นกันเองได้หรือไม่ครับ 2. พรหมมีหลายชั้น เทวดามีหลายชั้น ซึ่งมองไม่เห็นกันบ้าง สัตว์นรกมีหลายชั้น หลายพันธุ์ สัตว์เดรัจฉานมีชั้นเดียวแต่ต่างสปีชี่มองเห็นกันได้ มนุษย์มีชั้นเดียว (หรืออาจมีหลายชั้นแต่มองไม่เห็นกัน) หลายเชื้อชาติมองเห็นกันได้ ร่างกายเหมือนกัน (พิเศษสุดมีร่างกายแบบเดียวกันหมด) อาจารย์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรครับ 3. เอาอะไรมาแบ่งว่า จิตนี้คือ "เทวดา หรือ ผี" ครับ ดูกันที่ความงามของกายทิพย์ หรือว่า ความสุขทุกข์ของดวงจิต 4. กุมารทอง เจ้าจุก รักยม เป็นผี (เปรต อสุรกาย) หรือเทวดาครับ 5. เทวดาถือศีลหรือไม่ครับ ถ้าท่านที่ถือ เป็นศีล 5, 8, 227, หรือ ศีลพิเศษครับ 6. มีตัวอย่างว่า มีคนไปตัดต้นไม้ใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีวิญญาณสิงอยู่ ต่อมาภายหลัง ครอบครัวของคนที่ตัดไม้นั้น มีอุบัติเหตุตายทั้งครอบครัว อาจารย์คิดว่า ต้นไม่นั้นเป็นวิญญาณของ เทวดา หรือ ผี ครับ อย่างไรครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 21 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  127. คำตอบที่ 1

    -- ข้อ 1. ผีบ้านผีเรือน เจ้าที่เจ้าทาง คุณตาคุณยาย ส่วนมากเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา แต่บางแห่งอาจเป็นเปรต อสุรกายอาศัยอยู่ก็ได้ เมืองลับแล เป็นเรื่องเล่า ผมไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวว่าเทวดาชั้นจาตุ แบ่งเป็นชั้นย่อยๆ เพียงแต่บอกว่าเทวดาชั้นจาตุบางจำพวกอาศัยอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุ บางจำพวกอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ เทวดา ก็เหมือนมนุษย์ มนุษย์มีหลายเผ่าพันธุ์ มีหลายประเทศ มีคนรวย มีคนจน มีเจ้านาย มีลูกน้อง เทวดาก็มีหลายประเภท แต่งกายแตกต่างกัน มีรัศมี มีวิมานแตกต่างกัน มีเทวดาที่เป็นหัวหน้า มีเทวดาที่เป็นบริวาร เทวดาที่มีฤทธิ์มาก ก็มองเห็นภพภูมิต่างๆ ได้มาก เทวดาที่มีฤทธิ์น้อยก็มองเห็นภพภูมิต่างๆ ได้น้อย หรืออาจไม่เห็นเลย เห็นแต่เทวดาที่อยู่ในสังคมของตน -- ข้อ 2. พรหมมีกี่ชั้น เทวดามีกี่ชั้น เป็นเรื่องของธรรมชาติ ผมไม่มีความคิดเห็นอะไร ผมเป็นเพียงผู้รับรู้ ธรรมชาติเป็นอย่างไร ผมก็รับรู้ไปตามนั้น -- ข้อ 3. เทวดาก็คือเทวดา เปรตก็คือเปรต แม้เปรตจะมีร่างกายงดงาม ก็ไม่อาจเป็นเทวดาได้ ปรกติดูที่ความเป็นอยู่ ถ้าเทวดาจะอยู่สบาย มักมาช่วยเหลือ ถ้าเปรตจะอดอยาก มักมาขอความช่วยเหลือ เช่นให้อุทิศส่วนบุญให้ -- ข้อ 4. กุมารทองรักยม อาจเป็นเปรต หรือเทวดาก็ได้ -- ข้อ 5. เทวดา ก็เหมือนมนุษย์ ถือศีลก็มี ไม่ถือศีลก็มี ดีก็มี ชั่วก็มี ปฏิบัติธรรมก็มี ข้อ 6. อาจเป็นได้ทั้งเทวดา ทั้งเปรตครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤษภาคม 2552


    898 กฎแม่เหล็ก
    ปัจจุบันมีข่าวฆ่ากันโหดๆ ฟังแล้วหดหู่กับชีวิต แต่ก็ระวังตัวทุกวันจนจะเป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยความระแวงจิตไม่ค่อยสงบ ฝึกสติแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น มีเพื่อนบอกว่าเรายิ่งนึกถึงพวกอาชญากรรมมากๆบ่อยๆมันเป็นแรงดึงดูดแล้ววันนึงมันจะมาเกิดขึ้นกับเราจริงหรือเปล่าค่ะ
    โดยคุณ นกแก้ว - 18 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในชีวิตของคนเรามีทั้งโชคดีและ โชคร้าย คละเคล้ากันไป เพราะทำกรรมดีบ้าง ทำกรรมชั่วบ้างในอดีต จะหนักเบา ก็ขึ้นอยู่ กับกรรมที่เคยทำ และบารมีที่เราสั่งสมมา ถ้ามีบารมีมาก โชคร้ายหนัก ก็ผ่อนให้เป็นเบาได้ -- คนที่นึกถึงอาชญากรรมบ่อยๆ ถ้าใจเสีย ระแวง กังวล คือมีจิตเศร้าหมอง ก็จะเปิดช่องให้กรรมชั่วส่งผลได้ง่าย ถ้าลองสังเกตดู จะเห็นว่า เวลาที่สภาพจิตไม่ดี มักจะเจอเรื่องร้ายๆ เสมอ แต่ถ้าเรา นึกถึงอาชญากรรม เพื่อป้องกัน เพื่อระวัง เพื่อความไม่ประมาท ไม่ใจเสีย ไม่ระแวง ไม่กังวล ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าไม่ระวัง ไม่ป้องกัน อยู่ในความประมาท ซึ่งมีโอกาสเจอภัยได้ง่าย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 พฤษภาคม 2552

    ตอบลบ
  128. 892 การฝึกปฏิบัติ
    เมื่อก่อนมีความสนใจที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อหวังมรรคผลนิพาน ไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พยายามสวดมนต์ นั่งสมาธิ ไปฝึกปฏิบัติตามสถานที่วัดบ้าง แต่ระยะหลังกลับไม่ค่อยสนใจที่จะฝึกปฏิบัติเท่าที่ควร มีความท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่อยากทำ และหาความสุขทางโลกมากขึ้นในด้านวัตถุ เป็นเพราะเรายังตัดกิเสลไม่ได้ใช่หรือเปล่าคะ
    โดยคุณ นิว 13 พฤษภาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เมื่อก่อน การปฏิบัติธรรมเป็นของใหม่ เราจึงสนใจทำ ตั้งใจปฏิบัติ แต่เมื่อปฏิบัติไม่ถูกวิธี ทำไม่ได้ผล นานเข้าจึงเกิดความเบื่อหน่าย เป็นธรรมดา นักปฏิบัติทุกคนล้วนมีกิเลสทั้งนั้น ที่ปฏิบัติก็เพื่อให้ตัดกิเลสได้เด็ดขาด ถ้าตัดกิเลสได้เด็ดขาด เป็นอรหันต์แล้ว ก็ไม่ต้องมาปฏิบัติธรรมอีกแล้ว ที่เกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายในการปฏิบัติธรรม ก็เพราะ เราปฏิบัติไม่ได้ผล วิธีแก้ ก็คือศึกษาวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง แล้วตั้งใจปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติถูกทาง ย่อมได้ผล ย่อมมีความสุข ย่อมมีปัญญาเห็นทางที่จะตัดกิเลสได้ ย่อมมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมต่อไปไม่หยุดยั้ง ตราบใดที่ยังได้รับผลอันเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ความรู้สึกอย่างนี้เป็นกับนักปฏิบัติธรรมทุกคน ไม่ใช่เราคนเดียว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 พฤษภาคม 2552




    874 ลูก
    อาจารย์ครับ อยากทราบความเห็นของอาจารย์ว่า ระหว่างมีลูกกับไม่มีลูก อาจารย์คิดว่าอย่างไหนดีกว่ากันครับ
    โดยคุณ เอ 24 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนแต่ละคนมีกรรมแตกต่างกัน คนบางคนมีอาชีพเป็นหมอดี คนบางคนมีอาชีพค้าขายดี คนบางคนมีอาชีพเป็นครูดี แต่บางคนก็เลือกเป็นนักบวช แต่ละคนย่อมทำกรรมแตกต่างกัน ย่อมมีความถนัดแตกต่างกัน ย่อมมีความชอบแตกต่างกัน ฉะนั้นที่ถามว่ามีลูกดี หรือไม่มีลูกดี คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับกรรม ความชอบ ความถนัด ของแต่ละคน บางคนมีลูกดีกว่า แต่บางคนไม่มีลูกดีกว่า คนบางคนเป็นคนชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ ชอบความอบอุ่น ก็มักจะพอใจที่จะมีลูก คนบางคนชอบอิสระ ชอบความสงบ ชอบสันโดษ ก็มักพอใจที่จะไม่มีลูก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 เมษายน 2552



    867 ขออนุญาติถาม อ. ต่อจากหัวข้อ #00747 ครับ ว่า ขั้นนี้ เรียกว่า อนาคามีมรรค หรืออนาคามีผล ขอรับ(ครับ)?
    อ้างอิงข้อความเดิมของอาจารย์ "จากหัวข้อ #00747 -- เมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 นี้ ผมเพิ่งบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้น สภาพจิตเปลี่ยนไป คือความโกรธมีเพียงเบาบาง ความรู้สึกทางเพศลดลงมาก มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ติดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเมื่อมีความต้องการ ก็จะทุรนทุราย ต้องอดกลั้น ต้องข่ม แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกทุรนทุราย ไม่ต้องอดกลั้น ไม่ต้องข่ม รู้สึกเป็นอิสระ รู้สึกสบาย ยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ น้อยลง ถ้าเทียบปัจจุบันกับเมื่อก่อน ก็เหมือนกับคนกินเหล้าเป็น กับคนติดเหล้า ปัจจุบันเหมือนกับคนกินเหล้าเป็น จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ แต่ก่อนเหมือนกับคนติดเหล้า ไม่กินไม่ได้ -- เวลาที่ผมจิตตก โกรธ ฟุ้งซ่าน ควบคุมจิตไม่ได้ ก็จะรู้สึกขุ่นมัว แต่ไม่มาก แต่เวลาที่จิตเป็นปกติ จะสามารถดับกิเลสได้ดี เหมือนช่วงที่ปฏิบัติได้ดีมากในสมัยก่อน เช่นเวลานึกคิด ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้น จะรู้สึกตัว แล้วกิเลสก็ดับไป โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ " ขออนุญาติถาม อาจารย์ ครับ ว่า ขั้นนี้ เรียกได้ว่าเป็น อนาคามีมรรค หรืออนาคามีผล ขอรับ(ครับ)? แล้วมรรค กับผล นั้นแตกต่างกันอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ Nipat P. aisleberley@gmail.com 20 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  129. คำตอบที่ 1

    -- อนาคามี มีอยู่ขั้นเดียวครับ มรรคผลเป็นชื่อเรียกขั้นตอนการบรรลุธรรม -- ถ้าพูดในเรื่องของวิปัสสนาญาณ 16 มรรคญาณ เป็นญาณที่ 14 เป็นญาณปัญญาของนักปฏิบัติธรรมซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่บรรลุมรรคผล มรรคญาณ จะทำหน้าที่ประหารกิเลสไม่ให้กลับมาเกิดอีก เมื่อประหารกิเลสเสร็จแล้วก็จะเกิดญาณที่ 15 ติดตามมา เรียกว่า ผลญาณ เป็นญาณปัญญาของนักปฏิบัติธรรม ที่ได้รับความสุขอันเกิดจากการที่จิตผ่องใสอยู่ หลังจากที่ประหารกิเลสเสร็จแล้ว มรรคญาณ และผลญาณ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเดียวได้ เพราะเมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีผล เป็นธรรมดา มรรคญาณ เป็นเหตุ ผลญาณ เป็นผล -- ถ้าพูดในเรื่องของจิตที่หลุดพ้น จะมีโลกุตรธรรม 9 ประการ ได้แก่ มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน อีก 1 รวมเป็น 9 , มรรค 4 ผล 4 ได้แก่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตมรรค อรหัตผล นักปฏิบัติธรรมที่บรรลุธรรมครั้งแรก เป็นโสดาบัน ก็จะมีสภาพจิตที่เป็นโสดาปัตติมรรค ในขณะที่มีการประหารกิเลส และมีสภาพจิตที่เป็นโสดาปัตติผล คือเสวยสุข อันเกิดจากการที่ประหารกิเลสเรียบร้อยแล้ว นักปฏิบัติธรรมที่บรรลุธรรมครั้งที่ 4 เป็นอรหันต์ ก็จะมีสภาพจิตที่เป็นอรหัตมรรค และอรหัตผล หลังจากนั้น สภาพจิตก็จะเป็นนิพพานตลอด คือเป็นสภาพจิตที่ไม่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งอีกต่อไป เป็นการสิ้นสุดการปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรมอีกต่อไป

    ตอบลบ
  130. โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 เมษายน 2552
    865 จะทราบได้อย่างไรว่าปฏิบัติธรรมมาถูกทาง หากถูกทางมีความก้าวหน้าหรือไม่อย่างไร
    เรียนถามอาจารย์ ผมวิศวกรชอบใช้ความคิด ไม่ว่าจะขับรถ เดินไปไหนมักคิดไปด้วยตลอด จึงนั่งสมาธิไม่ค่อยได้ จิตไม่ค่อยนิ่ง จนมาได้ฟังเทศนาธรรมของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมช.โช ที่สอนให้รู้ลงไปใน รูป นาม ในปัจจุบัน ซึ่ง เหมือนกับของอาจารย์ ปัจจุบันก็ฝึกตามรู้ขณะทำงานที่ไม่ใช้ความคิด (ถ้านึกขึ้นมาได้) ผมชอบวิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงาน วิ่งประมาณ 40 นาที ขณะวิ่งจะฝึกรู้ลมหายใจเข้าออก เดี๋ยวก็แวบไปรู้ที่เท้ากำลังก้าววิ่ง สักแป๊ปเดี๋ยวก็ไปรู้ที่มือ เดี๋ยวก็ไปคิดเรื่องอื่น เดี๋ยวก็ไปรู้อยู่กับพื้นถนนที่วิ่ง รู้ว่าสีดำบ้าง ขาวบ้างมีใบไม้ ดอกไม้หล่นอยู่บางครั้ง มันยากครับที่ให้แต่ว่าเป็นสีโดยไม่ให้คิดว่าเป็นใบไม้ ดอกไม้ ที่เห็นเข้า อ้อผมมักจะฟัง MP3 ธรรมะของพระอาจารย์ปราโมทย์ไปด้วย ผมปฏิบัติแบบนี้มาได้ เกือบ 2 เดือน ผมมีคำถามเป็นข้อๆดังนี้ครับ 1. ขณะวิ่งจิตไปเพ่งดูพื้นถนนด้วย รู้ลมหายใจเข้าออกด้วย แต่รู้สึกว่าถ้าอันไหนชัดอีกอันจะไม่ค่อยชัด รู้ไปพร้อมกันได้ไหมครับ 2. เดี๋ยวจิตวิ่งไปลมหายใจ เดี๋ยวไปเที่เท้ากำลังก้าว เดี๋ยวไปที่มือ เดี๋ยวไปที่หูฟังธรรมะ เดี๋ยววิ่งไปได้ยินเสียงนก เดี๋ยวไปคิด วนไปเรื่อยๆ ได้สติก็มีตั้งที่ลมหายใจ แบบนี้ทำผิดไหมครับ แล้วควรทำอย่างไร 3. ทำไมเวลาสวดมนต์ก่อนนอน เราไม่ต้องคิดปากเขาท่องไปเอง ผมเฝ้าดูปากมันท่องไปเรื่อยๆจนจบ 4. ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะฝึกดู รูป จิตหรือเปล่า ปัจจุบันผมหยุดดื่มเบียร์ได้โดยไม่นึกอยากกินทั้งที่ดื่มทุกวันมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี เคยพยามเลิกแต่ทำได้ไม่นานสักที รวมถึงตอนนี้ไม่ทานข้าวเย็น ได้ด้วยดื่มแค่นมถั่วเหลือง โยเกิตร์ ทั้งเลิกดื่มกับไม่ทานตอนเย็นผมไม่ได้ตั้งกฏเกณฑ์ว่าถือศีลต้องไม่ทำ มันเป็นของมันได้แบบไม่ต้องฝืนใจทำ ขอความคิดเห็นอาจารย์ช่วยวิเคราะห์ 5. จากข้อ 4 น้ำหนักผมลดลงมาได้ 5 กก. จากเดิมที่น้ำหนักเกินจากปกติไปประมาณ 6-7 กก. หากมีพูดคุยด้วยมักจะ พูดอวดว่าน้ำหนักลดเพราะหยุดดื่มแล้วและไม่ทานข้าวเย็น สามารถทำได้เพราะฝึกดูจิต พอพูดออกไปก็จะรู้สึกว่ายังมีกิเลสที่ชอบพูดอวดตัว (แต่ก็อยากให้เขามาสนใจธรรมะ เพราะช่วยให้ชีวิตมันดีขึ้นแบบไม่ต้องฝืนใจทำ) แสดงว่าผมยังต้องฝึกอีกเยอะมากเพราะความรู้สึกมีตัวเราอยู่อีกหนามากใช่ไหมครับ 6. ผมจะทราบได้อย่างไรว่าปฏิบัติมาถูกทาง หากถูกทางมีความก้าวหน้าหรือไม่อย่างไร เพราะนิมิตต่างๆไม่เคยเห็นแต่จิตใจรู้สึกมันสบายขึ้น อารมย์เย็นขึ้น 7. ผมอยากเข้าอบรมกับอาจารย์หรือสนทนาธรรมด้วยแต่ต้องทำงานวันเสาร์จึงไม่มีโอกาส เป็นไปได้ไหมครับที่จะเปิดในวันอาทิตย์ รบกวนอาจารย์เท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ พรชัย nunlaong_p@hotmail.com 19 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  131. คำตอบที่ 1

    -- คนที่มองภาพแบบปรมัตถ์ไม่เป็น ถึงมองดอกไม้ ใบไม้ เป็นเพียงสี เฉยๆ นั่นก็ยังเป็นสมมุติอยู่ดี ไม่ใช่การมีสติอยู่กับปรมัตถ์ และแม้แต่คนที่มีความชำนาญในการมองภาพแบบปรมัตถ์แล้ว ก็ยากที่จะมองภาพเคลื่อนไหวแบบปรมัตถ์ได้ ปรกติจะมองภาพนิ่งเป็นหลัก -- 1. ในการฝึกใหม่ๆ สติควรตั้งอยู่ที่เดียวนานๆ ขณะวิ่งควรเอาสติดูกาย ดูการเคลื่อนไหวของกายจะดีกว่า เพราะสามารถตั้งอยู่ได้นาน โดยการเอาสติจับที่กายทั้งร่าง ทำความรู้สึกเป็นเหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง แล้วเราก็ดูมันเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ถ้าวางใจถูก ก็จะเกิดปัญญา เห็นกายตามความเป็นจริงได้ เพราะเป็นวิปัสสนา แต่การมองพื้น การดูลมหายใจ จะวางใจให้เป็นวิปัสสนาสำหรับผู้หัดใหม่นั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย -- 2. สิ่งที่ทำเป็นการฝึกย้ายสติ เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ไม่ใช่วิปัสสนา แต่หลักของการฝึกย้ายสติ ควรให้สติตั้งอยู่ที่เดิมสักพักหนึ่ง แล้วจึงย้ายไปอยู่ที่อื่น ถ้าย้ายเร็วเกินไปสติจะมาก แต่สมาธิจะอ่อน -- 3. ถ้าเราทำอะไรบ่อยๆ จะเกิดความชำนาญ ถ้าเราพิมพ์ดีดบ่อยๆ จนชำนาญ เราก็จะพิมพ์ได้โดยไม่ต้องนึกถึงแป้นพิมพ์ ถ้าเราหัดขับรถบ่อยๆ จนชำนาญ เราก็จะสามารถขับรถได้ โดยไม่ต้องนึกถึงเกียร์ นึกถึงเบรก นึกถึงพวงมาลัย ถ้าเราสวดมนต์บ่อยๆ จนชำนาญ เราก็จะสวดได้โดยไม่ต้องนึกถึงคำสวด ความชำนาญเป็นคุณสมบัติที่เลิศกว่าความจำ -- 4. ที่เราเลิกเบียร์ได้ เพราะ เราฝึกสติ ฝึกสมาธิ ทำให้บังคับจิตได้ง่ายขึ้น จึงกำหนดจิตเลิกดื่มเบียร์ได้ -- 5. ปรกติ คนที่ฝึกใหม่ๆ เป็นอย่างนี้ทุกคน ก็ให้รู้ว่าการอวดตัวไม่ดี เป็นกิเลส ควรละ -- 6. การฝึกย้ายสติบ่อยๆ ทำให้ตัดใจ ตัดเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น ละความกังวลได้ง่ายขึ้น การฝึกของเราทำให้สมาธิดีขึ้น ทำให้เราสบายขึ้น ใจเย็นขึ้น การจะดูว่าเราปฏิบัติถูกทางหรือผิดทาง ดูได้ 2 ลักษณะ คือดูระยะสั้น คือดูขณะปฏิบัติ กับดูระยะยาว การดูขณะปฏิบัติ ง่าย และถูกต้องกว่า แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องผ่านการฝึกฝนวิธีที่ถูกต้องมาก่อน ขณะปฏิบัติเราจะรู้ตลอดว่าผิด หรือถูก เพราะผิดกับถูก ให้ผลไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อเราเอาสติดูกาย ถ้าทำได้ผล เราก็จะรู้ว่าทำได้ผล ถ้าทำไม่ได้ผล เราก็จะรู้ว่าทำไม่ได้ผล เพราะผลที่ได้ไม่เหมือนกัน ถ้าทำได้ดี ก็จะรู้ว่าทำได้ดี ถ้าทำได้ไม่ดี ก็จะรู้ว่าทำได้ไม่ดี เพราะผลต่างกัน เพราะฉะนั้นการดูขณะปฏิบัติ จะง่าย โอกาสผิดน้อยมาก ส่วนการดูระยะยาว คือฝึกไป 1 เดือน 1 ปี แล้วดูความก้าวหน้า ว่า สภาพจิตดีขึ้นหรือไม่ ใจเย็นขึ้นหรือไม่ ติดในเรื่องราวต่างๆ น้อยลงหรือไม่ มีความเป็นอยู่ง่ายขึ้นหรือไม่ แต่การตรวจสอบอย่างนี้ มีโอกาสผิดได้ง่าย เพราะสภาพจิตของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นบางคนครอบครัวอบอุ่น ปฏิบัติธรรมง่าย สมาธิดีตลอด ไม่ค่อยโกรธเลย ก็อาจจะคิดว่าตนเองปฏิบัติถูกทาง บางคนพ่อแม่ทะเลาะกันทุกวัน ปฏิบัติธรรมยาก สมาธิไม่ค่อยดี โกรธง่าย ก็อาจจะคิดว่าตนเองปฏิบัติผิดทาง ปรกติผมจะใช้วิธีดูขณะปฏิบัติเป็นหลักว่าถูกหรือผิด ดี หรือไม่ดีอย่างไร -- 7. ต้องขออภัยด้วยครับ วันอาทิตย์ทางครอบครัวขอไว้หนึ่งวัน ถ้าเป็นตอนเย็นวันอื่นพอได้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 เมษายน 2552

    ตอบลบ
  132. 858 นับถือพุทธ และปฏิบัติธรรม ห้ามหรือไม่ที่จะไปเข้าโบสถ์คริสเตียน
    พอดีมีเพือ่นชวนไป เข้านะครับ แล้วให้อฐิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อขอสิ่งต่างๆ ตามที่ต้องการ ใจก็เปิด เพราะไม่สงสัย เพราะเห็นว่าทางคริสก็ดี ไม่ร้สึกขัดแย้ง แต่ทางพุทธก็ยัง นับถือและปฏิบัติ อย่ด้วย ขอคำแนะนำอาจารย์ด้วยครับ
    โดยคุณ ผู้เดินทาง 13 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในพุทธศาสนา ไม่ได้มีกฎห้ามที่จะเข้าไปในสถานที่ใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่เรื่องการสอนให้มีปัญญารู้ความจริง ถ้ามีปัญญา ก็จะรู้เองว่าเข้าโบสถ์ ได้หรือไม่ เข้าไปแล้วควรทำอย่างไร ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องปรึกษาใคร เพราะฉะนั้น การทำให้เกิดปัญญาขึ้นที่ตนเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างผมเอง ไม่ต้องไปถามใครว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร ควรทำบุญอย่างไร ควรเคารพใคร ไม่ต้องเที่ยวแสวงหาสัจธรรมของชีวิต ไม่ต้องไปศึกษาหลักปรัชญาของใคร เพราะมีปัญญาเข้าใจในเรื่องเหล่านี้แล้ว การจะมีปัญญาได้ ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นคำสอนหลักในพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นอีก -- ถ้าเราไปในสถานที่ของศาสนาอื่น ควรเคารพศาสดาของศาสนาอื่นในฐานะเป็นเพียง เทพ เป็นเพียงเทวดา ที่เป็นมิตรกับเรา แต่ไม่ควรเคารพในฐานะศาสดา ผู้เป็นที่พึ่ง ที่ระลึกของเรา -- ถ้าเราเป็นคนมีปัญญา ย่อมมั่นคงในพุทธศาสนา ย่อมไปในสถานที่ของศาสนาใดก็ได้ แต่ถ้าเราไม่มีปัญญา ย่อมมีจิตที่ไม่มั่นคง การไปในสถานที่ของศาสนาอื่น อาจทำให้เราโชคร้าย เปลี่ยนศาสนาไปก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราอธิษฐาน แล้วได้ตามที่ปรารถนา เราก็จะมีความเลื่อมใส ศรัทธา ถึงกับเปลี่ยนศาสนาก็ได้ มีหลายคนโชคร้ายอย่างนี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 เมษายน 2552




    854 ภาพนิมิต
    อยากนั่งสมาธิแต่กลัวว่ามันจะเกิดภาพนิมิตขึ้นมาในขณะที่นั่งสมาธิทำให้ไม่กล้านั่ง ควรจะทำอย่างไรดีคะ การทำสมาธิสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐานแตกต่างกันอย่างไร
    โดยคุณ เก๋ 9 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ควรศึกษาวิธีทำสมาธิที่ถูกต้อง แล้วค่อยฝึกทำสมาธิ เมื่อรู้วิธีที่ถูก ก็จะรู้ว่า เมื่อเห็นนิมิตควรจะทำใจอย่างไร และเมื่อทำใจถูกก็จะไม่เกิดความกลัว และถ้ารู้วิธีที่ถูก ก็จะรู้ว่า การทำสมาธิที่ถูกต้อง ก็คือการทำวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง -- การทำสมาธิแบบสมถกรรมฐาน เป็นการทำสมาธิที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา คือทำให้จิตสงบ มีความสุข แต่ไม่มีปัญญา คือไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ผลขั้นสูงที่ได้ก็คือมีฤทธิ์ ในฝ่ายโลกีย์ คือฤทธิ์ที่ไม่เกี่ยวกับการบรรลุมรรคผล นิพพาน เช่นเหาะได้ หายตัวได้ ระลึกชาติได้ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ อ่านใจคนได้ ในการฝึกของแต่ละคน จะมีฤทธิ์หรือไม่ มีฤทธิ์อย่างไร มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่อดีตชาติ แต่ที่ได้ทุกคนก็คือ ความสงบ ความสุข ในสมาธิ -- ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการทำสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญา คือรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง รู้ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิต เช่นรู้ว่าธรรมชาติของกายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ธรรมชาติของจิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร ธรรมชาติของกิเลสเป็นอย่างไร ธรรมชาติของรูป รส กลิ่น เสียง เป็นอย่างไร ซึ่งความรู้นี้ไม่สามารถเกิดจากการอ่าน การฟัง หรือการคิดได้ หรือแม้แต่การทำสมาธิแบบสมถ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจในธรรมชาติเหล่านี้ได้ จะมีปัญญารู้ความจริงในธรรมชาติเหล่านี้ได้ ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ผลขั้นสูงที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือมีฤทธิ์ในฝ่ายโลกีย์เช่นเดียวกับการปฏิบัติสมถกรรมฐาน แต่เป็นฤทธิ์ที่บริสุทธิ์กว่า ซึ่งผู้ฝึกแต่ละคนจะมีฤทธิ์หรือไม่ มีฤทธิ์อย่างไร มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่ติดตัวมาในอดีตชาติ แต่ผลขั้นสูงสุดที่สำคัญก็คือฤทธิ์ในฝ่ายโลกุตรธรรม คือฤทธิ์ในการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่การบรรลุมรรคผล นิพพาน ซึ่งมี 4 ขั้น ก็คือการบรรลุมรรคผลครั้งที่ 1 เป็นโสดาบัน ครั้งที่ 2 เป็นสกิทาคามี ครั้งที่ 3 เป็นอนาคามี ครั้งที่ 4 เป็นอรหันต์ -- การฝึกสมถกรรมฐาน กับการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน มีวิธีฝึกที่แตกต่างกัน เมื่อสร้างเหตุต่างกัน ผลที่ได้ย่อมต่างกัน แต่ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ที่ต้องการบรรลุมรรคผล ไม่รู้วิธีฝึกวิปัสสนาที่ถูกต้อง สิ่งที่ทำจึงมักเป็นเพียงสมถ ทำให้ไม่สามารถบรรลุมรรคผล เขาก็มักจะคิดว่า เรามีบารมีน้อยจึงไม่บรรลุมรรคผล บ้างก็คิดว่าทำไปเรื่อยๆ สักวันคงบรรลุมรรคผลเอง บ้างก็คิดว่าเรายังทำความเพียรน้อยไป จึงไม่บรรลุมรรคผล ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อันที่จริงเขาไม่รู้วิธีฝึกวิปัสสนาที่ถูกต้อง จึงสร้างเหตุผิด เมื่อสร้างเหตุผิด ก็ย่อมไม่ได้ผลเป็นธรรมดา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 เมษายน 2552

    ตอบลบ
  133. 846 ผลการปฏิบัติ ถือว่าก้าวหน้าขึ้นหรือเปล่าคะ?
    รบกวนถามอาจารย์ว่า ขณะที่นั่งสมาธิแล้วเกิดเวทนา เช่น ปวดขา แล้วเราตามดูอาการปวดนั้นจนกระทั่งความปวดนั้นหายไป หรือเกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นมา แล้วเราก็เอาสติไปดูความคิดนั้น แต่ไม่ได้ปรุงแต่งอะไร ดูเฉยๆ จนกระทั่งความคิดดับไป คือเห็นสภาวะ เกิด-ดับ ๆ ชัดขึ้น อย่างนี้ถือการปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นไหมคะ
    โดยคุณ กัญญา บุญศรีวงศ์ nongjomjob@yahoo.com 2 เมษายน 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขณะนั่งสมาธิ เมื่อปวดขา เอาสติดูความปวด แล้วความปวดหายไป แสดงว่าสมาธิอยู่ในขั้นดี ควรฝึกให้มากๆ จะทำให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เมื่อสมาธิแก่กล้า การปฏิบัติธรรมจะทำได้ง่าย ได้ผลเร็ว -- เมื่อมีความคิดฟุ้งซ่าน เอาสติดูความคิด แล้วเห็นความคิดดับไป ต้องดูว่าดูความคิดนานเพียงใดความคิดจึงดับ ถ้าบางครั้งทำได้ในเสี้ยววินาที ก็ใช้ได้ แต่ถ้าไม่เคยเห็นความคิดดับภายในเสี้ยววินาทีเลย ก็ยังใช้ไม่ได้ -- ที่ว่าเห็นสภาวะเกิด - ดับ ๆ นั้นต้องอธิบายรายละเอียดว่าเห็นอะไร เกิด- ดับ การเกิด - ดับ มีลักษณะอย่างไร เพราะการเห็นการเกิด-ดับ ที่เป็นแบบสมาธิก็มี เป็นแบบวิปัสสนาก็มี จากคำอธิบายที่เขียนมาผมเดาว่า การปฏิบัติที่ทำอยู่ เป็นสมาธิมาก เป็นวิปัสสนาน้อย ควรศึกษาวิธีฝึกให้ถูกต้องกว่านี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 เมษายน 2552



    833 คนเครียดจากการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
    กรณีที่ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ คนดูแลต้องป้อนข้าว น้ำ ทำทุกอย่างด้วยความเบื่อหน่าย กรณีเช่นนี้อยากเรียนถามอาจารย์ว่าผู้ป่วย หรือคนดูแลที่มีกรรมมากกว่ากัน และผู้ดูแลต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้มีจิตใจไม่หงุดหงิด เศร้าหมอง เครียดและเบื่อหน่าย ถึงกับบ่นเป็นระยะๆว่าเมื่อไรจะหมดลมหายใจสักที เพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้สงบและหมดเวรซึ่งกันและกัน ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ กชกร ksawatwong404@hotmail.com 23 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  134. คำตอบที่ 1

    -- ถ้าต้องการทำงานที่ไม่ชอบ ด้วยใจที่ปรกติ ไม่เบื่อหน่าย ไม่เครียด ก็ต้องฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน รายละเอียดให้อ่านในหนังสือ “ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน” หรือไม่ก็สมัครเรียนวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ช่วงเช้าวันเสาร์ 10.00-12.00 น. สี่ครั้งติดต่อกันที่บริษัทมรรคผลจำกัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าเรารู้วิธีฝึก ก็จะสามารถนำไปฝึกขณะทำงานได้ -- คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ มักต้องทำงานในสิ่งที่ตนไม่ชอบไม่ถนัด แม้เจ้านาย เจ้าของธุรกิจ ก็ไม่เว้น เจ้านายไม่อยากว่าลูกน้อง ไม่อยากบ่นลูกน้อง แต่ก็ต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ เจ้าของธุรกิจ ไม่อยากถูกลูกค้าต่อว่า ไม่อยากแก้ปัญหา ทั้งเรื่องการตลาด ทั้งเรื่องคนงานในสำนักงาน แต่ก็ต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ธุรกิจไม่เสียหาย ฉะนั้นการแก้ปัญหาโดยการเลือกทำงานที่เราชอบจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มีทางออกเพียงทางเดียวก็คือทำใจให้ชอบงานที่เราทำ พอใจในงานที่เราทำ ที่เราไม่ชอบงานก็เพราะเรามักมองงานในแง่ร้าย ไม่มองงานในแง่ดี เราต้องมองใหม่ ต้องปรับความคิด ปรับความเห็น ( ทิฐิ ) เสียใหม่ ให้ยอมรับ ให้พอใจกับงานที่ทำ -- ก่อนที่จะพูดถึงการเปลี่ยนความเห็นให้ถูกต้อง ผมขอตอบคำถามที่ถามว่าผู้ป่วยหรือผู้ดูแล มีกรรมมากกว่ากัน ต้องลองถามตัวเราเองว่า ถ้าให้เราเลือกระหว่าง การที่เราเป็นคนพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่มีคนดูแลเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเราทุกอย่างด้วยความเต็มใจ กับการเป็นคนปรกติ แต่ต้องดูแลผู้พิการ เราจะเลือกเป็นคนไหน ต้องลองถามใจตัวเองดู แต่ถ้าเป็นผม ผมคงไม่เลือกที่จะเป็นผู้พิการแน่นอน ผู้พิการย่อมมีกรรมหนักกว่าผู้ดูแลแน่นอน -- การเปลี่ยนความเห็นให้ถูกต้อง ให้ทำใจอย่างนี้คือ เราดูแลคนพิการนี้ดีนักหนาแล้ว ดีกว่าเป็นคนพิการตั้งร้อยตั้งพันเท่า การเป็นคนพิการจะทำบุญ จะสร้างบารมี ก็ยาก มีแต่ความทุกข์ ความลำบาก ส่วนเราจะทำบุญ จะสร้างบารมี ก็ทำได้ง่าย ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า การดูแลคนพิการเป็นบุญ เป็นกุศลที่ทำได้ยาก เรามีโอกาสทำก็นับเป็นโชคดีของเรา เวลาเราทำความสะอาดร่างกายให้เขา ก็ให้เรารู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำบุญ ให้เราตั้งใจทำให้ดี ให้ประณีต ยิ่งดียิ่งประณีต บุญก็ยิ่งมาก ให้เราเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้เสมอ ถ้าเราทำใจได้ วางใจถูก เวลาเราทำงานเราก็จะมีความสุข และได้สร้างบุญบารมีให้ตัวเองอีกด้วย ต่างกับแต่ก่อน ที่ได้ทั้งทุกข์ ได้ทั้งบาป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มีนาคม 2552




    821 ทำธุรกิจแล้วเกิดความเครียด
    ผมทำธุรกิจแล้วมีความเครียด ถูกคู่ค้า เอาเปรียบ บ้าง ข่มบ้าง รู้สึกกลุ้ม ปฏิบัติธรรมยังไม่เก่งจะทำใจยังไงดีครับ แล้วเรื่องที่ต้องกลุ้มเป็นเพราะกรรม ที่ทำมาด้วยใช่ไหม
    โดยคุณ ผู้น้อย 18 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  135. คำตอบที่ 1

    -- ถ้าปฏิบัติธรรมยังไม่เก่ง ก็อาจใช้การพิจารณาธรรมเรื่องกฎแห่งกรรมช่วยก็ได้ คือที่เราโชคร้าย เช่น ถูกคนอื่นเอาเปรียบ มีคนดูถูกเหยียดหยาม ธุรกิจไม่ดี เป็นวิบากร้าย เป็นผลของกรรมที่เราทำไม่ดีเอาไว้ในอดีต มาส่งผลในปัจจุบัน เรื่องราวร้ายๆ เหล่านี้เป็นผลกรรม แต่ความกลุ้ม ความกังวล ความหงุดหงิด ไม่ใช่ผลกรรม แต่เป็นกิเลสที่เราสร้างขึ้นด้วยความเคยชิน ด้วยความชำนาญ เป็นกรรมใหม่ทางใจ เป็นบาปที่เราสร้างขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เราได้รับความลำบากในอนาคตอีก ถ้าจะฝึกทำใจ ก็ให้สอนตนเองอยู่เสมอว่า ทำกรรมอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สอนตนเองอย่างนี้เสมอๆ สอนตนเองอย่างนี้บ่อยๆ เวลาที่เราโชคร้าย ก็ให้รู้ว่ากรรมชั่วกำลังส่งผล ให้เรายินดีรับกรรมนั้น ผลกรรมชั่วจะได้หมดๆ ไป เวลากลุ้มใจ กังวล หงุดหงิด โกรธ เคียดแค้น ก็ให้รู้ว่าเรากำลังทำกรรมชั่ว อนาคตเราจะลำบาก พยายามยับยั้งชั่งใจ ทำใจให้หายกลุ้ม หายกังวลเสีย ทำใจให้สบาย อนาคตเราจะได้สบาย ถ้าเราโชคดี ก็ให้รู้ว่ากรรมดีกำลังส่งผล ให้เราพยายามทำดีอีก กรรมดีจะได้ส่งผลอีก ถ้าเราถูกคู่ค้าเอาเปรียบ ก็ให้รู้ว่า นี่เป็นผลกรรมชั่วในอดีตของเราส่งผล แต่ตอนนี้เขากำลังทำกรรมชั่วกับเรา เขาก็จะได้รับความลำบากในอนาคตอย่างแน่นอน ถ้าเราไปโกรธ ไปเกลียดเขา ก็เป็นการทำกรรมชั่วของเรา อนาคตเราจะได้รับความลำบาก เราอย่าทำอย่างนั้นเลย ทำใจให้ผ่องใสดีกว่า จะได้ไม่ลำบากในอนาคต เวลาที่เขาดูถูกเรา ก็ให้รู้ว่านั่นเป็นผลกรรมชั่วในอดีตของเรา แต่ที่เขาดูถูกเรา นั่นเป็นกรรมชั่วที่เขากำลังทำในปัจจุบัน อนาคตเขาก็จะได้รับผลชั่วนั้นแน่นอน ให้เห็นกฎแห่งกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้เสมอๆ ความเครียดก็จะลดลงได้ ถ้าเราเครียด ก็ให้รู้ว่าตอนนี้เรากำลังทำกรรมชั่ว อนาคตเราจะลำบาก แล้วพยายามทำใจให้สบาย ให้ผ่องใส
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 มีนาคม 2552

    ตอบลบ
  136. 812 การเวียนว่ายตายเกิด
    เรียนถามอาจารย์ ที่อาจารย์ว่ามนุษย์เราเกิดมาหลายชาตินับไม่ถ้วน ถ้าจริงก่อนที่จะมีโลกใบนี้ เราคงต้องเกิดในโลกใบเก่า หรือโลกใบอื่น หรือเกิดมาแล้วหลายครั้งในโลกหลายใบ แล้วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังโลกใบนี้ ในโลกใบเก่าก็คงมีหรือ อาจก้าวหน้ากว่านี้ ถ้าจริงแล้วน่าจะมีหลักฐานของโลกใบเก่าหลงเหลืออยู่ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 12 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าคำตอบเกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง ผมตอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก -- โลกที่เราอยู่นี้มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดแล้ว 4 พระองค์ แต่ละพระองค์ ประสูติห่างกันนานหลายล้านปี หลักฐานในยุคของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เรายังไม่เห็นเลย ทำไมจึงคิดว่าหลักฐานบนโลกใบอื่นจะหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ได้ -- พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อสิ้นสุดกัลป์ จะมีไฟล้างโลกให้แตกสลายไป ( กัลป์ คืออายุของโลก นับจากโลกอุบัติขึ้นถึงโลกแตกสลายไป เรียกว่าหนึ่งกัลป์ ) หลังจากนั้นก็จะมีโลกอุบัติขึ้นมาใหม่ นับเป็นกัลป์ใหม่อีก บางกัลป์ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น บางกัลป์ก็มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเพียงพระองค์เดียว บางกัลป์ก็มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นหลายพระองค์
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 มีนาคม 2552




    811 การนั่งสมาธิ
    การทำสมาธิที่ดีที่สุดคือการนั่งสมาธิถูกต้องหรือเปล่า ส่วนการได้ฌาณเกิดจากการนั่งสมาธิอย่างเดียวใช่ไหมคะ และการนั่งสมาธิสามารถทำให้เรามีพลังจิตเพิ่มมากขึ้นด้วยหรือเปล่าคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan@hotmail.com 11 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำสมาธิที่ดีที่สุดคือการนั่งสมาธิ แต่ใช้ไม่ได้กับคนส่วนใหญ่ จะใช้ได้กับเพียงบางคนเท่านั้น คนที่นั่งสมาธิได้ผล คือคนที่นั่งแล้วเผลอยาก หลับยาก ขาอ่อนนั่งขัดสมาธิได้นาน ซึ่งมีน้อยคนมากที่ทำได้ นอกนั้นแล้วฝึกให้ตายก็ไม่ได้ผล การเดินจงกรมก็เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ใช้คู่กับการนั่งสมาธิ คือถ้านั่งสมาธิแล้วรู้สึกง่วง รู้สึกเมื่อย ก็เปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดินแทน การเจริญสติก็เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งซึ่งมีการเคลื่อนไหว การทำวิปัสสนาก็เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ซึ่งทำแล้วได้ทั้งฌาน และได้ทั้งญาณปัญญาที่สามารถประหารกิเลสได้ -- ฌานเกิดขึ้นได้กับการทำสมาธิทุกวิธี ถ้าทำได้ผล ไม่ว่าลืมตา หรือหลับตา ไม่ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน หรือแม้แต่ขับรถ ทำงาน ดูโทรทัศน์ ขึ้นอยู่กับการฝึกของแต่ละคน -- การทำสมาธิทุกวิธี ถ้าทำได้ผล ก็จะมีพลังจิตเพิ่มมากขึ้น อันที่จริงสมาธิก็คือกำลังของจิต คือพลังของจิตนั่นแหละ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 มีนาคม 2552




    809 อยากเกิดมารวยมากๆ ควรสร้างบุญอย่างไรครับ
    ชาติหน้าผมอยากเกิดมารวยมากๆ เอาแบบ เกิดมาพ่อแม่รวยมีเป็นหมื่นล้านเลยต้องทำกรรมอย่างไรครับ ช่วยแนะนำที
    โดยคุณ ผู้อยากรวยและยังอยากเกิดอีก 11 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  137. คำตอบที่ 1

    -- สร้างเหตุอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น สร้างเหตุคือให้ทานในปัจจุบัน ย่อมส่งผลให้ร่ำรวยในอนาคต ถ้าต้องการรวยมาก ก็ต้องทำทานมาก ต้องการรวยกว่าคนอื่น ก็ต้องทำทานมากกว่าคนอื่น ทานมีผลมากขึ้นอยู่กับผู้ให้ และผู้รับ -- ถ้าผู้ให้มีศีลมาก มีสมาธิมาก มีบารมีมาก ทานก็มีผลมาก เวลาให้ทานควรตั้งใจให้ เต็มใจให้ ยินดีในการให้ ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และให้ไปแล้ว ห้ามห่วงทาน ห้ามเสียดายทาน ถ้าทำได้ ทานก็จะมีผลมาก การให้ของที่ประณีต ที่ดี ทานย่อมมีผลมาก การทำทานเป็นประจำ ทำสม่ำเสมอ เรียกว่านิจทาน ย่อมมีผลมาก -- ถ้าผู้รับทาน มีศีลมาก มีสมาธิมาก มีบารมีมาก ทานที่ให้ก็มีผลมาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 มีนาคม 2552




    804 อาจารย์ยังมีความกลุ้มใจ วิตกกังวล อีกไหมครับ
    ในกระทู้หนึ่ง อาจารย์ตอบว่า อาจารย์บรรลุธรรมขั้นสูงอีกขั้นหนึ่งแล้ว ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ขอเรียนถามอาจารย์ครับว่า เมื่ออาจารย์บรรลุธรรมอีกขั้นแล้ว อาจารย์ยังมีความกลุ้มใจ วิตกกังวล อีกไหมครับ เช่น ปัญหาเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เป็นต้น
    โดยคุณ สมบัติ 5 มีนาคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาที่จิตของผมตก สภาพจิตไม่ดี ก็จะมีความกลุ้มใจ มีความกังวล แต่มีปริมาณน้อย แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด คงยากที่จะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร คงต้องสัมผัสด้วยตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 มีนาคม 2552




    789 เรื่องกรรม (2)
    อาจารย์ครับ เราจะทราบได้อย่างไรครับว่า เหตุการณ์ร้ายที่เราต้องประสบเกิดจากกรรมเก่าของเรา หรือเกิดจากกรรมใหม่ที่ผู้อื่นมากระทำเราครับ
    โดยคุณ เอ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เหตุการณ์ร้ายที่เราประสบ ต้องเกิดจากกรรมเก่าของเราอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่น ที่เราถูกคนอื่นทำร้าย ก็เพราะเราเคยทำกรรมชั่วในอดีต คนที่ทำร้ายเราเป็นเพียงปัจจัย หรือเป็นสื่อให้กรรมเก่าของเราส่งผลได้เท่านั้น ส่วนคนที่ทำร้ายเรา ถ้าเขามีเจตนาทำร้ายเรา ก็เป็นกรรมชั่วที่เขาทำในปัจจุบัน เขาย่อมได้รับผลของกรรมชั่ว คือได้รับความลำบากในอนาคต เช่นในอนาคตเขาอาจถูกทำร้าย อาจเจ็บป่วย อาจถูกรถชน อาจเดินไปเหยียบตะปู อาจโดนงูกัด อาจอายุสั้น อาจประสบภัยต่างๆนาๆเพราะกรรมชั่วที่เขาทำกับเราในปัจจุบัน -- ให้เรานึกเสมอว่า ที่เราโชคร้าย ก็เพราะกรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ในอดีตส่งผล ทำเราโชคดี ก็เพราะกรรมดีที่เราเคยทำไว้ในอดีตส่งผล ไม่มีหรอกที่ว่าอยู่ดีๆจะมีคนมาทำร้ายเราได้ ถ้าเราไม่เคยทำชั่วมาในอดีต
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 27 กุมภาพันธ์ 2552




    783 อยากปฏิบัติธรรมแต่ขี้เกียจ รู้สึกว่าต้องตั้งใจมาก ถึงทำได้
    อยากปฏิบัติธรรม แต่ผลัดวันประกันพรุ่ง รู้สึกว่ามันยาก รอก่อน เอาไว้สบายใจแล้วค่อยทำ สรุปว่าไม่ได้ทำซักที อยากดูทีวีมากกว่า ทั้งๆ ที่รายการทีวีน่าเบื่อมาก แต่ก็ทนดูจนจบ ดูแบบหงุดหงิด แทนที่จะเอาเวลาที่ไม่อยากดูทีวีมาปฏิบัติธรรม
    โดยคุณ ณัฐ natsarun@hotmail.com 24 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  138. คำตอบที่ 1

    -- การดูทีวี เป็นความเคยชิน เป็นนิสัย ถ้าไม่ได้ดู ก็จะรู้สึกเงียบเหงา เหมือนบางคนเคยออกนอกบ้านประจำ เป็นความเคยชิน เป็นนิสัย วันไหนถ้าไม่ได้ออก ก็จะรู้สึกเบื่อ รู้สึกเหงา ถึงรายการทีวีน่าเบื่อ แต่เราก็ทำเพราะความเคยชิน ถ้าไม่ได้ดู เราจะรู้สึกเบื่อกว่านี้อีก -- การผัดวันประกันพรุ่ง ก็เป็นความเคยชิน เป็นนิสัยเหมือนกัน เป็นเพราะ เราทำบ่อย มันจึงผัดวันอยู่เรื่อย ไม่อยากทำ แต่เราก็ทำ ถ้าเราอยากเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องทำความเคยชินใหม่ คือต้องไม่มีการผัดวัน โดยกำหนดว่าต้องทำทุกวัน ไม่มียกเว้น แล้วเราก็ทำตามที่ตั้งใจให้ได้ ไม่มีข้อแม้ แม้เราง่วงนอน เราเพลีย เราก็ต้องทำ ของผมเอง ตอนเช้าผมก็ต้องพยายามมองภาพแบบปรมัตถ์ ถ้าไม่มีเวลา สักนาทีก็ยังดี ก่อนนอนผมก็ต้องพยายามมองภาพแบบปรมัตถ์ บางครั้งเพลียมาก ง่วงนอนมาก ทำสักนาทีก็ยังดี ที่ต้องฝืนทำก็เพื่อให้เกิดความเคยชินจนเป็นนิสัย ถ้าไม่ได้ทำก็จะรู้สึกแปลก รู้สึกผิดปรกติ-- เราคงต้องหาวิธี หาเทคนิค ในการปฏิบัติ เช่นใช้วิธีปฏิบัติวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติโดยตั้งใจดูทีวี แล้วเพียรรู้ชัดไม่ยินดียินร้ายในเรื่องราวที่ดูอยู่นั้น เมื่อเลิกดูทีวี ก่อนนอนก็มองภาพแบบปรมัตถ์สักพักหนึ่ง ตอนเช้าก็ให้เวลาในการปฏิบัติโดยมองภาพแบบปรมัตถ์สักพักหนึ่ง --เมื่อวานผมมองภาพแบบปรมัตถ์ก่อนนอนทำได้ไม่ค่อยดี เพราะง่วงนอน วันนี้ตอนกลางคืน ผมเพลียมาก ง่วงนอน ผมจึงนอนก่อนให้หายเพลีย ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ แล้วจึงมองภาพแบบปรมัตถ์ ปรากฏว่าทำได้ดีมาก -- ตอนเราทำงาน มีปัญหา เรายังต้องพยายาม ต้องดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหา ตอนเราปฏิบัติธรรม มีปัญหา เราก็คงต้องพยายาม ต้องดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหาเช่นกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กุมภาพันธ์ 2552


    781 การขโมยพระ
    เรียนถามอาจารย์ครับ การที่วัดถูกขโมยพระพุทธรูป นั้นใครเป็นผู้ทำกรรมไว้ คนที่เดือดร้อนมีทั้ง เจ้าอาวาสและประชาชน และผลกรรมของเจ้าหัวขโมยนั้นมากขนาดไหนครับ หนักกว่าขโมยของธรรมดาอย่างไรครับ
    โดยคุณ 24 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การที่วัดถูกขโมยพระพุทธรูป เป็นเพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบเคยทำกรรมชั่วในอดีตมาก่อน ปัจจุบันนี้มีเหตุปัจจัย ( เหตุปัจจัย ก็คือมีคนมาขโมยของ) จึงทำให้กรรมส่งผลได้ เจ้าอาวาสทำกรรมไว้มาก ก็ได้รับผลกระทบมาก พระรูปอื่นทำกรรมไว้น้อย ก็ได้รับผลกระทบน้อย ชาวบ้านที่ได้ข่าวทำกรรมไว้น้อย จึงได้รับผลกระทบน้อย -- เหมือนกับการที่ตึกถล่ม มีคนตาย 10 คน บาดเจ็บ 20 คน นอกนั้นปลอดภัย คนที่อยู่ในเหตุการณ์ เคยทำกรรมชั่วในอดีตมาก่อน บัดนี้มีเหตุปัจจัยให้กรรมส่งผลได้ คือตึกถล่ม กรรมชั่วจึงส่งผลได้ คนที่ตายทั้ง 10 คน เคยทำกรรมหนักในอดีต จึงได้รับวิบาก(ผลของกรรม)หนักถึงตาย คนที่บาดเจ็บ 20 คน ทำกรรมหนักเบาต่างกัน คนที่บาดเจ็บสาหัส เป็นเพราะทำกรรมหนักมาในอดีต คนที่บาดเจ็บเล็กน้อย เป็นเพราะทำกรรมไม่หนักมากในอดีต ส่วนคนที่ปลอดภัย แต่ต้องตกใจ ใจเสีย เป็นเพราะทำกรรมเล็กน้อยในอดีต -- การทำบาปกับพุทธศาสนา เป็นบาปหนักกว่าบาปทั่วไปหลายเท่าอยู่แล้ว เมื่อตายไปก็จะไปสู่อบาย คือเกิดเป็นสัตว์นรก หรือไม่ก็เกิดเป็นเปรต อสุรกาย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 26 กุมภาพันธ์ 2552



    769 กุมาร
    อยากทราบว่ากุมารเป็นเทพเทวดาหรือเปล่า แล้วกุมารเกิดจากอะไร ทำไมถึงได้เกิดเป็นกุมาร แล้วกุมารจะมีอายุขัยได้ไปเกิดใหม่หรือเปล่า
    โดยคุณ กอลฟ์ 17 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- กุมาร อาจเป็นเปรต อสุรกาย หรือเป็นเทวดา ก็ได้ แล้วแต่ว่าใครจะมาสิงสถิตอยู่ อายุขัยยืนยาวกว่ามนุษย์มาก เมื่อหมดอายุขัย ก็จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ตามกรรมที่ได้ทำไว้ -- ลองอ่านคำถามหัวข้อ วิญญาณมีจริงหรือไม่ 17 ก.พ. 2552
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 17 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  139. 768 วิญญาณมีจริงหรือไม่
    อยากเรียนถามอาจารย์ว่าเมื่อคนเราตายไปแล้ว ก็ปฏิสนธิไปเกิดใหม่ในทันที แต่ทำไมบางคนเห็นวิญญาณหรือผีของผู้ตายในเมื่อคนที่ตายแล้วไปเกิดใหม่แล้ว ไม่ทราบว่าวิญญาณหรือผีมีจริงหรือไม่คะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 17 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าผีมีจริงหรือไม่ เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็น เพียงแต่ว่าผมเชื่อว่ามีจริง และการตอบของผม ก็ตอบตามที่รู้มา ที่บางคนเห็นผี มีลักษณะเหมือนคนตายนั้น อาจเป็นเพราะเขาเกิดเป็นเปรต อสุรกาย หรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา บางจำพวกซึ่งอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ ถ้าเขามีฤทธิ์มากพอ ก็สามารถที่จะเนรมิตกายให้เราเห็นได้ ถ้าเนรมิตกายเป็นรูปอื่น เราคงจำเขาไม่ได้ จึงเนรมิตกายให้มีลักษณะเหมือนคนตาย แต่ถ้าเขาไปเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก หรือเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ เราก็จะไม่เห็นเขา -- ลองอ่านหัวข้อ ภพภูมิของวิญญาณ 3 ก.พ. 2552 เพิ่มเติมนะครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 17 กุมภาพันธ์ 2552




    763 เรียนถามปัญหาธรรมกับผู้รู้ ทุกท่านด้วยครับ
    ปัญหาธรรม = เรื่องราวต่างๆ ที่เราเรียนรู้ปฏิบัติ กระทำทุกวันทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ในโลก หลักการตลาดเทคนิคต่างๆ กลยุทธ์ ทักษะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รัก โลภ โกรธเลว ต้องอยู่ในความระวังอย่างหลงใหลไปกับสิ่งยั่วยวน ชีวิตคืออนิจจัง ต้องเข้าวัด ต้องปฏิบัติอย่างนี้อย่างนั้น คนเรามีเกิดแก่เจ็บตายนะ ฯลฯ แล้วที่สุดชีวิตมันคืออะไรอะไรคือแก่นของชีวิต ถ้าความเป็นจริง คนมีเกิด ตาย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้ววนกลับมาเกิดใหม่ตามผลบุญ งั้นต้องวนเกิดกี่ภพกี่ชาติ แล้วใครเป็นคนกำหนด บงการเรื่องพวกนี้ให้เป็นโครงร่างแบบนี้ แล้วจะไปสิ้นสุดที่ใด เมื่อมันวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ๆ ทุก ชาติ ๆ ๆ แต่ที่สุด มันก็ต้องมีดับสูญไป เพราะเวลามันเดินไปเรื่อย ๆ เรื่อยๆ โลกก็ต้องแตกสะลายดับสูญไป(เรื่องคำสอน กลยุทธ์การตลาด ความรัก หลง เรื่องราวต่างๆ ก็ดับสูญ )แม้กระทั้งใครที่กำหนดเรื่องราวๆ ต่างๆ ก็ต้องดับสูญไป เพราะเวลามันเดินไปเรื่อยๆ ๆ ไม่มีจบสิ้น แล้วถ้าถึงวันที่มันจบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั้งผู้ที่เป็นกฎแห่งกรรม(ใคร) หรือใครจะเรียกว่าบาปบุญ พระเจ้าหรืออะไรก็ตาม จบสิ้นลงแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วนี้คืออะไร ชีวิตคืออะไร จะมีเพียงแค่เศษหินดิน อุกาบาตรล่อยล่อยอยู่ในอาวกาศ เรื่อย ๆ ๆ ตลอดไป ตลอดกาลเรื่อยๆ ๆ อย่างนี้หรอ แล้ว ชีวิตคืออะไร แก่นคืออะไร หรือคนเราจะตอบได้แค่ว่าไม่มีอะไรแท้ ไม่มีอะไรเป็นแก่น ท่อง บ่น ตามหลักศาลนา อย่ายึดติด ปล่อยวาง อย่างหลุ่มหลงในรูปรสกลิ่นเสียง (คล้ายๆ กับยอมจำนน ใช่แล้วถ้าไม่ทำแบบนี้มันก็ไม่มีทางอื่นนี้) สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในโลก มันเป็นกลยุทธ์ไม่ให้มนุษย์ทำชั่ว มันเป็นเทคนิค มันเป็นวิธีการ มันเป็นการขาย มันเป็นการตลาด มันอยู่ในโลก) แล้วมันคืออะไร ไม่มีอะไรที่เป็นโครงร่างจริงๆ หรอ สิ่งที่มันเป็นกรอบ สิ่งที่มันเป็นจริงของมนุษย์ บางครั้งมันเป็นความรู้สึกที่เข้าใจอยู่คนเดียว อธิบายให้ดีที่สุด ก็ได้เท่านี้บางคนไม่เข้าใจถึงความรู้สึกที่กระผมอธิบายด้วยซ้ำ แม้กระทั้งกระผมยังเข้าใจรู้ความรู้สึกตัวเองอยู่คนเดียว แต่พูดเป็นคำให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ บางคนเหมือนจะเข้าใจแต่พอพูดออกมา ตอบโต้กลับมากลับไม่เข้าใจจริงๆ (ใคร = ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าโลก ยิ่งใหญ่กว่าหลักการต่างๆ ยิ่งใหญ่ กว่าทุกเรื่องในโลก)
    โดยคุณ อมร molasri_25@hotmail.com 14 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  140. คำตอบที่ 1

    -- คำถามของคุณบางส่วนเหมือนกับ คำถามเรื่องจำนวนดวงจิต วันที่ 20 พ.ย. 2551 ลองอ่านดูครับ -- บุคคลที่จะเข้าใจความจริงของธรรมชาติได้ ต้องเป็นคนที่มีเหตุผล มองอะไรตรงไปตรงมา ก็การเป็นคนมีเหตุผล มองอะไรตรงไปตรงมานี้แหละเป็นกรรมดี ที่จะส่งผลให้พบความจริงได้ เราลองคิดดูว่าเรามีเหตุผลหรือไม่ มีคนบอกว่าคำสอนที่ให้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องบาปบุญ เป็นการตลาด เป็นกลยุทธ เราก็เชื่อ เราเคยพิสูจน์แล้วหรือว่ามันไม่มีอยู่จริง เราเคยถามคนที่บอกเราแล้วหรือว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมันถูกต้อง ทำไมเราจึงเชื่อ ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็มีคนบอกเหมือนกับเรา แต่เขาไม่เชื่อ ทำไมเราเชื่อ แต่เขาไม่เชื่อ ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนก็ไม่เคยพิสูจน์ เป็นเพราะทำกรรมมาต่างกัน -- การหาความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าตั้งสมมุติฐานผิด การหาคำตอบก็จะผิดไปด้วย ในธรรมชาตินี้ไม่มี ใคร (ใคร = ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าโลก ยิ่งใหญ่กว่าหลักการต่างๆ ยิ่งใหญ่ กว่าทุกเรื่องในโลก) แต่เราตั้งสมมุติฐานว่าต้องมีใคร แล้วพยายามหาใครผู้นั้นให้ได้ ลองคิดดูซิว่าจะได้คำตอบหรือไม่ -- ในธรรมชาติ เวลาไม่มีที่สิ้นสุด การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เรากลับตั้งสมมุติฐานว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีที่สิ้นสุด แล้วพยายามหาว่าเมื่อไหร่ มันจะสิ้นสุด สิ้นสุดแล้วจะเป็นอย่างไร ลองคิดดูก็แล้วกันว่าเมื่อไหร่เราจะได้คำตอบ ถ้าอยากได้คำตอบก็ต้องสร้างกรรมดี ( เป็นคนมีเหตุผล มองอะไรตรงไปตรงมา ) เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องตามที่เราปรารถนา -- การค้นหาความจริงของธรรมชาติ ต้องศึกษาธรรมชาติ ต้องเข้าถึงธรรมชาติ ไม่ใช่ไปบังคับให้ธรรมชาติเป็นไปตามที่ใจเราต้องการ -- บางทีเรามองว่านิพพาน คือการดับสูญ คือที่สิ้นสุดของชีวิต ทำไมไม่มองใหม่ว่า นิพพาน คือการเปลี่ยนสภาพจากการเกิด-ตาย (ชีวิต) ไปเป็นไม่เกิด-ไม่ตาย (นิพพาน) เหมือนกับการเปลี่ยนจากสสาร ไปเป็นพลังงาน ไม่มีอะไรสิ้นสุด ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น ไม่มีอะไรลดลง เพียงแต่เปลี่ยนสถานะไปเท่านั้น ต่างกันที่สภาพนิพพานเที่ยง จึงไม่กลับมาเป็นสถานะของชีวิตได้อีก แต่พลังงานมีความไม่เที่ยง จึงสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นสสารได้อีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กุมภาพันธ์ 2552




    762 ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและผล ทำอย่างไรจึงหลุดจากมันได้
    ทำไหมเราต้องตกมาอยู่ในสภาพของกาลเวลาใครกำหนดเรามา เรากำหนดมาเองหรือ แล้วมันคืออะไรกัน ทำไหมเราต้องมารับรู้กับสิ่งเหลานี้ คนที่มีคำถามแบบนี้เพราะว่ามีแต่ความทุกข์หรือเปล่า คนที่มีความสุขสมหวังทุกสิ่งทุกอย่างเขาจะมีคำถามแบบนี้ไหม แล้วคนที่ไม่มีคำถามคำตอบมันเป็นแบบไหนกัน ใช้ชีวิตไปวันๆ ก็คงไม่ใช่ สร้างโลกใหม่ขึ้นมาแทนโลกโลกีใบนี้ โลกแห่งสันติสุข บอกว่ามีมันก็ไม่มี บอกว่าไม่มีมันก็มี มันยังไงกัน ทุกอย่างอยู่ที่จิต แต่ท้องมันหิว ค่าใช้จ่ายประจำวันเพื่อกายสังขาร์มันมี ทำมาหากินแบบพอเพียงอยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติเหตุและผลของสรรพสิ่ง ไม่ยึดติด ในสภาวะไร้อัตตา
    โดยคุณ โกศัย สมาพงษ์ kosai_@windowslive.com 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราทุกคนตกอยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่มีใครสร้างขึ้นมา ที่เราต้องรับรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะเรามีจิต ซึ่งจิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มีหน้าที่รับรู้อารมณ์ ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ของมันถูกต้องแล้ว -- คนที่มีคำถามแบบนี้ได้ชื่อว่ามีปัญญา ส่วนคนที่พบคำตอบได้ชื่อว่ามีบุญบารมี ส่วนคนที่ไม่มีคำถามแบบนี้ ไม่หาคำตอบแบบนี้ ได้ชื่อว่าไม่มีปัญญา -- สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ อยู่บนโลกเดียวกัน คนหนึ่งเห็นโลกสดใส คนหนึ่งเห็นโลกเศร้าหมอง โลกก็อยู่ของมันอย่างนั้น ทำไมจึงเห็นไม่เหมือนกัน เพราะความสดใส ความเศร้าหมอง อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่โลก ความทุกข์อยู่ที่ใจ ถ้าอยากให้มันสุข ก็เปลี่ยนที่ใจ ไม่ต้องไปเปลี่ยนโลก ไม่ต้องไปสร้างโลกใหม่ -- การอยู่อย่างเข้าใจธรรมชาติ เหตุและผลของสรรพสิ่ง ไม่ยึดติด ในสภาวะไร้อัตตา นั่นแหละคือคำตอบของผู้มีปัญญาที่มีบุญบารมี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  141. 761 ความหมายของพระโพธิสัตว์
    อยากทราบว่าพระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์หรือเปล่าคะ แล้วพระโพธิสัตว์จะต้องสะสมบุญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตหรือเปล่า พระโพธิสัตว์เป็นผู้หญิงได้หรือเปล่า เช่น เจ้าแม่กวนอิม
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระโพธิสัตว์ คือปุถุชนที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ยังไม่บรรลุมรรคผล ยังไม่เป็นแม้โสดาบัน พระโพธิสัตว์ จะต้องสร้างบุญบารมี เป็นหลายล้านชาติ บางชาติก็เป็นชาย บางชาติก็เป็นหญิง บางชาติก็เป็นมนุษย์ บางชาติก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ทุกชาติก็ต้องสร้างบารมีเพื่อให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กุมภาพันธ์ 2552




    757 เคยคิดปรารถนาพุทธภูมิ จะทำอย่าไรต่อไปดีคัรบ
    ผมเคยคิดปรารถนาพุทธภูมิ มีความรู้สึกอยากสร้างเหตุให้ถึงที่สุด ของการปรุงแต่ง ซึ่งก็คือสภาวะของการเป็นพระพุทธเจ้า ความรู้สึกเหมือนอยู่ในส่วนลึกของจิต จะพิจารณา อย่างไรดีถ้าจะปฏิบัติธรรมต่อครับ
    โดยคุณ ป. 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนที่อยากเป็นพระพุทธเจ้า มีมากมาย ไม่ใช่เฉพาะเราคนเดียว แต่ส่วนใหญ่อยากด้วยตัณหาทั้งสิ้น ถ้าให้สร้างเหตุที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งลำบาก ทรมาน และใช้เวลายาวนานมาก ก็ไม่มีใครยอมทำกัน เราเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ลองปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ถ้าเดินถูกทาง เห็นความจริงของชีวิต ความอยากเป็นพระพุทธเจ้าก็จะคลายไปเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  142. 755 อาจารย์สามารถสอนสมถกรรมฐานจนถึงฌานสูง และมีหูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศ ได้หรือเปล่าครับ

    โดยคุณ 12 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการทำสมถกรรมฐาน จะทำให้มีฤทธิ์ ส่วนการทำวิปัสสนากรรมฐาน จะทำให้บรรลุมรรคผล แต่ความจริงแล้ว การทำวิปัสสนากรรมฐานด้วยสมาธิที่แรง จะได้ทั้งฤทธิ์ และมรรคผล ( การบรรลุมรรคผล จัดเป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง ) อีกทั้งเป็นฤทธิ์ที่ทำได้ง่ายกว่า และมั่นคงกว่า -- การสอนให้มีฤทธิ์ เป็นเรื่องง่าย แต่ผู้ฝึกจะมีฤทธิ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ และความตั้งใจ คนที่มีพื้นฐานสมาธิมาดีแต่กำเนิด จะฝึกได้ง่าย คนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี จะฝึกยาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 กุมภาพันธ์ 2552




    753 ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ
    ขอถามเพิ่มเติมครับ อาจารย์ครับ จากคำตอบของอาจารย์ แปลว่าอาจารย์ยังมีเพศสัมพันธ์อยู่ อีกทั้งอาจารย์ก็ยังคงมีโทสะอยู่ ดังนั้นถ้าผมจะสรุปว่าอาจารย์เป็นอริยบุคคลในขั้น สกทาคามี ถูกต้องไหมครับ หากคำถามผมไม่เหมาะสมประการใด ผมขออโหสิกรรมด้วยนะครับ เพราะอยากจะชัดเจนในสถานะของอาจารย์ หากอาจารย์ไม่สะดวกตอบที่หน้ากระทู้ ส่งมาที่ email ของผมนะครับ เพราะผมเข้าใจว่าผู้ที่จะสำเร็จขั้นอนาคามีได้จะต้องไม่มีเพศสัมพันธ์เลย และจะต้องไม่โกรธเลย รบกวนอาจารย์ช่วยให้ความเห็นกระจ่างด้วยนะครับ เพื่อที่ผมจะได้ใช้เป็นเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมต่อไป และจะได้ไม่ถูกผู้อื่นหลอกง่าย ๆ หากมีใครมาอ้างตนว่าสำเร็จธรรม
    โดยคุณ เอนก aneksom@yahoo.com 11 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบหรอกว่าบรรลุธรรมถึงขั้นไหน รู้แต่ว่าสภาพจิตเปลี่ยนไป และก็ยังไม่กลับไปเป็นสภาพเดิม ถ้าให้ผมเดา ผมคิดว่าเป็นสภาพธรรมของอนาคามี เพราะในพระไตรปิฎก กล่าวว่าผู้ที่เป็นอนาคามี คือผู้ที่ละกามราคะและละปฏิฆะได้ แต่ในพระไตรปิฎกไม่ได้ขยายความว่า กามราคะหมายถึงอะไร ปฏิฆะ หมายถึงอะไร ในภายหลังจึงมีการแปลกันว่า กามราคะหมายถึงความกำหนัดในกาม หมายถึงการติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นึกคิด บ้างก็ว่าหมายถึง ความกำหนัดทางเพศ บางคนก็ตีความไปว่าเป็นสภาพที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ส่วนปฏิฆะ หมายถึงความโกรธอย่างกลาง บางคนก็ว่าเป็นความโกรธ -- ฉะนั้นบางคนจึงบอกว่าอนาคามี ไม่มีความรู้สึกทางเพศ ไม่มีความโกรธ แต่ผมไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะถ้าละความโกรธได้จริง ควรใช้คำว่า ละโทสะ ไม่ควรใช้คำว่าละปฏิฆะ และในพระไตรปิฎกก็ไม่ปรากฏข้อความที่ว่าอนาคามี ไม่มีความรู้สึกทางเพศ มีแต่บอกว่าอรหันต์ไม่มีความรู้สึกทางเพศ ผมแปลความหมายของคำว่าราคะ ว่าหมายถึงความกำหนัด หมายถึงความยินดีติดใจ หลงใหล แต่ถ้ายินดีเฉยๆ แต่ไม่ติดใจ ไม่หลงใหล ผมเรียกว่า ฉันทะ ซึ่งหมายถึงความพอใจ ฉะนั้นผมจึงกล่าวว่า อนาคามีละกามราคะ คือไม่ยินดีติดใจ ไม่หลงใหลในกาม แต่ยังมีกามฉันทะ คือยังมีความพอใจในกาม แต่ไม่ติด กามราคะเปรียบเหมือนคนชอบเหล้า ติดเหล้า ถ้าไม่ได้กิน จะรู้สึกทรมาน ทุรนทุราย กามฉันทะเปรียบเหมือนคนชอบเหล้า แต่ไม่ติด กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ไม่กินก็ไม่ทรมาน ไม่ทุรนทุราย กามราคะเปรียบเหมือน การยินดีติดใจในสตรี หลงรักสตรี ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ จะรู้สึกทรมาน รู้สึกทุรนทุราย กามฉันทะ เปรียบเหมือนการชื่นชอบในสตรี แต่ไม่รัก ไม่หลงใหล อยู่ใกล้ก็ได้ อยู่ห่างก็ได้ ไม่ทรมาน ไม่ทุรนทุราย -- อย่าได้สนใจคนอื่นเลยว่าจะบรรลุธรรมถึงขั้นไหน เพราะถ้าเขาบอกว่าถึงขั้นนั้นขั้นนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือโกหก การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตน ใครทำใครได้ ตอนนี้ผมก็ยังปฏิบัติธรรมต่อ ถ้าผมบรรลุธรรมอีกครั้ง คงบอกได้ว่า ตอนนี้ผมอยู่ขั้นไหน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  143. 752 อาจารย์ชวยงเป็นมังสาวิรัติหรือเปล่าครับ
    เพราะได้ยินมาว่าผูู้ปฏิบัติธรรมนิยมเป็นมังสาวิรัติ เพื่อความสบายใจหนึ่ง และเพื่อความสบายกายหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้ผมรู้สึกไม่สบายท้องทุุกครั้งหลังกิน มื้ออาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นหลัก ยังทำให้รู้สึกรำคาญใจ อึดอัด ซึมๆ อยากเปลี่ยนมาเป็น มังสาวิรัติ แต่หาโอกาสได้ไม่สะดวกเท่าไหร่นักครับ
    โดยคุณ มังสาวิรัต anothailand@gmail.com 11 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมทานอาหารปรกติครับ ผักบ้าง เนื้อสัตว์บ้าง ดูให้เหมาะสมกับร่างกาย ถ้าเราไม่อยากทานเนื้อสัตว์ก็ไม่ยาก ก็เลือกทานส่วนที่เป็นผัก ส่วนที่เป็นเนื้อสัตว์ เราก็ไม่ต้องทาน ถ้าทำอย่างนี้เราก็ทานอาหารร้านไหนก็ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 กุมภาพันธ์ 2552




    751 สติดูชิวิต นี่เป็นอย่างไรครับ
    สวัสดีครับอาจารย์ จากคำตอบในคำถามนี้ http://nipparn.com/answer.php?id=735 อาจาย์ตอบว่า เอาสติดูกาย เอาสติดูชิวิต เรื่องสติดูกาย ผมเข้าใจครับ แต่ผมไม่เข้าใจ สติดูชิวิต นี่เป็นอย่างไรครับ รบกวนอาจารย์กรุณาอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันค์ 11 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  144. คำตอบที่ 1

    -- การมีสติดูชีวิตจัดอยู่ในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดขันธ์ 5 เป็นการดูหลายส่วนของชีวิต คือดูกายบ้าง ดูเวทนาบ้าง ดูจิตบ้าง คละเคล้ากันไป ดูได้ทั้งชีวิตตนเอง และชีวิตอื่น เช่นถ้าเราดูแม่ของเราที่กำลังดูโทรทัศน์ ถ้าจะดูชีวิตแบบปรมัตถ์ ก็ต้องไม่สนใจความเป็นแม่ ไม่สนใจว่าเป็นใคร ให้รู้แต่เพียงว่าเป็นชีวิตหนึ่ง ที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ ถ้าแม่ยิ้ม ก็ให้รู้ชัดว่าชีวิตนั้นกำลังยิ้ม ถ้าชีวิตนั้นก้ม ก็ให้รู้ชัดว่าชีวิตนั้นกำลังก้ม ถ้าแม่โกรธก็รู้ชัดว่าชีวิตนั้นกำลังโกรธ ถ้าแม่บ่นก็ให้รู้ชัดว่าชีวิตนั้นกำลังบ่น ถ้าแม่ลุกขึ้นยืน ก็ให้รู้ชัดว่าชีวิตนั้นกำลังลุกขึ้น เป็นการดูการทำงานของชีวิต ชีวิตทำอะไร ก็ให้ใจรู้อย่างนั้น จะเห็นว่าสติของเราไปตั้งอยู่หลายที่ไม่แน่นอน เช่นสนใจกายบ้าง สนใจจิตบ้าง สนใจเวทนา คือการรับรู้อารมณ์ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง คละเคล้ากันไป การมีสติดูชีวิตมีข้อดีคือ ดับกิเลสได้เร็ว มีปัญญามาก เห็นภาพพจน์ของชีวิตได้ชัดเจน แต่ มีข้อเสียคือสมาธิอ่อน รายละเอียดให้อ่านในหนังสือ วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพานครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 11 กุมภาพันธ์ 2552



    747 ความกำหนัด
    ต้องขอขมาก่อนนะครับหากคำถามนี้เป็นการลบหลู่ ขอสอบถามอาจารย์ว่าตอนนี้อาจารย์ได้เจริญสติจนกำหนัดหมดแล้วหรือยังครับ หรืออยู่ระหว่างการเจริญสติอยู่
    โดยคุณ 10 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เมื่อต้นเดือนมกราคม 2552 นี้ ผมเพิ่งบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้น สภาพจิตเปลี่ยนไป คือความโกรธมีเพียงเบาบาง ความรู้สึกทางเพศลดลงมาก มีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ติดเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเมื่อมีความต้องการ ก็จะทุรนทุราย ต้องอดกลั้น ต้องข่ม แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกทุรนทุราย ไม่ต้องอดกลั้น ไม่ต้องข่ม รู้สึกเป็นอิสระ รู้สึกสบาย ยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ น้อยลง ถ้าเทียบปัจจุบันกับเมื่อก่อน ก็เหมือนกับคนกินเหล้าเป็น กับคนติดเหล้า ปัจจุบันเหมือนกับคนกินเหล้าเป็น จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ แต่ก่อนเหมือนกับคนติดเหล้า ไม่กินไม่ได้ -- เวลาที่ผมจิตตก โกรธ ฟุ้งซ่าน ควบคุมจิตไม่ได้ ก็จะรู้สึกขุ่นมัว แต่ไม่มาก แต่เวลาที่จิตเป็นปกติ จะสามารถดับกิเลสได้ดี เหมือนช่วงที่ปฏิบัติได้ดีมากในสมัยก่อน เช่นเวลานึกคิด ถ้ามีกิเลสเกิดขึ้น จะรู้สึกตัว แล้วกิเลสก็ดับไป
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ 2552




    744 นิพพิทาญาณ มีอาการจริง ๆ อย่างไร
    เรียนอาจารย์ชวยง ที่เคารพครับ ผมขอเรียนถามว่า นิพพิทาญาณ ที่เกิดจริง ๆ ในผู้ปฏิบัติมีอาการทางจิตใจอย่างไรครับ
    โดยคุณ ผู้ศรัทธาอาจารย์ 9 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  145. คำตอบที่ 1

    -- นิพพิทาญาณ เป็นญาณที่ 8 ใน วิปัสสนาญาณ 16 เป็นญาณที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกเบื่อหน่ายในเรื่องราว ในรูปนาม ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เห็นว่ารูปนามเกิดขึ้นจำเจซ้ำซาก จึงเบื่อหน่าย เห็นว่ารูปนามไม่เที่ยง ควบคุมไม่ได้ จึงเบื่อหน่าย อาจเห็นจิตไม่เที่ยงบ้าง เห็นจิตควบคุมไม่ได้บ้าง เห็นฌานไม่เที่ยงบ้าง เห็นฌานควบคุมไม่ได้บ้างจึงเบื่อหน่าย อาจเห็นเรื่องราวไม่เที่ยงบ้าง เห็นเรื่องราวควบคุมไม่ได้บ้างจึงเบื่อหน่าย อาจเห็นการยึดถือเรื่องราวเป็นทุกข์บ้าง การยึดเป็นเจ้าของกาย การยึดเป็นเจ้าของจิต เป็นทุกข์บ้าง จึงเบื่อหน่าย การเห็นอย่างนี้ได้ก็เพราะทำวิปัสสนามากจนเห็นสภาพนี้บ่อย จึงมีความรู้สึกเบื่อหน่าย ความรู้สึกเบื่อหน่ายนี้ เป็นปัญญา ไม่ใช่โทสะ จึงไม่มีความโกรธ แต่เป็นความไม่ชอบสภาวธรรมที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา รู้สึกว่าสภาพธรรมเหล่านี้ไม่ดี จึงไม่ชอบ จึงเบื่อหน่าย ขณะที่เกิดความเบื่อหน่ายนี้ ความสงบของจิตยังมีอยู่
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ 2552



    743 ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ
    ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เจอกับคนที่ไม่อยากเจอ(เห็นแก่ตัวและชอบข่มคนอื่นให้ดูต้อยต่ำในสายตาผู้อื่น)จะทำอย่างไรดีครับให้ใจเป็นสุข
    โดยคุณ บีม aunha304@hotmail.com 9 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าอยากให้ใจเป็นสุข คงต้องศึกษาและปฏิบัติธรรม ถ้าปฏิบัติได้ผล จิตใจจะมั่นคงขึ้น เข้มแข็งขึ้น ฉลาดขึ้น เราก็จะมีความสุขมากขึ้น -- ที่เราต้องทำในสิงที่ไม่อยากทำ เจอคนที่ไม่อยากเจอ เป็นวิบากร้ายอันเกิดจากการทำกรรมชั่วในอดีต ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างนี้อีก ก็หมั่นทำกรรมดีให้มากๆ -- การที่มีคนมาข่มเรา แล้วเราทุกข์ ก็เพราะเรามีจิตใจอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง เอาใจไปฝากไว้กับคนอื่น คือคนอื่นชมเราก็ดีใจ มีความสุข คนอื่นติ เราก็เสียใจ มีความทุกข์ ถ้าเกิดวันไหนเราไม่ได้ออกจากบ้าน ไม่มีคนชมเราเลย เราคงทุกข์ทั้งวัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ 2552



    742 ปฏิบัติธรรมกลางท้องนา"
    วันหนึ่งผมไปอยู่กลางท้องนาแลเห็นแอ่งนําขังอยู่ในคันดินเบาบางจากสมมุติทางโลกผมเอามือไปแช่ในแอ่งนำพร้อมทั้งกำหนดเป็นปรมัตระหว่างมือกับความอ่อนแข็งและอุณหภูมิของนำในระหว่างกระทบแล้วเริ่มตีนำเป็นจังหวะและถี่ขึ้น"ผลปรากฏว่าภาพทางตาที่เห็นไม่ว่าแอ่งนำหรือภาพมือเริ่มหายไปปรากฏเป็น"ความว่าง"เกิดขึ้นสภาพที่เห็นจะได้ระหว่างที่เดินจงกลมแล้วหยุดพิจารณาทางเดินจงกลมด้วยครับการเดินจงกลมก็กำหนดความแข็งของธาตุดินที่กระทบกับเท้า!ครับผมภาพทางตาได้หายไป!
    โดยคุณ ผู้อ่อนหัด akasit123@gmail.com 9 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความว่างที่เกิดขึ้นเป็นความว่างในสมาธิ ไม่ใช่ในวิปัสสนา ถ้าจะทำวิปัสสนา ก็ต้องทำอย่างที่ผมบอก คือรู้ชัดในความว่าง แต่อย่ายินดี อย่าพอใจในความว่าง ถ้าเรารู้ชัดในความว่าง แต่ติดในความว่าง คือมีความยินดีพอใจในความว่าง ก็เป็นเพียงสมาธิ ถ้าเรารู้ชัดในความว่าง แต่ไม่ติดในความว่าง คือไม่ยินดีพอใจในความว่าง อย่างนี้จึงจะเป็นวิปัสสนา เราทดลองด้วยตนเองก็ได้โดยทำแบบเดิม ดูซิว่าการปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้าหรือไม่ แล้วลองฝึกทำใจใหม่ คือเพียรรู้ชัดในความว่าง ไม่ยินดีพอใจในความว่างนั้น ดูซิว่าการปฏิบัติธรรมดีกว่าเดิมหรือไม่ ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่จะสร้างเหตุผิดแล้วจะได้ผลถูก และไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่สร้างเหตุถูกแล้วจะได้ผลผิด เพราะกฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติ เป็นกฎที่ตายตัว -- ถ้าเราศึกษาธรรม จะพบว่าความว่างหมายถึง สภาพจิตที่ว่างจากกิเลส สภาพจิตที่ปล่อยวาง ไม่ยึดถือเรื่องราวต่างๆ ไม่ใช่ลืมตาแล้วมองไม่เห็นอะไร
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  146. 740 อาจารย์มีไฟล์ภาพตัวอย่างไว้ดูปรมัตถ์หรือเปล่าครับ
    อยากจะขออาจารย์ไว้เพื่อใช้หัดฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ระหว่างทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ครับ ขอบคุุณครับ
    โดยคุณ Pic anothailand@gmail.com 8 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ตอนนี้ยังไม่มีครับ ถ้ามีผมจะส่งไปให้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 กุมภาพันธ์ 2552



    739 "เห็นความว่าง"ด้วยตาเนื้อบ่อยครั้ง?
    สวัดดีครับอาจารย์ที่เคารพช่วยกรุณาชี้แจงเรื่องนี้ด้วยเป็นไปได้ไหม!ที่จะเห็น"อนัตตา"หรือความว่างด้วยตาเนื้อ?ถ้าตั้งใจปฏิบัติก็เห็นได้บ่อยลำดับเหตุการณ์ก็เกิดเหมือนกันทุกครั้งสิ่งที่เห็นก็ไม่เคยลืมเช่นภาพทางตาเริ่มสลายแตกตัวแล้วกระจายออกจากนั้นก็ไม่มีภาพนั้น!หลังจากนี้ก็พบความว่างเปล่า!ตัวอย่างเหมือนกับเราขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นจนภาพเดิมไม่เหมือนเดิมแล้วเม็ดสีของภาพก็แตกออกพ้นจากนี้ก็"ว่างจากภาพนั้น!
    โดยคุณ เอกสิทธิ์ akasit123@gmail.com 8 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การเห็นอย่างนี้เป็นเพราะสมาธิดี เป็นภาพนิมิต เกิดจาการที่เราอยากเข้าถึงธรรม อยากเห็นความว่าง เมื่อสมาธิดี ก็จะปรากฏภาพลักษณะนี้ให้เห็น การเห็นอย่างนี้ไม่ใช่การเห็นธรรม ไม่ใช่การเห็นอนัตตา ไม่ใช่การเห็นความว่างด้วยปัญญา ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราทำแต่สมาธิ ไม่ทำวิปัสสนา ถ้าถามว่าควรจะทำอย่างไร ผมขอแนะนำว่าให้ทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับการเห็นคือมองภาพแบบปรมัตถ์ เนื่องจากเราหัดมองภาพอยู่แล้ว การหัดมองภาพแบบปรมัตถ์จึงสามารถทำได้ง่าย -- แต่ถ้าจะทำแบบเดิมก็สามารถทำให้เป็นวิปัสสนาได้ โดยทำแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดี ยินร้ายในสมมุติ ถ้าเราเห็นภาพนั้นก็ให้รู้ชัดในภาพนั้น อย่าคล้อยตามภาพนั้น อย่าคิดว่านั่นคือการเห็นธรรม ภาพเป็นอย่างไร ก็ให้รู้อย่างนั้น อย่าคิดต่อ อย่าปรุงแต่ง ว่าภาพนั้นคืออย่างนั้น อย่างนี้ เราเข้าใจอย่างนั้นอย่างนี้ เรามีปัญญาอย่างนั้น อย่างนี้ ดูภาพนั้นเฉยๆ ภาพเป็นอย่างไรให้ใจรู้อย่างนั้น อย่ายินดีในสภาพนั้น ถ้าสภาพนั้นเสื่อมไป ก็อย่าเสียดาย อย่าอยากเห็นอีก ให้รู้ว่าภาพนั้นหายไปแล้ว แล้วทำใจเฉยๆ ให้ดูด้วยใจที่เป็นกลาง ให้ดูด้วยใจที่สงบ ด้วยใจที่เป็นปรกติ ถ้ามีความว่าง ก็ให้รู้ชัดว่าว่าง ไม่ต้องคิดอะไรมากกว่านั้น ถ้าเราวางใจให้เป็นวิปัสสนาได้ คือรู้ชัดในภาพ แต่ไม่ยินดียินร้ายในภาพ จิตของเราก็จะเป็นอิสระจากภาพ การปฏิบัติก็จะเป็นวิปัสสนา และก้าวหน้าต่อไปได้ ลองอ่านคำตอบเรื่องญาณ 16 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551 ดูนะครับ เพราะมีลักษณะเหมือนๆ กัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 กุมภาพันธ์ 2552




    739 ความกำหนัดนั้น อาจารย์ผ่านมันได้ยังไงครับ
    ความกำหนัดทำให้ผมเผลอบ่อยๆ มันจะมาเป็นช่วงๆ พอเรามองเห็นมัน มันก็หายไป แต่ถ้ามันมาหลายครั้งเข้า หนักๆเข้าก็ทานไม่ไหว ต้องพากายพาใจตามมันไปอยู่เรื่อย จะผ่านมันไปได้ยังไงครับ อาจารย์
    โดยคุณ กำหนัดหนอ anothailand@gmail.com 8 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การละความกำหนัดได้ ไม่ใช่วิสัยของปุถุชน ของโสดาบัน หรือของสกิทาคามี เราจะละความกำหนัดได้ ก็ต่อเมื่อเป็นอนาคามี หรืออรหันต์เท่านั้น เมื่อเรายังไม่เป็นอนาคามี ก็อย่าไปกังวลกับการมีความกำหนัด เพราะถ้าเราไปต้าน ไปฝืน เราก็จะแพ้ เราควรรีบสร้างเหตุให้เป็นอนาคามี ให้เป็นอรหันต์ ด้วยการรีบเร่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพียรมีสติดูกาย เพียรมีสติดูเวทนา เพียรมีสติดูจิต เพียรมีสติดูธรรม เพื่อให้บรรลุมรรค ตัวผมเองก็ไม่ได้เอาชนะความกำหนัด มีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ผมก็ทำวิปัสสนาอยู่เสมอ เมื่อวิปัสสนาของผมมีกำลังแก่กล้า ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้เอง -- แต่ถ้าเราจะเอาชนะความกำหนัด แล้วเราทำไม่ได้ เราก็จะรู้สึกว่าแพ้ รู้สึกหดหู่ รู้สึกกังวล วิปัสสนาของเราก็จะอ่อนกำลังลง ไม่ก้าวหน้า เราก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 กุมภาพันธ์ 2552

    ตอบลบ
  147. 738 ความกำหนัดนั้น อาจารย์ผ่านมันได้ยังไงครับ
    ความกำหนัดทำให้ผมเผลอบ่อยๆ มันจะมาเป็นช่วงๆ พอเรามองเห็นมัน มันก็หายไป แต่ถ้ามันมาหลายครั้งเข้า หนักๆเข้าก็ทานไม่ไหว ต้องพากายพาใจตามมันไปอยู่เรื่อย จะผ่านมันไปได้ยังไงครับ อาจารย์
    โดยคุณ กำหนัดหนอ anothailand@gmail.com 8 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การละความกำหนัดได้ ไม่ใช่วิสัยของปุถุชน ของโสดาบัน หรือของสกิทาคามี เราจะละความกำหนัดได้ ก็ต่อเมื่อเป็นอนาคามี หรืออรหันต์เท่านั้น เมื่อเรายังไม่เป็นอนาคามี ก็อย่าไปกังวลกับการมีความกำหนัด เพราะถ้าเราไปต้าน ไปฝืน เราก็จะแพ้ เราควรรีบสร้างเหตุให้เป็นอนาคามี ให้เป็นอรหันต์ ด้วยการรีบเร่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพียรมีสติดูกาย เพียรมีสติดูเวทนา เพียรมีสติดูจิต เพียรมีสติดูธรรม เพื่อให้บรรลุมรรค ตัวผมเองก็ไม่ได้เอาชนะความกำหนัด มีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ผมก็ทำวิปัสสนาอยู่เสมอ เมื่อวิปัสสนาของผมมีกำลังแก่กล้า ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้เอง -- แต่ถ้าเราจะเอาชนะความกำหนัด แล้วเราทำไม่ได้ เราก็จะรู้สึกว่าแพ้ รู้สึกหดหู่ รู้สึกกังวล วิปัสสนาของเราก็จะอ่อนกำลังลง ไม่ก้าวหน้า เราก็จะไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 กุมภาพันธ์ 2552



    736 การมองจิต
    การมองจิตกับการสังเกตความรู้สีกของตนเองเหมือนกันหรือไม่ครับ
    โดยคุณ เจ jj_snoopy@hotmail.com 7 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การมองจิตกับการสังเกตความรู้สึกของตนเอง เหมือนกัน แต่การวางใจที่ถูก ต้องสังเกตเฉยๆ ไม่ไปปรุงแต่งไม่ไปบังคับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ให้ดูเฉยๆ และในการดูต้องไม่มีการยึดเป็นเจ้าของความรู้สึกนั้น เหมือนกับเป็นความรู้สึกของคนอื่น เป็นความรู้สึกของชีวิตอื่น ไม่ใช่ความรู้สึกของเรา ถ้าทำอย่างนี้จึงจะถูกต้อง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 กุมภาพันธ์ 2552



    735 การมองจิต
    ถ้าเราพูดในสิ่งที่ไม่ดีโดยไม่ได้คิดต่อคนอื่นแล้วเรารู้สึกไม่สบายใจในสิ่งที่เราพูดไป เราควรลืมเรื่องที่เราพูดไม่ดีไปหรือเปล่า แล้วควรเอาชีวิตมองดูว่าจิตนี้ตอนนี้มันเป็นอย่างไร ใช่หรือเปล่าคะ ขอบคุณคะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 6 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  148. คำตอบที่ 1

    -- เวลาที่มีกิเลสเกิดขึ้นเช่น โกรธ หงุดหงิด ไม่สบายใจ เราสามารถใช้วิปัสสนาแบบใดก็ได้ในการดับกิเลส มีหลักอยู่ว่า ทำแบบไหนได้ง่าย ได้ดี ในขณะนั้น ก็ให้ทำแบบนั้น กรณีนี้เราอาจจะใช้วิธีดูจิต ก็ได้ โดยจ้องดูจิตว่าตอนนี้มีสภาพอย่างไร เช่น หดหู่ เศร้า โกรธ เราก็จ้องดูมัน เวลาดูจิต ก็ต้องตัดเรื่องราวทั้งหมดออก ต้องไม่นึกถึงเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ให้ดูแต่สภาพของความไม่สบายใจเพียงอย่างเดียว หรือถ้าทำยาก เราอาจใช้วิธีอื่น เช่น เอาสติดูกาย หรือเอาสติดูชีวิตแทน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 กุมภาพันธ์ 2552



    734 อาหาร ครับ
    เรียนถามอาจารย์ครับ อาหารของ นิพพาน พรหม เทวดา เปรต-อสุรกาย มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก คืออะไรครับ อาหารคือสิ่งที่กินเพื่อมีชีวิตอยู่ใช่ใหมครับ ของมนุษย์คืออาหารที่เรากิน (เราสามารถหาเองได้) สัตว์เดรัจฉานก็เช่นกัน ส่วนที่เหลือผมไม่ทราบครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 6 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- นิพพาน ไม่มีภพ ไม่มีชีวิต คือไม่มีรูป ไม่มีนาม จึงไม่มีอาหาร พรหมไม่กินอาหาร มีฌานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต เทวดาชั้นต่ำมีอาหารทิพย์ที่เนรมิตขึ้นมา เป็นอาหาร เทวดาชั้นสูงใช้นึกให้อิ่ม ก็จะอิ่ม เรียกว่าอิ่มทิพย์ เปรต อสุรกาย มีอาหารแตกต่างกันตามกรรม เช่นบางจำพวกก็กินของโสโครก บางจำพวกสามารถรับส่วนบุญจากผู้อื่นที่อุทิศมาให้ได้ ส่วนสัตว์นรกมีอาหารบ้าง ไม่มีอาหารบ้างแล้วแต่กรรม เช่นบางตนอาจมีน้ำทองแดงเป็นอาหาร
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 กุมภาพันธ์ 2552




    731 ทำไมพระพุทธเจ้าตรัส ลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะอะไรครับ
    ทำไมพระพุทธเจ้าตรัส ลำดับว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะอะไรครับ?
    โดยคุณ อิสระญาณ Issarayarn@hotmail.com 4 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  149. คำตอบที่ 1

    -- พระพุทธองค์ตรัสเรียงสภาพธรรมจากต่ำไปหาสูง คือศีลเป็นการสำรวมกายวาจา เพื่อกั้นกิเลสอย่างหยาบ คือการล่วงเกินผู้อื่น สมาธิเป็นการสำรวมใจ เป็นการทำจิตให้สงบ เพื่อข่มกิเลสอย่างกลางคือนิวรณ์ 5 ส่วนปัญญา เป็นการรู้แจ้งในธรรมชาติของชีวิต ทำให้ปล่อยวางในเรื่องราวต่างๆ ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลส เป็นการประหารกิเลสอย่างละเอียด ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง --โดยทั่วไปถือว่าศีลเป็นบาทของสมาธิ สมาธิเป็นบาทของปัญญา ทำให้มีคนมากมายเข้าใจผิดว่า ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อนจึงจะมีสมาธิ ถ้ามีสมาธิดีก็จะเกิดปัญญาขึ้นเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ถ้าเรารักษาศีลดี สมาธิอาจจะไม่เกิดก็ได้ ถ้าเรามีสมาธิดี แต่ไม่มีเชื้อแห่งปัญญา ถึงมีสมาธิดีเพียงใด ปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฤาษีที่มีสมาธิแก่กล้าจึงไม่สามารถเห็นธรรม ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ เชื้อแห่งปัญญาก็คือธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 กุมภาพันธ์ 2552



    728 ประกาศสอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผล

    โดยคุณ อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมจะเปิดสอนการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผล ในวันเสาร์ เวลา10.00น ถึง12.00น ต่อเนื่องกันเป็นจำนวน 4 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึงเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 -- ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท มรรคผลจำกัด ตั้งอยู่ที่ 29/136 ม.2 ถ.345 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110 อยู่ใน มินิแฟคตอรี่ อรุณสุนทรี โทร 02-961-7083 , 02-926-0897, แฟกซ์ 02-926-0889
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กุมภาพันธ์ 2552




    727 ภพภูมิของวิญญาณครับ
    เรียนถามอาจารย์ครับ ภพภูมิ มี พรหม-สวรรค์-มนุษย์-เปรต-เดรัจฉาน-นรก แล้ว วิญญาณเร่ร่อน สัมพเวสี อยู่ภพไหนครับ จะเร่ร่อนไปนานไหมครับ 100 หรือ 1000 ปี เป็นการฝืนธรรมชาติที่จะอยู่หรือไม่ครับ แล้วพวกผีบ้านผีเรือนบ้างก็มีฤทธฺ์ วิญญาณที่เฝ้าสมบัติใต้ดินนั้นภพไหนครับ ต้องขอโทษอาจารย์ด้วยนะครับถ้าคำถามอาจไร้สาระ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 3 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  150. คำตอบที่ 1

    -- เปรต อสุรกาย บางจำพวก อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ ที่เราเรียกกันว่าผี วิญญาณเร่ร่อน สัมพเวสี ก็คือเปรต อสุรกายประเภทนี้แหละ อายุขัยจะยืนยาวกว่ามนุษย์มาก อาศัยอยู่ตามบ้าน ตามต้นไม้ ตามภูเขา ตามป่า ตามวัด ตามป่าช้า เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา บางจำพวกก็อาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ ที่เราเรียกว่า แม่ย่านาง นางไม้ จ้าวป่า จ้าวเขา รุกขเทวดา พระภูมิ เจ้าที่ อายุขัยก็จะยืนยาวกว่ามนุษย์มาก อาศัยตามที่ต่างๆ บนโลกมนุษย์เหมือนเปรต อสุรกาย ฉะนั้นผีบ้านผีเรือนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรา ก็อาจเป็นเปรตอสุรกาย หรืออาจเป็นเทวดา นางฟ้า ก็ได้ โดยปรกติ เปรตอสุรกาย ก็จะกลัว เทวดา นางฟ้า เพราะอยู่ภพภูมิที่ต่ำกว่า ที่ว่าคนดีผีคุ้ม ก็คือคนดีจะมีเทวดา นางฟ้าชั้นจาตุมหาราชิกานี้คุ้มครองนั่นเอง ส่วนเทวดาชั้นอื่นๆ ปรกติจะอยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นคนละภพภูมิ กับโลกมนุษย์
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 กุมภาพันธ์ 2552



    726 เรียนถามเรื่อง การมีสติอยู่กับการนึกคิด ครับ
    ขอเรียนถามอาจารย์ครับ ถ้าเกิดมันคิดขึ้นมา แล้วผมทำความรู้สึกว่าจิตมันเป็นคนคิด ไม่ใช่เรา อย่างนี้ถูกต้องไหมครับ
    โดยคุณ 2 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขณะนึกคิด เราทำความรู้สึกว่าจิตมันคิด ไม่ใช่เรา อย่างนี้เป็นการทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับชีวิต ไม่ใช่แบบมีสติอยู่กับการนึกคิด เวลาที่เราดูว่าจิตมันกำลังคิด ความคิดจะดับไป เพราะสติไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่เราคิด สิ่งที่เห็นอยู่ก็คือชีวิตที่กำลังคิด เมื่อความคิดดับไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือชีวิตที่ไม่ใช่เรา -- ถ้าจะฝึกมีสติอยู่กับการนึกคิด ต้องทำแบบมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ ไม่ยินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติในที่นี้ก็คือเรื่องราวที่เราคิดอยู่ ถ้าเราทำได้ผล เราก็จะรู้ชัดในเรื่องราว แต่มีใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องราวที่คิดอยู่นั้น ผลหลักๆที่ได้เหมือนกันคือ ไม่มีกิเลสเข้าปรุงแต่งจิต ถ้ามีกิเลสอยู่ กิเลสก็จะดับไปในขณะที่เราทำได้ผลอยู่นั้น แต่ผลที่เป็นรายละเอียด ไม่เหมือนกัน ถ้าเราดูชีวิตที่กำลังคิด เราก็จะเห็นอนัตตา คือความไม่เป็นตัวตน ความไม่ใช่ตัวตน แต่ถ้าเรามีสติอยู่กับเรื่องราว เราจะเห็นเรื่องราวชัดเจน และเห็นความจริงว่าในความคิดมีแต่เรื่องราว ไม่มีกิเลสอยู่ (คนทั่วไปจะเห็นเรื่องราวกับกิเลสผสมปนเปกันอยู่ในความคิด แยกไม่ออก เหมือนน้ำใสกับสีแดง ปนกันเป็นน้ำแดง แยกกันไม่ออก แต่ความจริง เรื่องราวบริสุทธิ์เหมือนน้ำใส ส่วนกิเลสเป็นเหมือนสีแดง ถ้าเราไม่ใส่สีแดงลงไปในน้ำ เราก็จะเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของน้ำว่าใสบริสุทธิ์)
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 กุมภาพันธ์ 2552




    724 การปฏิบัติธรรมสำหรับผู้เริ่มต้นบ้างไม๊ครับ
    กราบ อาจารย์ด้วยความเคารพ เรียนอาจารย์ชวยงค์ ที่เคารพ 1.ไม่ทราบว่าอาจารย์สอนปฏิบัติธรรมสำหรับผู้เริ่มต้นบ้างไม๊ครับ ถ้ามีอยากรบกรบกวนขอกำหนดการ และรายละเอียดด้วยครับ 2. ผมอายุ42 พึ่งเริ่มอยากปฏิบัติธรรมจะสายไปมากไม๊ครับ ควรจะเริมอย่างไร ตอนนี้ผมเริ่มสวดมนต์ทำวัตร เช้า-เย็น อยู่ครับ ลองนั่งสมาธิเองใจมันไม่ยอมนิ่งเลยครับ กราบขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงครับ (นายเกษม แก้วกิติณรงค์)
    โดยคุณ เกษม kasemk@tot.co.th 2 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  151. คำตอบที่ 1

    -- ผมจะเปิดสอนในวันเสาร์ เวลา 10.00-12.00 น. แต่ต้องเรียน 4 เสาร์ ต่อเนื่องกัน คนเดียวผมก็สอน ถ้าต้องการเรียน ให้แจ้งไป ที่บริษัทมรรคผล โทร 02-926-0897 , 02-961-7083 สถานที่เรียน ใช้ชั้น 2 ของบริษัทมรรคผล ตั้งอยู่ในมินิแฟกตอรี่ อรุณสุนทรี บนถนน 345 ต. ลำโพ อ.บางบัวทอง นนทบุรี โทรถามทางได้ที่บริษัท -- อายุเท่าไรก็ยังไม่สาย อายุ 60 กว่าก็ยังมาปฏิบัติ ในการสอน ผมก็จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐาน เรื่อยไป โดยจะอธิบายวิธีแล้วลงมือปฏิบัติ สลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 4 ครั้ง ก็จะรู้วิธีปฏิบัติที่จำเป็นครบทุกวิธี สามารถที่จะนำไปฝึกเองได้แล้ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 2 กุมภาพันธ์ 2552




    716 คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการบรรลุธรรมเป็นเรื่องไกลโพ้น เกินความสามารถ ของมนุษย์ยุคปัจจุบัน จะแก้ไขอย่างไรดี
    คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการบรรลุธรรมเป็นเรื่องไกลโพ้น เกินความสามารถ ของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ต้องเกิดอีกเป็นแสนๆชาติ หรือไม่ก็ต้องรอสมัย พระศริอริยเมตไตรย นู๊น จะมีสิทธิ อาจารย์คิดว่า จะเปลี่ยนความคิด ชาวพุทธ ยุคปัจจุบันอย่างไร ดีครับ เพื่อพวกเขาจะได้หันมาปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น
    โดยคุณ ป. 30 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ศาสนาย่อมเสื่อมลงตามลำดับเป็นธรรมดา คนย่อมมีปัญญาทรามลงเป็นธรรมดา ศีลของคนย่อมเสื่อมลงเป็นธรรมดา อายุของคนย่อมสั้นลงเป็นธรรมดา ปัจจุบันคนทั่วไปไม่เคยเห็นธรรม การที่เราจะอธิบายให้เขาเชื่อในธรรมย่อมเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เราควรทำก็คือ ต้องปฏิบัติธรรมให้เห็นผลก่อน ให้บรรลุธรรมก่อน แล้วจึงสอน จึงชักชวนคนอื่น เราจะได้ยืนยันในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ว่าทำได้จริง คนก็จะเชื่อเราได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีแต่คนที่ไม่บรรลุธรรม ไปชักชวนคนโน้นคนนี้มาปฏิบัติ ใครเขาจะเชื่อ ถ้าทำอย่างที่ผมบอก ก็จะได้ประโยชน์ทั้งตนเอง และสังคม
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 30 มกราคม 2552



    714 ความดีความชั่ว
    อยากรบกวนสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับการแยกแยะความดีความชั่วครับ....ว่าสามารถแบ่งได้เป็นกี่ประเภทอย่างไร เนื่องจากเคยโต้แย้งกับเพื่อนว่าแบ่งได้สามประเภทคือ ดี กลางๆไม่ดีไม่ชั่ว และก็ชั่วไปเลย...ไม่ทราบว่าในพุทธศาสนาแบ่งอย่างนี้จิงหรือไม่
    โดยคุณ jonus jonus-1982@htmail.com 28 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  152. คำตอบที่ 1

    -- ความดี ความชั่ว โดยธรรมชาติวัดที่ตัวปรุงแต่งจิต ซึ่งเรียกว่าเจตสิก จิตมีธรรมชาติเป็นกลางไม่ดี ไม่ชั่ว ร่างกายก็มีธรรมชาติเป็นกลางไม่ดีไม่ชั่ว ดีชั่วอยู่ที่ตัวปรุงแต่งจิต (เจตสิก) เพียงอย่างเดียว เจตสิกมี 3 ชนิด คือ 1 เจตสิกฝ่ายดี หรือฝ่ายบุญ เรียกว่ากุศลเจตสิก 2 เจตสิกฝ่ายชั่วหรือฝ่ายบาป เรียกว่าอกุศลเจตสิก และ 3 เจตสิกฝ่ายเป็นกลางคือไม่ใช่ฝ่ายดี และไม่ใช่ฝ่ายชั่ว มีธรรมชาติเป็นกลาง ถ้าเจตสิกฝ่ายดีปรุงแต่งจิต ก็เรียกว่าจิตดี จิตเป็นบุญ ถ้าเจตสิกฝ่ายชั่วหรือฝ่ายบาปปรุงแต่งจิต ก็เรียกว่าจิตชั่ว จิตบาป ถ้าเจตสิกฝ่ายเป็นกลางปรุงแต่งจิต จิตก็มีลักษณะเป็นกลางๆ ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป -- ถ้าถามว่าคนดี คือคนอย่างไร ก็ต้องตอบว่า คนดี คือคนที่มีเจตสิกฝ่ายดีปรุงแต่งจิตมาก มีเจตสิกฝ่ายชั่วปรุงแต่งจิตน้อย ถ้าถามว่าคนชั่ว คือคนอย่างไร ก็ต้องตอบว่า คนชั่ว คือคนที่มีเจตสิกฝ่ายชั่วปรุงแต่งจิตมาก มีเจตสิกฝ่ายดีปรุงแต่งจิตน้อย -- เจตสิกฝ่ายดี มีหลายชนิด เช่น สติเจตสิก (การระลึกได้) ปัญญาเจตสิก (การรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง) เจตสิกฝ่ายชั่วมีหลายชนิด รวมเรียกว่ากิเลส แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ โลภะเจตสิก (ความโลภ) โทสะเจตสิก (ความโกรธ) โมหะเจตสิก (ความหลงผิด) ส่วนเจตสิกฝ่ายกลางๆ ก็มีหลายชนิด เช่น วิริยะเจตสิก (ความเพียร) เวทนาเจตสิก (การรับรู้อารมณ์) -- คนธรรมดาจะมีเจตสิกทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว และฝ่ายเป็นกลาง ส่วนพระอรหันต์ มีเฉพาะเจตสิกฝ่ายดี และฝ่ายเป็นกลาง แต่ไม่มีเจตสิกฝ่ายชั่ว คือกิเลส ปรุงแต่งจิตอีกเพราะถูกประหารหมดสิ้นแล้ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 มกราคม 2552




    711 การเห็นนิพพานโสดาบันจะเห็นได้ไหมครับ
    การเห็นนิพพานโสดาบันจะเห็นได้ไหมครับ ผมปฏิบัติมานาน เห็นจิตที่เฉยๆ นิ่ง ๆ อยู่เสมอ ๆ ทำงานบ้านปรกคิ ไม่ต้องนั่งสมาธิ ก็ยังเห็นได้ นั้นเป็นจิตอุเบกขา ใช่หรือไม่ครับ เนื่องในวันปีใหม่จีน ขอให้อาจารย์มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และชำระหนี้สินเพื่อนได้หมด ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดใช้ ขอบคุณอาจารย์มากครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 27 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอบคุณในคำอวยพรครับ -- ในการปฏิบัติธรรม ขณะบรรลุมรรคผลแต่ละครั้ง ผู้ปฏิบัติจะเห็นสภาพนิพพาน คือสภาพจิตที่ปราศจากกิเลส สภาพจิตที่ผ่องใส เรียกว่าได้นิพพานเป็นอารมณ์ ขณะนั้นนักปฏิบัติยังไม่รู้ว่าบรรลุมรรคผลแล้วหรือยัง ต่อเมื่อสภาพจิตเสื่อมลง กิเลสเข้าครอบงำจิตได้อีก ก็จะเห็นว่ากิเลสที่มีอยู่ในตน ไม่เท่าเดิมอีกต่อไป ขณะนี้จึงรู้ว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว -- การที่เห็นจิตที่เฉยๆ นิ่งๆ อยู่เสมอ เป็นเรื่องที่ดีมาก แสดงว่าสมาธิดี แต่บอกไม่ได้ว่ามีลักษณะของวิปัสสนามากน้อยเพียงใด ถ้าอยากให้ผมวิเคราะห์การปฏิบัติให้ ต้องอธิบายรายละเอียดมากกว่านี้ ต้องบอกว่าฝึกแบบไหน เอาสติจับที่ไหน ทำความรู้สึกอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร ปรกติถ้าเป็นวิปัสสนาที่ได้ผล ต้องมีการเห็นการดับของกิเลสเป็นเสี้ยววินาทีในชีวิตประจำวันบ้าง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 มกราคม 2552

    ตอบลบ
  153. 703 ฝันในสมาธิเป็นเช่นไรคะ อาจารย์
    เมื่อภาวนาไปเรื่อยๆ จะฝันน้อยลงหรือไม่ หากมีนิสัยช่างคิด
    โดยคุณ นิรนาม 23 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้านั่งสมาธิแล้วฝัน แสดงว่า เคลิ้มหลับไป เรียกว่าทำสมาธิไม่ได้ผล ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สมาธิอ่อนมาก มีความฟุ้งซ่านสูงมาก ถ้าทำสมาธิต่อไปอาจจะหลับไปเลยก็ได้ ควรลุกขึ้นเดินจงกรม -- ปกติคนที่นั่งสมาธิแล้วเคลิ้มง่าย ไม่ควรปฏิบัติธรรมแบบนั่งหลับตา เพราะจะทำไม่ได้ผล ต้องปฏิบัติธรรมแบบไม่นั่งหลับตา เช่นเพ่งกสิณ มองภาพแบบปรมัตถ์ มีสติดูกาย มีสติดูชีวิต จะได้ผลดีกว่ามาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 23 มกราคม 2552




    691 มีวิธีอย่างไรไหมที่จะไม่ลืมการปฏิบัติ
    ดิฉันปฏิบัติตามแนวของอาจารย์โดยเอาสติดูกาย แต่บางครั้งก็ลืม ส่วนใหญ่แล้วจะลืม กว่าจะรู้ตัวอีกทีเป็นวันก็มีค่ะ อาจารย์มีวิธีอย่างไรไหมคะที่จะให้ไม่ลืมการปฏิบัติ และทำให้ปฏิบัติได้ต่อเนื่องทั้งวัน
    โดยคุณ จีรนันท์ hattaporn@ji-net.com 21 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ตอนเช้าควรสละเวลาสัก 5 นาที 10 นาที ทำวิปัสสนาชนิดที่สมาธิแรง เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ ทำอานาปานสติ คือมีสติอยู่กับลมหายใจ เพื่อเพิ่มกำลังของสมาธิ หลังจากนั้นก็ทำวิปัสสนาในชีวิตประจำวันต่อทันที อย่าให้ขาดช่วง ตั้งแต่กินข้าว แต่งตัว ขับรถ ก็ให้ทำวิปัสสนาตลอด เวลาที่ต้องอยู่กับเรื่องราว ก็ทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติ เวลาว่างก็ทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เช่นดูกาย ดูชีวิต ต้องทำให้สม่ำเสมอ ทำทุกวันไม่มีเว้น ถ้าตอนเช้าสมาธิแรง ได้รับผลของการปฏิบัติพอสมควร ตอนกลางวันก็จะไม่ค่อยลืม -- ที่เราลืมส่วนมากเป็นเพราะเราทำงานมาก เวลาทำงานเราก็ไม่ยอมทำวิปัสสนา จะทำต่อเมื่อเราว่างจากงาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ขณะทำงาน ขณะพูดคุย เราต้องทำวิปัสสนาด้วยจึงจะชินกับการปฏิบัติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 มกราคม 2552




    690 อินทรีย์ไม่แก่กล้าพอ
    เมื่อกี้ผมเข้าใจในเรื่องการว่ายน้ำข้ามคลอง การทำตัวให้พ้นจากทุกข์ และวิธีบรรลุมรรคผล แต่จิตดำเนินไปได้นิดนึงก็กลับเข้าหาฝั่ง มีความเป็นปุถุชนเหมือนเดิม และไม่อาจพ้นได้ ตอนนี้กิเลสมากและเหลือแค่จิตตัวเดียวในบรรดาขันธ์ 5 ซึ่งตัดไม่ขาด
    โดยคุณ 21 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  154. คำตอบที่ 1

    -- ในการปฏิบัติธรรมขั้นสูง เวลาที่เรา สามารถดับกิเลสได้ดี จนจิตมีความผ่องใส มักจะคิดถึงการบรรลุมรรคผล เช่น คิดว่าจิตของเราบริสุทธิ์มาก คงใกล้บรรลุมรรคผลแล้ว คิดว่าตอนนี้จิตของเราผ่องใสมาก เราบรรลุมรรคผลแล้วหรือยังหนอ ก็ความคิดอย่างนี้แหละที่ทำให้อินทรีย์อ่อนกำลังลง วิธีแก้ก็คือ ขณะที่เราปฏิบัติธรรมอยู่ในขั้นสูง ทำได้ผลดี ห้ามนึกถึงเรื่องการบรรลุมรรคผล ให้บอกกับตนเองว่าตอนนี้สติสัมปชัญญะมีกำลัง เราทำได้ดี แต่อีกเดี๋ยวมันก็จะเสื่อมเป็นธรรมดา ตอนนี้เราทำได้ง่าย ต้องรีบปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ทำไปเรื่อยๆ จนอินทรีย์อ่อนกำลัง เราก็สอนตนเองอีกว่า ตอนนี้สติสัมปชัญญะอ่อนกำลังแล้วเป็นเรื่องธรรมดา เราต้องหาทางทำสติสัมปชัญญะให้มีกำลังขึ้นมาอีก แล้วเราก็เพียรเจริญสติสัมปชัญญะให้มีกำลังขึ้นมาอีก ถ้าทำได้ดีอีก เราก็สอนตนเองอีกว่าตอนนี้ทำได้ดี แต่เดี๋ยวมันก็เสื่อม สอนตนเองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็จะบรรลุมรรคผลได้เอง แต่ถ้าเรามัวแต่จะคิดถึงการบรรลุมรรคผล นึกถึงการว่ายน้ำข้ามคลอง เราก็จะไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ ตัวผมเองเวลาทำได้ดี ผมก็จะสอนตนเองอย่างนี้เสมอ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 มกราคม 2552



    688 อาจารย์เคยบอกว่า ศรัทธาในหลวงพ่อเทียนมาก แล้วทำไมอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียนครับ
    อาจารย์เคยบอกว่า ศรัทธาในหลวงพ่อเทียนมาก และอาจารย์ก็เคยบอกว่า มีพระในสายหลวงพ่อเทียนหลายรูป ที่อาจารย์เชื่อว่าเป็นผู้สำเร็จมรรคผลขั้นสูงสุด แสดงว่า อาจารย์เชื่อและศรัทธาในแนวทางของหลวงพ่อเทียนจริง ๆ ที่จะนำพาคนปฏิบัติไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้จริง แต่แล้วทำไมอาจารย์จึงไม่ปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียนละครับ หรือ ว่าไม่ถูกจริตกับอาจารย์ครับ หรือว่า แนวทางของหลวงพ่อเทียน เวลาฆราวาสปฏิบัติจริง ๆ จะไม่ครบถ้วนในชีวิตฆราวาสครับ ผมเรียนถามด้วยความเคารพจริง ๆ อยากทราบเหตุผลครับ ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่อาจารย์ หรือ ในตัวหลวงพ่อเทียนแต่อย่างใด เพราะผมเองก็ปฏิบัติในแนวหลวงพ่อเทียนอยู่ครับ คำตอบของอาจารย์อาจเป็นประโยชน์อย่างสูงที่ผมจะนำไปปรับปรุงการปฏิบัติของตนเองให้ก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น ผมเองก็ต้องการพ้นทุกข์ให้ได้ในชาตินี้ครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 20 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การปฏิบัติธรรมมีทางเดียวเท่านั้นคือการเจริญสติปัฏฐาน 4 คือการมีสติดูกาย การมีสติดูเวทนา การมีสติดูจิต และการมีสติดูธรรม ไม่มีอย่างอื่นอีก พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีปฏิบัติธรรมนี้ และได้ทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธทั้งหลายปฏิบัติตาม หลวงพ่อเทียน ท่านก็เจริญสติปัฏฐาน 4 ผมเองก็เจริญสติปัฏฐาน แม้นักปฏิบัติธรรมที่เดินถูกทางก็เจริญสติปัฏฐาน 4 หลวงพ่อเทียนเอาสติดูกาย ผมก็เอาสติดูกาย หลวงพ่อเทียนเอาสติดูเวทนา ผมก็เอาสติดูเวทนา หลวงพ่อเทียนเอาสติดูจิต ผมก็เอาสติดูจิต หลวงพ่อเทียนเอาสติดูธรรม ผมก็เอาสติดูธรรม แต่รายละเอียดในการฝึก ในการทำใจ ของนักปฏิบัติแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แนวทางของหลวงพ่อเทียนก็เป็นแบบหนึ่ง แนวทางของผมก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แนวทางของคนอื่นก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ว่าเป็นแนวทางไหน ถ้าเดินถูกทาง ก็ต้องเป็นการเจริญสติ ปัฏฐาน 4 ตามรอยของพระพุทธองค์ทั้งนั้น -- ถ้าคุณต้องการพ้นทุกข์ในชาตินี้ ก็ต้องศึกษาการเจริญสติปัฏฐาน 4 ที่ถูกต้อง ถ้าคุณรู้วิธีที่ถูกต้อง ทำความเพียรไม่ย่อหย่อน ก็จะบรรลุมรรคผลได้แน่นอน แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณจะรู้วิธีที่ถูกต้องได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของโชค วาสนา ดวง บุญบารมี ปัญญาในการเสาะแสวงหาของคุณเอง ไม่มีใครช่วยคุณได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 มกราคม 2552



    682 เมื่อจิตวิตกกังวล ผมดูมัน มันก็หยุด แล้วเป็นอีก ขอคำแนะนำจากอาจารย์เพิ่ม
    สวัสดีครับอาจารย์ เมื่อผมเกิดอาการวิตกกังวลขึ้นภายในจิตใจ ผมก็มองไปที่จิตที่กำลังวิตกกังวลนั้น ประมาณ 5 วินาที อาการวิตกกังวลมันก็หยุดลงไปเอง แล้วต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง เช่นสัก 10 นาทีต่อมา ก็เกิดวิตกกังวลอีก ผมก็มองจิตอีก แล้วความวิตกกังวลก็หยุดลงอีก เป็นดังนี้บ่อย ๆ วิธีการปฏิบัติของผมนี่ ถูกหรือยังครับ อาจารย์มีอะไรแนะนำเพิ่มเติมบ้างครับ ขอบคุณครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 18 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  155. คำตอบที่ 1

    -- เนื่องจากไม่ได้อธิบายรายละเอียดของการทำใจ ผมจึงบอกไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำเป็นวิปัสสนาที่ถูกต้องมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าสมาธิดี ใช้วิธีข่มใจ ก็ทำแบบนี้ได้เหมือนกัน การดูจิตที่ถูกต้อง ต้องดูที่สภาพจิตจริงๆ อย่าสนใจเรื่องราว อย่าสนใจเหตุผลที่ทำให้สภาพจิตเป็นอย่างนั้น เช่น ถ้าเราทำงานไม่ทัน พรุ่งนี้ส่งงาน เรารู้สึกกังวล ไม่สบายใจ เราก็รีบดูจิต คือดูความกังวล ดูความไม่สบายใจ จิตเป็นอย่างไร ให้รู้ไปตามที่เป็นจริง อย่าคิดถึงเรื่องงาน อย่าคิดถึงปัญหา อย่าอย่าสนใจเรื่องราว อย่าสนใจสาเหตุที่ทำให้เกิดความกังวล เกิดความไม่สบายใจ สนใจแต่สภาวะของความกังวล ความไม่สบายใจเพียงอย่างเดียว ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น และที่สำคัญคืออย่ายึดเป็นเจ้าของจิต มองเหมือนกำลังดูจิตของคนอื่น จิตเป็นอย่างไรให้รู้ไปตามนั้น จิตมันจะดี จะชั่ว จะสูง จะต่ำ ก็ดูมันเฉยๆ อย่าไปบังคับมัน ให้มันต้องดี ต้องไม่กังวล ต้องควบคุมได้ การดูจิตต้องดูเฉยๆ อย่าไปบังคับมัน มันจะเป็นอย่างไร ก็ช่างมัน จะดี จะชั่ว ก็ช่างมัน ดูมันเฉยๆ จะโกรธก็ปล่อยให้มันโกรธ อย่าไปบังคับมัน ดูมันเฉยๆ ถ้าทำใจแบบนี้ได้ก็เป็นวิปัสสนาแน่นอน -- ปรกติช่วงที่ทำวิปัสสนาได้ผลดี จะเห็นการดับไปของกิเลส เป็นเสี้ยววินาที คือเห็นความโกรธ ความโกรธก็หายวับไป เห็นความกังวล ความกังวลก็หายวับ ไป ถ้าทำอย่างนี้ได้ ถือว่าดี ถ้าทำอย่างนี้ได้บ่อยมาก ได้ดีมาก อย่างต่อเนื่อง ก็จะบรรลุมรรคผลได้ แต่ถ้าวิปัสสนาอ่อนกำลังลง เราก็จะทำไม่ได้อีกต่อไป ถึงเราจะไม่บรรลุมรรคผล แต่สิ่งที่ได้คือความชำนาญ ถ้าเราทำให้ได้แบบนี้อีกบ่อยๆ สักวันหนึ่งเราก็คงบรรลุมรรคผลได้แน่นอน เหมือนกับคนที่พยายามว่ายน้ำข้ามคลอง แต่หมดแรงก่อน ยังว่ายไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ได้ ต้องว่ายกลับเข้าฝั่งเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ได้ก็คือความชำนาญ สักวันหนึ่งก็คงว่ายไปยังฝั่งตรงข้ามได้แน่นอน -- ต้องลองตรวจสอบดูว่าในการปฏิบัติมีปีติสุข หรือไม่ ถ้าไม่มี แสดงว่าสมาธิยังอ่อนอยู่ ต้องฝึกสมาธิ หรือทำวิปัสสนาชนิดที่สมาธิแรงเช่น ฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ ให้สมาธิแรงๆ จึงจะดับกิเลสได้เร็วเป็นเสี้ยววินาที
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 18 มกราคม 2552



    677 เจ้าเข้า
    ผีเข้า เจ้าเข้าทรงมีจริงไหมครับ
    โดยคุณ โฟร์ sawatd.ccm@gmail.com 16 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีจริงหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่ามีจริง เพราะในพระไตรปิฎกมีเรื่องการติดต่อระหว่างพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์กับเปรต อสุรกาย ยักษ์ เทวดา อยู่มากมาย และมิตรสหายที่ผมรู้จักก็เป็นร่างทรงหลายคน แต่ที่เราพบเห็นอาจจริงบ้าง หลอกบ้างก็ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 มกราคม 2552


    ผีเข้า เจ้าเข้าทรงมีจริงไหมครับ
    โดยคุณ โฟร์ sawatd.ccm@gmail.com 16 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีจริงหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่ามีจริง เพราะในพระไตรปิฎกมีเรื่องการติดต่อระหว่างพระอรหันต์ที่มีฤทธิ์กับเปรต อสุรกาย ยักษ์ เทวดา อยู่มากมาย และมิตรสหายที่ผมรู้จักก็เป็นร่างทรงหลายคน แต่ที่เราพบเห็นอาจจริงบ้าง หลอกบ้างก็ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 มกราคม 2552



    671 ตอนนี้มีนักปฏิบัติแต่งหนังสือธรรมะออกมามากหลายท่านก็โด่งดังยอดขายมากมาย ได้ออกทีวีก็บ่อย
    ตอนนี้มีนักปฏิบัติแต่งหนังสือธรรมะออกมามากหลายท่านก็โด่งดังยอดขายมากมาย ได้ออกทีวีก็บ่อย ทำไมอาจารย์ไม่โปรโมทตัวเองแบบนั้นบ้างครับ จะได้ มีชื่อเสียง คนมาปฏิบัติกับอาจาร์ยเยอะๆ
    โดยคุณ ป. 15 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  156. คำตอบที่ 1

    -- อันที่จริงการที่จะเผยแพร่ธรรมะให้ได้ผล ต้องทำตัวเองให้มีชื่อเสียง ต้องออกโทรทัศน์ จึงจะได้ผล แต่มีเหตุอยู่ 2 อย่าง ที่ทำให้ผมไม่ทำอย่างนั้น คือ 1. ผมยังมีภาระต้องทำงานหาเงินใช้หนี้เพื่อนหลายล้านบาท จึงไม่มีเวลาที่จะทำอย่างนั้น 2. การทำให้ตนเองมีชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม แต่ไม่ใช่วิสัยของผมที่จะทำอย่างนั้น ผมชอบความเรียบง่าย ชอบความสบาย ชอบอิสระ แต่การมีชื่อเสียงไม่เรียบง่าย ไม่สบาย ไม่อิสระ -- ปัจจุบันผมตอบปัญหาธรรม เปิดสอนการปฏิบัติธรรม โดยประกาศว่าผมเป็นผู้รู้ธรรม สามารถอธิบายธรรม และสอนการปฏิบัติธรรมให้แก่คนทั้งหลายได้ ผมถือว่านี่เป็นหน้าที่ที่ผมได้ทำ ให้กับสังคม ให้กับนักปฏิบัติธรรม ส่วนนักปฏิบัติธรรมมีหน้าที่ที่จะต้องขวนขวาย แสวงหาสัจธรรมที่ถูกต้องเอง จะเดินผิดทาง หรือถูกทาง ก็แล้วแต่โชค แล้วแต่ดวงของเขาเอง -- ถ้าผมใช้หนี้เพื่อนหมดแล้ว มีเวลาสอนการปฏิบัติธรรมมากแล้ว บางทีผมอาจจะแต่งหนังสือธรรมะอีก และอาจจะทำตัวให้มีชื่อเสียงก็ได้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 15 มกราคม 2552




    655 ในพระไตรปิฏกว่า ปฏิบัติไปไม่เกิน 7 ปี ถ้าไม่เป็นอรหันต์ก็เป็นอนาคามี แสดงว่าต้องมีเคร็ดลับอะไรสักอย่าง
    ในพระไตรปิฏกว่า ปฏิบัติสติปัฏฐานไปไม่เกิน 7 ปี ถ้าไม่เป็นอรหันต์ก็เป็นอนาคามี แสดงว่าต้องมีเคร็ดลับอะไรสักอย่างที่จะข้ามพ้นจากอนาคามีเป็นอรหันต์ ที่ในสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้เขียนบอกไว้ในวิธีการปฏิบัติ อาจารย์มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 7 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในพระไตรปิฎกกล่าวว่าผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน 4 ทำความเพียรไม่ย่อหย่อน อย่างช้าภายใน 7 ปี ต้องได้เป็นอรหันต์ หรือไม่ก็เป็นอนาคามี ที่กล่าวอย่างนี้มีข้อแม้ว่าต้องทำถูกวิธีด้วย ถ้าทำไม่ถูกวิธี ทำตลอดชีวิตก็ไม่บรรลุธรรม ส่วนการจะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ ขึ้นอยู่กับความเพียร และ อัธยาศัยของแต่ละบุคคล เช่น นางวิสาขาบรรลุธรรมเป็นโสดาบัน ก็พอใจในสถานะของตน ไม่ปฏิบัติธรรมต่อ ไม่ทำความเพียรต่อ ก็เป็นเพียงโสดาบัน ถ้านางวิสาขามีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้น ก็สามารถทำได้โดยเจริญสติปัฏฐาน 4 ต่อ ทำความเพียรให้มาก คือตั้งใจทำ ขยันทำ ก็จะสามารถบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้นได้ การบรรลุธรรมแต่ละขั้นก็ทำเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เพียงแต่สภาวธรรมมีความละเอียดขึ้นเท่านั้น ถ้าเปรียบการปฏิบัติธรรมเป็นการเรียนหนังสือ เด็กจบชั้นประถม ถ้าอยากจบชั้นมัธยมก็ต้องเรียน ต้องสอบ ถ้าสอบผ่านทุกขั้นตอนก็จบชั้นมัธยมได้ คนทั่วไปเปรียบเหมือนเด็กจบชั้นประถม โสดาบันเปรียบเหมือนเด็กจบชั้นมัธยม คนทั่วไปอยากเป็นโสดาบัน ก็ต้องศึกษาธรรม ต้องปฏิบัติธรรม ถ้าผ่านญาณ 16 ได้ ก็เป็นโสดาบันได้ เด็กจบชั้นมัธยมบางคนหัวไม่ดี แต่ถ้ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจเรียน ก็สามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ บางคนเบื่อเรียนแล้ว บางคนอยากทำงาน บางคนพอใจกับความรู้ที่ตนมีแล้ว จึงไม่คิดที่จะเรียนต่อให้จบชั้นปริญญาตรี คนจบชั้นปริญญาตรีเปรียบเหมือนสกิทาคามี เด็กจบชั้นมัธยมบางคนหัวไม่ดี หมายถึงโสดาบันที่มีบารมีน้อย ยากที่จะปฏิบัติให้บรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้นได้ แต่ถ้ามีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติ ก็สามารถบรรลุธรรมได้ เด็กจบมัธยมบางคนเบื่อเรียนแล้ว บางคนอยากทำงาน บางคนพอใจกับความรู้ที่ตนมีแล้ว จึงไม่คิดที่จะเรียนต่อให้จบชั้นปริญญาตรี หมายถึงโสดาบันที่พอใจในกามคุณ พอใจในสถานะของตนแล้ว ไม่ปรารถนาที่จะบรรลุธรรมขั้นที่สูงขึ้นไปอีก ส่วนสกิทาคามีบางท่านก็ปรารถนาที่จะเป็นอนาคามี บางท่านก็ต้องการถึงอรหันต์ แต่บางท่านบารมีน้อยก็ไม่ปฏิบัติธรรมต่อ บางท่านก็พอใจในสภาพของสกิทาคามีจึงไม่ปฏิบัติธรรมต่อ เปรียบเหมือนคนที่จบปริญญาตรีแล้ว บางคนก็ปรารถนาที่จะเรียนต่อให้จบปริญญาโท บางคนก็หวังถึงปริญญาเอก แต่บางคนหัวไม่ดีก็ไม่เรียนต่อ บางคนรู้สึกว่าปริญญาตรีก็เพียงพอแล้ว จึงไม่เรียนต่อ -- บางที่เราอาจคิดว่าการปฏิบัติธรรมจากคนทั่วไป ไปเป็นโสดาบัน ง่ายกว่าจากโสดาบันไปเป็นสกิทาคามี ที่จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลมากกว่า เหมือนกับที่บางคนเรียนปริญญาตรี ง่ายกว่าตอนเรียนมัธยม เพราะตนเองถนัดกว่า เรียนสนุกกว่า -- ความแตกต่างของอนาคามี กับอรหันต์ ก็คือ อนาคามีติดในฌาน ติดในความสุขที่ละเอียดอันเกิดจากสมาธิ ถ้าละความสุขเหล่านั้นได้ ก็เป็นอรหันต์ได้ บางคนมีบารมีน้อย บางคนพอใจในสภาพของอนาคามี ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ ไม่มีเคล็ดลับอะไรมากไปกว่านี้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 มกราคม 2552

    ตอบลบ
  157. 641 อาจารย์ครับถ้าจิตตกบ่อยๆควรทำเช่นไรดีครับ
    เวลาจิตตก จะรู้สึกว่ามันหม่นๆ เฉยๆ ซึมๆ จะไม่อำนวยต่อการเจริญสติหรือเปล่าครับ อาจารย์มีวิธีแก้ไขไหมครับ??? ขอบคุณครับ
    โดยคุณ คนจิตตก anothailand@gmail.com 4 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่รู้สึกหม่นๆ เฉยๆ ซึมๆ เป็นลักษณะของความฟุ้งซ่าน เป็นเหมือนหมอกบังตา ทำให้การรับรู้ไม่ชัดเจน จัดอยู่ในนิวรณ์ 5 เกิดจากสมาธิอ่อน วิธีแก้ไขก็คือทำสมาธิให้แรง เช่นเพ่งมองภาพแบบปรมัตถ์ ถ้ามองได้ผล คือใจจดจ่ออยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ได้ ความฟุ้งซ่านก็จะหายไป จิตก็จะผ่องใสขึ้น ไม่ขุ่นมัว ความฟุ้งซ่านอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เครียด มีเรื่องกลุ้มใจ กังวลเรื่องงาน นอนน้อย กินอิ่มเกินไป ไม่สบาย หิว บางทีเราก็ต้องแก้ไขทางอื่นช่วยด้วย เช่นถ้าอดนอน ก็นอนให้มากขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 มกราคม 2552




    639 รบกวนอาจารย์อธิบายเพิ่มเติมในคำถามที่กระทู้
    ขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่ได้ตอบผมในคำถามที่ http://nipparn.com/answer.php?id=637 ผมมีข้อสงสัยในคำตอบที่อาจารย์ตอบว่า " ที่ว่าหลงแล้วกลับมารู้สึกตัว อาจหมายถึงการเผลอสติ แล้วกลับมารู้สึกตัว การทำอย่างนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็จะไม่เห็นธรรม " ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมคนธรรมดาจึงจะไม่เห็นธรรม แต่คนที่ปฏิบัติธรรมจึงจะเห็นธรรมได้ครับ ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์มันเกิดก้เหมือนกัน รบกวนอาจารย์ได้โปรดอธิบายเพิ่มเติมให้ด้วยครับ ขอบคุณอาจารย์มากครับ
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 2 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  158. คำตอบที่ 1

    -- ปรกติเวลาที่เรามีความฟุ้งซ่านสูง สมาธิอ่อน เราจะเผลอสติได้ง่าย ควบคุมจิตยาก ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราสนใจได้ยาก แต่ถ้าสมาธิดี เราก็จะเผลอสติยาก ควบคุมจิตได้ง่าย ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เราสนใจได้ง่าย เช่นเวลาที่เราอ่านหนังสือ ถ้าสมาธิไม่ดี เราก็จะเผลอนึกคิดไปถึงเรื่องอื่น หรือเหม่อ ใจลอย ได้ง่าย อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ถ้าสมาธิดี เราก็จะไม่ค่อยเผลอนึกคิดไปถึงเรื่องอื่น เหม่อใจลอยยาก อ่านหนังสือรู้เรื่องได้ดี ในปัจจุบัน ไม่ว่าคนธรรมดา หรือนักปฏิบัติธรรม มักมีพื้นฐานสมาธิอ่อนอยู่แล้ว ฉะนั้นการเผลอสติ เป็นเรื่องปรกติอยู่แล้ว ไม่ต้องทำ ไม่ต้องสร้าง ไม่ต้องบังคับให้มันเผลอ มันก็เผลอเป็นปรกติอยู่แล้ว -- แต่การกลับมารู้สึกตัวของคนธรรมดา ต่างกับนักปฏิบัติธรรมตรงที่ การรู้สึกตัวของนักปฏิบัติธรรมคือการมีสติสัมปชัญญะ คือมีปัญญา คือรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งเราเรียกว่า เห็นธรรม แต่การรู้สึกตัวของคนธรรมดา เป็นการมีสติเฉยๆ ไม่มีปัญญา ไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง แต่รู้สภาวธรรมผิดจากความเป็นจริง ซึ่งเราเรียกว่า อวิชชา ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักปฏิบัติธรรมคนหนึ่งรู้วิธีฝึกเอาสติดูกายแบบปรมัตถ์อย่างถูกต้อง เมื่อเขาเอาสติดูท่าทางของกายที่เคลื่อนไหวไป โดยไม่ยึดเป็นเจ้าของกายนี้ เขาย่อมเห็นกายตามความเป็นจริง ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างนี้ เขาย่อมเห็นอนัตตา คือความไม่เป็นตัวตนในกายนี้ อย่างนี้เรียกว่าเห็นธรรม เขาย่อมไม่รักกายนี้หลงกายนี้ ไม่ยินดีในกายนี้ เขาย่อมมีใจเป็นอุเบกขา คือเป็นกลาง ไม่ชอบไม่ชังกายนี้ ไม่ยินดียินร้ายในกายนี้ อย่างนี้เรียกว่ามีปัญญา เมื่อเขาเห็นธรรมอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็จะเผลอสตินึกคิดไปถึงเรื่องอื่นเช่นเรื่องงานบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง เรื่องปัญหาบ้าง เรื่องเพื่อนบ้าง เรื่องรถบ้าง เขาเผลอสติด้วยความเคยชินบ้าง ด้วยสมาธิอ่อนบ้าง ด้วยความไม่เที่ยงของจิตบ้าง ด้วยความผูกพันในเรื่องราวนั้นบ้าง เมื่อเผลอสติไป เขาย่อมไม่รู้สึกตัวว่าเผลอสติ แต่เมื่อเขารู้สึกตัว เขาก็จะเอาสติมาอยู่ที่กายแบบปรมัตถ์อีก ถ้าเขาวางใจถูก เขาก็จะเห็นกายตามความเป็นจริงอีก ผมจึงกล่าวว่าเขาเห็นธรรม และถ้าเขาทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ จนสติสัมปชัญญะ หรือปัญญาของเขามีกำลังมากพอ เขาก็จะบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดา เอาสติดูกาย เขาย่อมไม่เห็นกายตามความเป็นจริง ย่อมเข้าใจผิดในกาย ว่ากายนี้คือเรา กายนี้เป็นของเรา เขาย่อมเห็นตัวตนในกาย เห็นอัตตาในกาย เรียกว่าไม่มีปัญญา คือไม่รู้ความจริง เรียกว่ามีอวิชชา เพราะเข้าใจกายผิดจากความเป็นจริง เขาย่อมรักกายนี้ หลงกายนี้ ไม่มีอุเบกขาในกาย คือไม่มีใจเป็นกลาง มีความชอบกายนี้บ้าง ชังกายนี้บ้าง ยินดีในกายนี้บ้าง ยินร้ายในกายนี้บ้าง เมื่อเขาดูกายอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็จะเผลอสตินึกคิดไปถึงเรื่องอื่นเช่นเรื่องงานบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง เรื่องปัญหาบ้าง เรื่องเพื่อนบ้าง เรื่องรถบ้าง เขาเผลอสติด้วยความเคยชินบ้าง ด้วยสมาธิอ่อนบ้าง ด้วยความไม่เที่ยงของจิตบ้าง ด้วยความผูกพันในเรื่องราวนั้นบ้าง เมื่อเผลอสติไป เขาย่อมไม่รู้สึกตัวว่าเผลอสติ แต่เมื่อเขารู้สึกตัว เขาก็จะเอาสติมาอยู่ที่กายอีก แต่เนื่องจากเขาวางใจไม่เป็น เขาก็จะเห็นกายผิดจากความเป็นจริงอีก ไม่มีปัญญา มีแต่อวิชชาเหมือนปุถุชนทั่วไป ผมจึงกล่าวว่าการกลับมารู้สึกตัวของคนธรรมดา จะไม่เห็นธรรม แม้ใช้ความเพียรมากเท่าใดก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ บุคคล 2 คน เอาสติดูกายเหมือนกัน แต่วางใจไม่เหมือนกัน ย่อมได้รับผลต่างกัน คนที่วางใจถูก มีปัญญาเพิ่มขึ้น แต่คนที่วางใจผิด ไม่มีปัญญา มีแต่อวิชชาเหมือนเดิม

    ตอบลบ
  159. 637 อาจารย์มีความเห็นอย่างไรครับ ที่ว่าให้หลงแล้วกลับมารู้สึกตัวได้บ่อย ๆ ก็จะเห็นธรรมได้
    มีคำสอนการภาวนาของอาจารย์บางท่านที่สอนว่า ให้หลงแล้วกลับมารู้สึกตัวได้บ่อย ๆ ก็จะเห็นธรรมได้ รู้แจ้งในธรรมได้ อาจารย์มีความเห็นกับความสอนนี้อย่างไรครับ ถ้าอาจารย์ไม่เห็นด้วย อยากจะได้คำสอนของอาจารย์ที่เกียวเนี่ยงในเรื่องนี้
    โดยคุณ สมบัติ โชคอนันต์ 1 มกราคม 2552 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่ว่าหลงแล้วกลับมารู้สึกตัว อาจหมายถึงการเผลอสติ แล้วกลับมารู้สึกตัว การทำอย่างนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็จะไม่เห็นธรรม แต่ถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เดินถูกทางและมีความชำนาญ การเผลอแล้วกลับมารู้สึกตัวครั้งหนึ่ง ก็คือการมีสติสัมปชัญญะครั้งหนึ่ง หรือการเห็นธรรมครั้งหนึ่ง ถ้าทำได้บ่อยๆ ก็สามารถบรรลุธรรมได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือการกลับมารู้สึกตัว ถ้ารู้สึกตัวไม่ถูกวิธี ก็ไม่ใช่การเห็นธรรม แต่อาจเป็นการรู้สึกตัวแบบคนทั่วไป ฉะนั้นต้องดูคำสอนว่าการรู้สึกตัวนั้นทำอย่างไร ถ้าสอนถูกก็ดี ถ้าสอนผิดก็ไม่ดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 มกราคม 2552





    634 อำนวยพรปีใหม่แด่อาจารย์
    เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ ดิฉันขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดอำนวยอวยพรให้อาจารย์และครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรืองในธุรกิจ มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ประสพความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาตลอดจนการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอขอบพระคุณมาก ที่กรุณาสอนวิธีปฏิบัติธรรมค่ะ
    โดยคุณ จีรนันท์ hattaporn@ji-net.com 31 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขอบคุณครับ และขอให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาเช่นกันครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 ธันวาคม 2551



    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 มกราคม 2552

    ตอบลบ
  160. 633 อย่างไรจึงจะดับกิเลส...
    1.เหตุแห่งกิเลสคืออะไรครับ...การจะดับกิเลสเราต้องดับที่เหตุใช่ไหมครับ...เพราะทุกสิ่งมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ...ดังนั้นผมจึงรู้สึกว่า...ถ้าจะดับกิเลส ก็ต้องรู้ว่าเหตุแห่งกิเลสคืออะไรจะได้ดับให้ถูกจุด 2. วิธีที่นำไปสุ่การดับกิเลสคืออะไรครับ
    โดยคุณ ผู้เดินทาง 30 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เหตุแห่งกิเลส ก็คือชีวิต เพราะถ้าไม่มีชีวิต ก็ไม่มีจิต ไม่มีความรู้สึก ถ้าไม่มีความรู้สึก ก็ไม่มีกิเลส --แต่ถ้าเราจะดับกิเลสด้วยการฆ่าตัวตาย ก็ทำไม่ได้เพราะถ้าเราฆ่าตัวตาย เราก็ต้องเกิดใหม่อยู่ดี อาจจะเกิดในที่แย่กว่าเดิม มีกิเลสมากกว่าเดิม มีวิธีเดียวก็คือต้องตายโดยไม่เกิดอีก การตายโดยไม่เกิดอีก ทำได้โดยในชาตินี้ เราต้องเป็นอรหันต์ เมื่อตายไปจึงจะไม่เกิดอีก การจะเป็นอรหันต์ได้ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุมรรคผลครบ 4 ครั้ง --สรุปแล้วเหตุแห่งกิเลส ก็คือการเป็นปุถุชน (คนทั่วไป ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้หนาแน่นด้วยกิเลส) จะดับกิเลส ก็ด้วยการเปลี่ยนสภาพจากปุถุชนไปเป็นอรหันต์ ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นอีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 1 มกราคม 2552


    630 ขอถามเรื่องการมีสติอยู่กับกาย
    ดิฉันมีความสับสนในการปฏิบัติตามแนวทางของอาจารย์ในบางข้อ ขอความกรุณาช่วยอธิบายการมีสติอยู่กับกาย ที่อาจารย์ให้ฝึกโดยเคลื่อนไหวไปมา หรือยกมือช้าๆ คล้ายหุ่นยนต์ จุดมุ่งหมายของการทำเช่นนั้นเพื่ออะไร
    โดยคุณ จีรนันท์ hattaporn@ji-net.com 29 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เวลาที่คนทั่วไปเอาสติดูกาย จะเห็นว่ากายนี้คือเรา กายนี้เป็นของเรา ความรู้สึกนี้จัดเป็นสมมุติ ยังไม่ใช่กิเลส แต่เมื่อเรามีความรู้สึกในสมมุติ ก็จะมีกิเลสติดตามมาเสมอ คือมีความรู้สึกรักกายนี้ หลงกายนี้ อยากให้กายนี้ดี กายนี้งาม กายนี้หล่อ กายนี้แข็งแรง -- การฝึกมีสติอยู่กับปรมัตถ์ในกาย ก็เพื่อให้เห็นความจริงว่า กายนี้มีแต่กาย ไม่มีเรา ไม่มีความเป็นเจ้าของ การรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเพียงความรู้สึกที่จิตสร้างขึ้นด้วยความเคยชิน ด้วยความชำนาญ ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนาโดยการมีสติดูกายได้ผล เราก็จะเห็นกายนี้เป็นเพียงกาย เป็นเหมือนหุ่นยนต์ เป็นเหมือนก้อนเนื้อ เป็นเหมือนคนอื่น ไม่มีความรู้สึกว่ากายนี้คือเรา กาย นี้เป็นของเรา เรียกว่าเห็นอนัตตา เห็นความไม่มีตัวตน เห็นความไม่ใช่ตัวตน เห็นความไม่เป็นตัวตน เมื่อไม่มีความรู้สึกเป็นตัวตน คือเป็นสมมุติ กิเลสก็ไม่เกิดขึ้น คือความรู้สึกรักกายนี้ หลงกายนี้จะไม่เกิดขึ้น -- การมีสติดูกายเป็นหนึ่งวิธีที่นำไปใช้ในการดับกิเลสได้ ถ้าเราฝึกเสมอๆ เมื่อมีกิเลสเกิดขึ้น เราก็เอาสติดูกาย ถ้าเราวางใจได้ถูก เห็นกายตามความเป็นจริง กิเลสก็จะดับไป เช่น ถ้าเราคุยกับคนอื่น เขาพูดไม่ถูกใจ เราโกรธขึ้นมา ก็ให้เลิกสนใจเรื่องราวที่พูดคุยก่อน ให้รีบเอาสติมาดูกายแบบปรมัตถ์ ถ้าเราดูกายได้ถูก เห็นกายตามความเป็นจริง ความโกรธก็จะดับไป เมื่อเราไม่โกรธแล้ว เราก็สามารถคุยต่อด้วยเหตุผลได้ แต่ถ้าเราไม่ดับความโกรธ การคุยก็จะเป็นไปด้วยเหตุผล+กิเลส การดับกิเลสอาจใช้เวลาสั้นเป็นวินาที แต่กายฝึกฝนต้องทำติดต่อกันเป็นนาที ทุกวัน วันละหลายหน จึงจะได้ผล -- การทำวิปัสสนาทุกวิธี ถ้าทำจนชำนาญ ทำจนมีกำลังมาก ทำจนเป็นใหญ่ในการดำเนินชีวิต ก็จะสามารถบรรลุมรรคผลได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 29 ธันวาคม 2551

    ตอบลบ
  161. 625 อยากมีจิตใจที่เข้มแข็ง
    ดิฉันเคยผ่านความผิดหวังเสียใจกับเรื่องความรักมาได้สักปีแล้วค่ะ ตอนนี้ก็อยู่คนเดียวแล้วจะคิดถึงอดีตอีกแล้วค่ะ...แต่สิ่งหนึ่งที่ยังฝังอยู่ในส่วนลึกจิตใจของดิฉันก็คือเคยผิดพลาดเรื่องการทำแท้งค่ะ...มันเหมือนเป็นปมในใจมาตลอดเวลา...ซึ่งแวลาที่จะทำอะไรเหมือนมันคอยจะเป็นเวรกรรมให้ตัวดิฉันต้องหวนคำนึงถึงความผิดพลาดค่ะ...ทั้งที่เคยไปปฏิบัติธรรม และสามารถเปลียนชีวิตจากความผิดหวังให้สุ้และลุกขึ้นมาได้อีกครั้งแล้วค่ะ...แรงบันดาลใจในการไปปฏิบัติธรรมของดิฉันนั้นมาจากคุณฐิตินาถ ค่ะ...ได้อ่านหนังสือแล้วสักอาทิตย์ลุกจากอาการบาดเจ็บทางใจไปปฏิบัติธรรม 7 คืน 8 วันค่ะ....จนตอนนี้ได้เข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น จนหลายคนทักว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หากไม่เจอทุกข์...ก็ไม่เจอธรรม...จริงๆ ค่ะ...แต่ตอนนี้ดิฉันยังไม่ได้กลับพาใจเข้าบ้านภายในตัวเองอีกครั้งเลย...หลายครั้งที่พลังเผลอ...จนบางเรื่องต้องมานั่งคิดและเสียใจภายหลังทุกที...ดิฉันอยากมีจิตใจที่เข้มแข็งให้มากขึ้น...ในทุกเรื่องมีสติให้มากๆ ไม่หลงไปกับคำพูดเชิญชวนหรือ ตอนที่เสียใจดิฉันได้เที่ยว ดื่ม...และปรนเปรอตนเองจนเสียเงินและเป็นหนี้สิน...ทั้งที่ตัวคนเดียว แต่ดิฉันมีภาระอย่างเดียวคือส่งเสียน้องเรียนหนังสือ...แต่ก็ไม่วายที่บางครั้งพลังสติ...ใช้จ่ายเงินไปกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แล้วมานั่งเสียใจภายหลัง...จะเอากลับคืนก็ไม่ได้แล้ว... ดิฉันควรทำอย่างไรดีค่ะ...ถึงจะดีขึ้นค่ะขอคำแนะนำบ้างนะคะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ winnie ja_jahs@hotmail.com 27 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนติดเหล้าบางคนสามารถเลิกเหล้าภายในวันเดียวได้ แต่คนติดเหล้าบางคนไม่สามารถเลิกเหล้าภายในวันเดียวได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานาน ค่อยๆ ลด ค่อยๆ ละ จึงเลิกได้ คนที่เลิกเหล้าภายในวันเดียวได้ คือคนประเภทที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ใจแข็ง ซึ่งมักจะเป็นพวกที่มีพื้นฐานสมาธิดี ส่วนคนที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป จึงจะเลิกเหล้าได้ คือคนประเภทที่มีจิตใจโลเล ไม่เข้มแข็ง ใจอ่อน ซึ่งมักจะเป็นพวกที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี -- คุณน่าจะเป็นคนประเภทที่มีจิตใจไม่เข้มแข็ง ก็ต้องใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป คือยังไม่ต้องเลิกเที่ยวเลิกดื่ม แต่ให้ลดปริมาณลง ให้มีเงินเหลือพอที่จะส่งเสียน้องเรียนหนังสือ จัดสรรเงินให้เพียงพอ ห้ามกู้ ห้ามยืม -- ในระหว่างนี้ก็ศึกษาและปฏิบัติธรรมให้ถูกวิธี และฝึกฝนบ่อยๆ เพื่อให้สมาธิและปัญญามีกำลังมากขึ้น พร้อมกันนี้เราก็พยายามลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ให้มีเงินเหลือมากขึ้น -- ควรเลือกคบมิตรที่ดี ใครที่คอยเตือนเรา แนะนำเราให้ทำในสิ่งที่ดี ควรคบไว้ ใครที่ชอบชักชวนให้เราเที่ยว ให้เรากินเหล้า ให้เราฟุ้งเฟ้อ ให้อยู่ห่างให้เลิกคบ -- ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็น่าจะดีขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 ธันวาคม 2551

    ตอบลบ
  162. 618 ถามเรื่องสวรรค์ ในความคิดของอาจารย์
    ถามว่า แต่ละชาติจะมีสวรรค์แยกเป็นของ แต่ละชาติไหมครับ เช่นมีเทวดานางฟ้า สำหรับ คนไทยตายแล้วไปเกิด พูดไทยกัน ส่วนฝรั่งก็จะมี สวรรค์ของเค้าเป็นอีกเมืองนึง คนฝรั่งตายไปก็ไปเกิดที่นั่นกัน ไม่ปนกัน แยกกันคนละประเทศๆไป เหมือนบนโลก อาจารย์คิดอย่างไรครับ
    โดยคุณ ผู้อยากรู้ 26 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เทวดา เป็นอีกภพภูมิหนึ่ง ไม่เหมือนมนุษย์ การแบ่งกลุ่มคงมี แต่ไม่ใช่เป็นไทย เป็นฝรั่ง เพราะเทวดาไม่มีเชื้อชาติเหมือนมนุษย์ -- ลองคิดถึงภพภูมิสัตว์เดรัจฉาน เช่น จิ้งจก มันก็ไม่ได้แบ่งว่ามันเป็นไทย หรือเป็นฝรั่ง แม้สุนัข มันก็ไม่ได้แบ่งว่ามันเป็นไทยหรือเป็นฝรั่ง เราไปแบ่งมันเอง มันไม่รู้เรื่องกับเราด้วยหรอก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 ธันวาคม 2551




    612 การกลับมาปฏิบัติดูปรมัตอีกครั้ง ดำเนินได้อย่างรวดเร็ว
    ช่วงที่ผมทำงานธนาคาร งานยุ่งมาก ทำให้ทำอย่างไรก็เหมือนจะทำได้ยาก หรือทำได้ไม่ต่อเนื่อง แต่เนื่องจากอาศัยการดูจิตเข้าช่วยจึงทำให้เห็นปรมัตของสิ่งต่างๆได้บ้างเป็นขณะๆ ขณะนี้ผมลาออกจากงานมาเป็นนายหน้าค้าที่ดินได้ 1 เดือนนิดๆแล้ว จึงทำให้นอนดึกได้ มีความสบายเพราะผมเดินจงกรมกลางคืนได้ดีมาก(คนอื่นไม่ควรเลียนแบบเพราะเวลากลางคืนคนทำงานประจำต้องนอน) ไม่มีความเป็นเราเหลืออยู่ในกายเลย บางครั้งเห็นว่าชีวิตเป็นชีวิตเท่านั้น หรือ จิตเป็นจิตเท่านั้น แต่กำลังยังไม่มาก ผมรู้สึกขอบคุณอาจารย์เพราะเมื่อกลับมาอ่านหนังสือ "วิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้มรรคผลนิพพาน" ก็กลับมาระดับที่เคยปฏิบัติได้ผลครั้งก่อนได้
    โดยคุณ ธนพล ภักดี hoswalt@hotmail.com 24 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ยินดีด้วยครับที่การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ควรทำแบบนี้ให้มาก ให้เป็นนิสัย เวลาที่เรารู้ชัดในปรมัตถ์ พยายามรู้ชัดให้มากกว่าเดิมเพื่อให้สมาธิแรงขึ้น โดยสนใจ จดจ่อ คลุกคลีกับสภาพธรรมนั้น ให้มีความรู้สึกว่าการมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เป็นเรื่องปกติของเรา ไม่ใช่ของแปลกสำหรับเรา ความสงบ สมาธิ ฌาน เป็นปกติของเรา ความฟุ้งซ่าน ความยินดียินร้าย เป็นสิ่งผิดปกติของเรา -- เวลาทำงาน เวลาที่ใช้ชีวิตประจำวัน ควรฝึกมีสติอยู่กับสมมุติด้วย คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุตินั้น ควรฝึกให้ได้ เพราะเราจะมีเวลาอยู่กับสมมุติมากกว่าปรมัตถ์ ถ้าตอนกลางวันทำได้ดี ตอนกลางคืน เวลาเรามีสติอยู่กับปรมัตถ์ ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เพราะการทำวิปัสสนาทั้งมีสติอยู่กับสมมุติ และอยู่กับปรมัตถ์ เป็นธรรมฝ่ายเดียวกัน ย่อมเกื้อหนุนกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 ธันวาคม 2551

    ตอบลบ
  163. 611 ภาพถ่ายรังสีอออร่า
    อาจารย์มีความเห็นเช่นไรคะ
    โดยคุณ mild 23 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ภาพถ่ายรังสีออร่าใช้ในการวัดสมาธิได้ เพราะเวลาที่เรามีสมาธิดี รังสีที่เกิดตามร่างกายจะแตกต่างจากตอนที่สมาธิไม่ดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 ธันวาคม 2551




    608 การปฏิบัติในสถานปฏิบัติธรรม
    ดิฉันมีเวลาว่างช่วงปีใหม่ คิดจะไปปฏิบัติธรรมที่ ปฏิบัติในกุฏเพียงผู้เดียว ช่วยกรุณาแนะนำแนวทางในการปฏิบัติขณะที่ปลีกวิเวกประมาณ 3-5 วัน ให้ได้ผลด้วยค่ะ
    โดยคุณ จีรนันท์ hattaporn@ji-net.com 23 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ก็ให้ปฏิบัติตามที่ฝึกมา อาจจะหาภาพที่สามารถมองแบบปรมัตถ์ได้ง่ายเอาไว้มองประจำ เช่นฝาบ้าน พื้นบ้าน ผ้าเช็ดเท้า เสื้อผ้าที่มีลวดลาย ช่อดอกไม้ พุ่มไม้ ต้นไม้ อันไหนมองง่าย ก็ให้มองภาพนั้นบ่อยๆ อาจจะตั้งใจมองภาพในตอนเช้าทุกวันเพื่อให้สมาธิแรง ในเวลาระหว่างวันก็ปฏิบัติธรรมสลับกันไป เช่น เอาสติดูกายโดยการเคลื่อนไหวมือไปมาช้าๆ หันหน้าไปมาช้าๆ หรือเดินไปมาช้า เมื่อยแล้วก็มามองภาพแบบปรมัตถ์ มองเมื่อยตาแล้วก็อาจเปลี่ยนมานั่งสมาธิ เวลานั่งสมาธิก็ใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ นั่งสมาธิเมื่อยแล้ว ก็ลุกขึ้นเดิน เอาสติดูชีวิต หรือเอาสติดูกาย ทำสลับผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ขณะกินอาหาร ก็เอาสติอยู่กับรสอาหารแบบปรมัตถ์ -- เวลาส่วนใหญ่ควรมีสติอยู่กับชีวิตเป็นหลัก ดูการทำงานของชีวิต ว่าชีวิตนี้กำลังทำอะไรอยู่ ดูมันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเลือกทำวิธีไหน สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ถูกวิธี ถ้าทำถูกวิธีก็จะมีผลปรากฏเอง ขอให้มีกำลังใจในการปฏิบัติครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 24 ธันวาคม 2551




    605 เกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกตัว
    ขณะที่คิดแล้วได้สติรู้สึกตัว ความคิดนั้นจะดับไป คนเราสามารถพัฒนาจิตใจให้สามารถมีสติรู้สึกตัวในขณะที่กำลังคิดในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ได้หรือไม่ อย่างไรครับ อาจารย์ ? การที่เราฝึกการรับรู้แบบปรมัตถ์จะมีความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องไหมครับ ขอบพระคุณครับ
    โดยคุณ นนท์ czomkiat@yahoo.com 20 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คนเราไม่สามารถพัฒนาจิตให้มีสติรู้ชัดใน 2 ที่พร้อมกันได้ เช่นจะให้มีความรู้สึกตัวที่ร่างกายชัด และคิดในเรื่องราวชัดด้วยนั้น ทำไม่ได้ เพราะถ้าเรามีความรู้สึกตัว 50 % เราก็จะรู้ชัดในเรื่องราวได้เพียง 50 % ถ้าเราพยายามรู้ชัดในเรื่องราวมากขึ้นเป็น 90 % เราก็จะมีความรู้สึกตัวเพียง 10 % -- ในการปฏิบัติธรรมถ้าเราจะคิด และต้องรู้ชัดในเรื่องราวที่คิด เราจะใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่เพียรละความยินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติ ในที่นี้ก็คือเรื่องราวที่กำลังคิดอยู่ ซึ่งการทำวิธีนี้ ถ้าเราทำได้ดี จะมีตัวสติสัมปชัญญะ เป็นตัวควบคุมความคิด ไม่ให้เผลอ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเรื่องราวที่คิดอยู่ ซึ่งตัวสติสัมปชัญญะนี้ ไม่ใช่การรู้สึกตัวที่กาย แต่เป็นการรู้สึกตัวที่ความคิด -- การมีสติแบบปรมัตถ์ เป็นการรับรู้โดยไม่ตีความให้เกิดสมมุติ จึงไม่มีการนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในทางปฏิบัติเวลาเรามีสติอยู่กับปรมัตถ์ เราอาจทำได้ไม่ดี 100% ดังนั้นก็อาจมีสมมุติเจือปนอยู่บ้าง เช่นเวลาเรามองภาพแบบปรมัตถ์ เราอาจได้ยินเสียงคนคุยกันรู้เรื่อง ในขณะที่เราเห็นภาพแบบปรมัตถ์นั้นด้วย ถ้าเราเห็นภาพแบบปรมัตถ์ 80 % เราก็จะรู้ราวที่คนคุยกันเพียง 20 % (ก็คือไม่ค่อยรู้เรื่อง)
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 ธันวาคม 2551

    ตอบลบ
  164. สมาธิแรง หมายความว่าอย่างไร
    จากกระทู้คำถามโดยคุณ ป. http://nipparn.com/answer.php?id=597 ท่านอาจารย์ได้ตอบในข้อ3ว่า 3. ในการทำวิปัสสนาอย่าเน้นทำให้ต่อเนื่อง แต่เน้นให้ทำด้วยสมาธิที่แรง ยิ่งแรงยิ่งดี ท่านอาจารย์ ใช้คำว่า สมาธิที่แรง ผมขอให้ท่านอาจารย์ได้กรุณาต่อด้วยว่า สมาธิที่แรง หมายถึงอะไร และจะให้เป็นสมาธิที่แรง ต้องปฏิบัติอย่างไร
    โดยคุณ ถามต่อ 16 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเรามีสติอยู่กับการเห็นแบบปรมัตถ์ คือมองภาพแบบปรมัตถ์ (มองภาพโดยไม่ตีความ) ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับปรมัตถ์ได้ดีมาก ได้ง่ายมาก แสดงว่าเรามีสมาธิแรงมาก ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ได้ดีพอสมควร แสดงว่าเรามีสมาธิแรงพอประมาณ ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ได้บ้าง แสดงว่าเรามีสมาธิอ่อน ถ้าเรามีสติอยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ไม่ได้ แสดงว่าสมาธิไม่ดี ทำไม่ได้ผล ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วเห็นภาพชัดเจนมาก หรือสว่างมาก แสดงว่าเรามีสมาธิแรง ถ้าเราเห็นภาพชัดเจนน้อย หรือสว่างน้อย แสดงว่าเรามีสมาธิอ่อน ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้ว รู้สึกโล่งมาก สงบมาก แสดงว่ามีสมาธิแรง ถ้ารู้สึกโล่งน้อย สงบน้อย แสดงว่าสมาธิอ่อน ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกสงบ มีสติอยู่กับปรมัตถ์ได้ง่าย แสดงว่าสมาธิของเราอยู่ในฌานที่ 1 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีปีติปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ ปีติก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 2 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่1 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีสุขปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ สุขก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 3 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่ 2 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีอุเบกขาปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ อุเบกขาก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 4 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่ 3 ลักษณะของอุเบกขาในวิปัสสนา คือการวางเฉยในอารมณ์ที่มากระทบ ซึ่งก็คือการรู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบ แต่ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบนั้น เป็นสภาพที่จิตเป็นกลาง ไม่คล้อยตาม ไม่หวั่นไหวตามสภาพแวดล้อม มีจิตที่เป็นอิสระจากสภาพแวดล้อม จิตไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ถ้ากำลังของสมาธิในฌาน 4 นี้มีกำลังมากพอ ก็จะบรรลุมรรคผลได้ -- ถ้าสมาธิแรง กำลังของสมาธิจะทำให้จิตมีพลัง ทำงานคล่อง จะเผลอยาก หงุดหงิดยาก ฟุ้งซ่านยาก เราจะควบคุมจิตได้ง่าย ฉะนั้นเราจึงสามารถทำวิปัสสนาให้ต่อเนื่องได้ง่าย ถ้าสมาธิแรง -- ในการทำวิปัสสนาแบบอื่น เช่น การมีสติอยู่กับกายแบบปรมัตถ์ การมีสติอยู่กับชีวิตแบบปรมัตถ์ ก็จะมีลักษณะเหมือนๆ กัน คือถ้าทำด้วยสมาธิที่แรง การทำให้ต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก -- ส่วนการทำให้สมาธิแรง ต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น เราทำได้ด้วยการตั้งใจ เช่น ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์ อยากให้สมาธิแรง ก็ให้ตั้งใจมอง เลิกสนใจอย่างอื่น สนใจแต่ภาพที่เรากำลังมองอยู่ เหมือนกับโลกนี้มีแต่ภาพนี้ภาพเดียว ไม่มีอย่างอื่นอีก แล้วเราก็ตั้งใจมองไปเรื่อยๆ เพิ่มความสนใจ เพิ่มความตั้งใจไปเรื่อยๆ ถ้าวางใจถูก สมาธิก็จะแรงขึ้นตามลำดับ -- สำหรับนักปฏิบัติที่เดินถูกทาง เขาจะรู้อยู่ตลอดว่าขณะนี้สมาธิของเขาแรงหรืออ่อนมากน้อยเพียงใด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ธันวาคม 2551

    ตอบลบ
  165. 600 สมาธิแรง หมายความว่าอย่างไร
    จากกระทู้คำถามโดยคุณ ป. http://nipparn.com/answer.php?id=597 ท่านอาจารย์ได้ตอบในข้อ3ว่า 3. ในการทำวิปัสสนาอย่าเน้นทำให้ต่อเนื่อง แต่เน้นให้ทำด้วยสมาธิที่แรง ยิ่งแรงยิ่งดี ท่านอาจารย์ ใช้คำว่า สมาธิที่แรง ผมขอให้ท่านอาจารย์ได้กรุณาต่อด้วยว่า สมาธิที่แรง หมายถึงอะไร และจะให้เป็นสมาธิที่แรง ต้องปฏิบัติอย่างไร
    โดยคุณ ถามต่อ 16 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเรามีสติอยู่กับการเห็นแบบปรมัตถ์ คือมองภาพแบบปรมัตถ์ (มองภาพโดยไม่ตีความ) ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับปรมัตถ์ได้ดีมาก ได้ง่ายมาก แสดงว่าเรามีสมาธิแรงมาก ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ได้ดีพอสมควร แสดงว่าเรามีสมาธิแรงพอประมาณ ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ได้บ้าง แสดงว่าเรามีสมาธิอ่อน ถ้าเรามีสติอยู่กับภาพแบบปรมัตถ์ไม่ได้ แสดงว่าสมาธิไม่ดี ทำไม่ได้ผล ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วเห็นภาพชัดเจนมาก หรือสว่างมาก แสดงว่าเรามีสมาธิแรง ถ้าเราเห็นภาพชัดเจนน้อย หรือสว่างน้อย แสดงว่าเรามีสมาธิอ่อน ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้ว รู้สึกโล่งมาก สงบมาก แสดงว่ามีสมาธิแรง ถ้ารู้สึกโล่งน้อย สงบน้อย แสดงว่าสมาธิอ่อน ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกสงบ มีสติอยู่กับปรมัตถ์ได้ง่าย แสดงว่าสมาธิของเราอยู่ในฌานที่ 1 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีปีติปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ ปีติก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 2 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่1 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีสุขปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ สุขก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 3 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่ 2 ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์แล้วรู้สึกมีอุเบกขาปรากฏชัด แม้ไม่มองภาพ อุเบกขาก็ยังปรากฏอยู่ แสดงว่าสมาธิอยู่ในฌานที่ 4 ซึ่งเป็นสมาธิที่แรงกว่าฌานที่ 3 ลักษณะของอุเบกขาในวิปัสสนา คือการวางเฉยในอารมณ์ที่มากระทบ ซึ่งก็คือการรู้ชัดในอารมณ์ที่มากระทบ แต่ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบนั้น เป็นสภาพที่จิตเป็นกลาง ไม่คล้อยตาม ไม่หวั่นไหวตามสภาพแวดล้อม มีจิตที่เป็นอิสระจากสภาพแวดล้อม จิตไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ถ้ากำลังของสมาธิในฌาน 4 นี้มีกำลังมากพอ ก็จะบรรลุมรรคผลได้ -- ถ้าสมาธิแรง กำลังของสมาธิจะทำให้จิตมีพลัง ทำงานคล่อง จะเผลอยาก หงุดหงิดยาก ฟุ้งซ่านยาก เราจะควบคุมจิตได้ง่าย ฉะนั้นเราจึงสามารถทำวิปัสสนาให้ต่อเนื่องได้ง่าย ถ้าสมาธิแรง -- ในการทำวิปัสสนาแบบอื่น เช่น การมีสติอยู่กับกายแบบปรมัตถ์ การมีสติอยู่กับชีวิตแบบปรมัตถ์ ก็จะมีลักษณะเหมือนๆ กัน คือถ้าทำด้วยสมาธิที่แรง การทำให้ต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก -- ส่วนการทำให้สมาธิแรง ต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น เราทำได้ด้วยการตั้งใจ เช่น ถ้าเรามองภาพแบบปรมัตถ์ อยากให้สมาธิแรง ก็ให้ตั้งใจมอง เลิกสนใจอย่างอื่น สนใจแต่ภาพที่เรากำลังมองอยู่ เหมือนกับโลกนี้มีแต่ภาพนี้ภาพเดียว ไม่มีอย่างอื่นอีก แล้วเราก็ตั้งใจมองไปเรื่อยๆ เพิ่มความสนใจ เพิ่มความตั้งใจไปเรื่อยๆ ถ้าวางใจถูก สมาธิก็จะแรงขึ้นตามลำดับ -- สำหรับนักปฏิบัติที่เดินถูกทาง เขาจะรู้อยู่ตลอดว่าขณะนี้สมาธิของเขาแรงหรืออ่อนมากน้อยเพียงใด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ธันวาคม 2551




    ถามเรื่องสภาวะธรรม
    ดิฉันปฏิบัติกรรมฐานมาหลายปี และเคยถามปัญหา อ. ชวยงมา 2 ครั้ง อ.ก็ได้แนะนำวิธีทำวิปัสสนาให้ พอทำตามก็ได้ผลดี หลังๆมานี้ได้เกิดสภาวะธรรมหนึ่ง เหมือนเวลาการปฏิบัติมันหน่วงช้าลง การหายใจจับยุบหนอ-พองหนอช้าลงเหมือนนานมากกว่าจะหายใจเข้าออกได้ แต่ก็เห็นสภาวะธรรมชัดขึ้น ละเอียดขึ้นมาก เห็นสภาวะธรรมเกิด-ดับได้ชัดมาก เหมือนดิฉันนั่งมานานแล้ว แต่พอเลิกปฏิบัติกลับใช้เวลาไปแค่ 30 - 45 นาที ทั้งที่เคยนั่งได้ 1 ชั่วโมงแต่สภาพจิตใจมันต่างกัน ตอนนั่ง 1 ชั่วโมงนั้นหลังจากนั่งมันนิ่งๆเฉยๆ อารมณ์มันทื่อๆแข็งๆ ว่างเปล่า แต่นั่งแบบนี้อารมณ์นิ่มนวล ละเอียดอ่อนไม่แข็งทื่อๆ วางอารมณ์เป็นอุเบกขาได้ดี 1. อ. ว่าสภาวะธรรมแบบนี้ดีหรือไม่ ช่วยแนะนำหน่อยค่ะแต่มันนั่งได้ไม่นาน 2. ในระหว่างวันกำหนดจิตตามรู้ยากมาก แต่สติก็เกิดขึ้นเองได้บ่อยๆ มีความรู้ตัวบ่อยขึ้น แต่ก็ไม่สามารถตามรู้ได้ทั้งวัน อ. ว่าทำเท่านี้เพียงพอหรือไม่ แนะนำหน่อยค่ะ
    โดยคุณ ป. 15 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  166. คำตอบที่ 1

    -- ในการทำสมาธิแบบฤาษี เราจะดื่มด่ำในความสุขอันเกิดจากสมาธิ ทำให้มีความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในการทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า (ทำวิปัสสนา) เราจะดูสภาวธรรมที่เกิดขึ้นเฉยๆ ไม่ดื่มด่ำ ไม่เพลิดเพลิน ไม่คล้อยตาม ทำให้มีความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้า เปรียบเหมือนคนที่กินอาหารรสเลิศ ถ้าเพลิดเพลินอยู่กับรสชาติอันโอชะของอาหาร ก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว แต่ถ้าเขาทำวิปัสสนาขณะกินอาหาร คือเพียรรับรู้รสเพียงอย่างเดียว ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลิน ไม่คล้อยตามโอชะของอาหาร เขาย่อมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้า -- ที่ว่ามันนิ่งๆ เฉยๆ อารมณ์มันทื่อๆ แข็งๆ ว่างเปล่า นั่นแหละคืออารมณ์ของสมาธิ ของสมถะ เป็นเพราะทำสมาธิมาก ทำวิปัสสนาน้อย จึงมีผลอย่างนั้น ที่ว่าอารมณ์นิ่มนวล ละเอียดอ่อน ไม่แข็งทื่อ วางอารมณ์เป็นอุเบกขาได้ดี นั่นแหละคืออารมณ์ของวิปัสสนา สติจะว่องไว รับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ชัดเจน ทำงานคล่อง บางครั้งอาจรู้สึกตัวเบา โล่ง สบาย เป็นอิสระ เป็นเพราะทำถูกวิธี จึงมีความรู้สึกอย่างนี้ เดินถูกทางแล้วครับ -- ผมขอแนะนำเพิ่มเติมดังนี้ 1. ไม่ควรยึดเรื่องเวลา ว่านั่งนานดี นั่งไม่นานไม่ดี ควรดูที่ผลการปฏิบัติ ถ้านั่งนาน 1 ชั่วโมง แต่ไม่เห็นธรรม ยังมีค่าน้อยกว่านั่ง 1 นาที แต่เห็นธรรม 2. ที่ว่าในระหว่างวัน กำหนดจิตตามรู้ยากมาก ผมเดาว่ายังไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ต้องศึกษาวิธีวางใจ วิธีทำใจใหม่ให้ถูกต้อง 3. ในการทำวิปัสสนาอย่าเน้นทำให้ต่อเนื่อง แต่เน้นให้ทำด้วยสมาธิที่แรง ยิ่งแรงยิ่งดี ถ้าสมาธิแรงแล้ว กำลังของสมาธิก็จะเป็นกำลังให้ทำวิปัสสนาต่อเนื่องได้เอง แต่ถ้าเราทำวิปัสสนาด้วยสมาธิที่อ่อน ทำยังไงก็ต่อเนื่องไม่ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ธันวาคม 2551




    589 ลมหายใจ
    เรียนถามอาจารย์ ถ้าเราทำสติรู้ลมหายใจเข้าออก ในชีวิตประจำวัน จะถูกต้องตามหลักหรือไม่ครับ ยกตัวอย่างตอนเรากินนอนนั่งเดิน เราไม่ได้สนใจอริยาบถต่าง ๆ แต่จดจ้องแต่ลมหายใจเข้าออก แล้วจะได้ผลหรือไม่ครับ
    โดยคุณ 12 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การมีสติอยู่กับลมหายใจ มีน้อยคนมากที่จะทำใจให้เป็นวิปัสสนาได้ ปรกติจะเป็นเพียงการทำใจให้เป็นสมาธิเท่านั้น ฉะนั้นถ้าจะทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับลมหายใจ ต้องแน่ใจว่าเราทำเป็น -- เวลาที่เราใช้ชีวิตประจำวัน เช่นยืน เดิน นั่ง ถ้าเราเอาสติอยู่ที่ลมหายใจ การยืน เดิน นั่ง จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะสติต้องแบ่งอยู่ 2 ที่ เหมือนกับการที่เรากินข้าวไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย ถ้าเราเข้าใจในหนังสือได้ดี เราก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องในการกินข้าว แต่ถ้าเราจะกินข้าวให้ได้ดี เราก็จะอ่านหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง การยืน เดิน นั่ง ไม่ใช่งานที่ซับซ้อน เรายังพอมีสติอยู่กับลมหายใจได้ แต่ถ้าเป็นงานที่ซับซ้อน เช่น การอ่านหนังสือ การคิด การทำกับข้าว การพูดคุย ถ้าเรามีสติอยู่กับลมหายใจไปด้วย ก็อาจจะทำได้ยากขึ้น เพราะถ้ายิ่งมีสติอยู่กับลมหายใจได้ดี เราก็จะทำงานเหล่านั้นได้แย่ลง -- มีนักปฏิบัติธรรมบางคนทำวิธีนี้ แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ผมว่าไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ธันวาคม 2551




    572 เทพสวรรค์
    อยากทราบว่าผู้ที่ไปเกิดเป็นนางฟ้า เทวดา หรือเทพต่าง ๆ บนสวรรค์นั้น สามารถฝึกปฏิบัติธรรมได้อย่างมนุษย์เราได้หรือไม่และสามารถบรรลุนิพพานได้หรือไม่
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 3 ธันวาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  167. คำตอบที่ 1

    ตอบ -- ผู้ที่เกิดในสุคติภูมิ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม สามารถปฏิบัติธรรม และบรรลุมรรคผลนิพพานได้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือจะต้องรู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง จึงจะเดินถูกทาง -- แต่มีพรหมบางชั้นที่ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เช่น อรูปพรหม ซึ่งมีแต่จิต แต่ไม่มีร่างกาย จึงไม่มีตา ไม่มีหู ที่จะรับรู้วิธีปฏิบัติธรรมได้ ส่วนรูปพรหมชั้นที่เรียกว่า พรหมลูกฟัก ก็มีแต่กาย แต่ไม่มีจิต จึงไม่สามารถรับรู้วิธีปฏิบัติธรรมได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 ธันวาคม 2551




    547 ความรู้สึกตัวเมื่อคิดเรื่องงาน
    สวัสดีครับอาจารย์ที่นับถือ เวลาผมคิดเรื่องงาน ผมจะไม่รู้สึกตัวครับ เพราะจิตใจจะมุ่งไปที่การคิดเรื่องงาน เรื่องดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเผลอสติหรือไม่ครับอาจารย์ และจะมีวิธีการฝึกอย่างไรเพื่อให้มีสติได้ด้วยในขณะคิดเรื่องงาน
    โดยคุณ ภานุ 20 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขณะที่คิดเรื่องงาน เราไม่รู้สึกตัวนั้นถูกต้องแล้ว เป็นการมีสติ ไม่ใช่เผลอสติ แต่มีสติอยู่กับงาน ไม่มีสติอยู่กับกาย ถ้าเราจะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานขณะคิดเรื่องงาน ก็ใช้วิธีมีสติอยู่กับสมมุติ คือรู้ชัดในสมมุติ แต่อย่ายินดียินร้ายในสมมุติ คำว่าสมมุติ ในที่นี้ก็คือเรื่องงานที่เรากำลังคิดอยู่ ถ้าเราฝึกแบบนี้เรื่อยๆ เวลาคิดมันจะมีตัวทำงานอยู่สองตัวคือ สติ ทำหน้าที่ระลึกในเรื่องงาน และปัญญา(สติสัมปชัญญะ) จะทำหน้าที่ตรวจสอบกิเลสที่โผล่ขึ้นมาในความคิด ถ้ามีกิเลสเข้ามาในความคิด ปัญญาก็จะทำหน้าที่ดับกิเลส ให้เหลือแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว ด้วยวิธีนี้ เราก็จะสามารถคิดเรื่องงานหรือเรื่องราวต่างๆ โดยไม่มีกิเลสได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤศจิกายน 2551




    546 การทำวิปัสสนา
    ใช้วิธีทำความรู้สึกไปตามร่างกายตั้งแต่หัวไปหาเท้า ขณะทำจะรู้สึกคล้ายไฟฟ้าไปตามร่างกายที่เรากำหนดจิดไป ลักษณะนี้ควรเลิกทำ หรือว่าวางเฉยแล้วดูต่อไป
    โดยคุณ เย็นหทัย แน่นหนา yen1yen2@hotmail.com 20 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราทำแล้วสมาธิดี สมาธิแรง ก็ให้ทำต่อไป แต่คำว่าวางเฉยนี้ ต้องวางเฉยให้ถูก คือต้องรู้ชัด ตั้งใจรับรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง ถ้ามีความยินดียินร้ายก็ต้องละ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤศจิกายน 2551



    545 เวลาคิดถึงเรือ่ง ดับสูญ เรื่องนิพพาน หรือการตาย กลับกลัวๆทำไงดีครับ
    เวลาคิดถึงเรือ่ง ดับสูญ เรื่องนิพพาน หรือการตาย กลับกลัวๆทำไงดีครับ เหมือนเราจะสูญหายไปจากโลกยังไงยังงั้นครับ
    โดยคุณ ปอ 20 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความรู้สึกนี้เป็นกันทุกคน ในการปฏิบัติธรรม ขณะใดที่สติสัมปชัญญะมีกำลัง สามารถกั้นกิเลสไม่ให้ปรุงแต่งจิตได้ เราก็จะไม่กลัวความดับสูญ ขณะใดที่ขาดสติสัมปชัญญะ กิเลสเข้าครอบงำจิต เราก็จะกลัวเป็นธรรมดา เพราะความกลัว คือโทสะ คือกิเลส
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  168. 544 อาการเกร็ง
    ผมมีสภาวะเกร็งจากคอมาถึงบริเวณกรามครับ เมื่อมีสภาวะดังกล่าว ผมก็จะตามรู้อาการไปเรื่องตั้งแต่เริ่มเกร็ง จนเกร็งรุนแรง และค่อย ๆคลายออก แล้วก็หายไป และสภาวะนี้ก็กลับมาเป็นอีก จากการปฏิบัติผมเข้าใจว่าเรามีหน้าที่รู้สภาวะตามที่เกิดขึ้น เท่านั้น เพราะสภาวะธรรมนี้เป็นอนัตตา แต่บางครั้งจิตก็เข้าไปยึด ทำให้โทสะเข้า อยากจะขอคำแนะนำจากอาจารย์ดังนี้ครับ 1.สภาวะนี้เกิดจากการที่เราจดจ่ออยู่กับสภาวะมากไปหรือเปล่าครับ 2.การตามรู้ เป็นวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องหรือไม่ครับ เช่นถามเราจดจ้องเกินไปก็ให้รู้ตัว เข้าไปยึด หรือปล่อยก็ให้รู้
    โดยคุณ 20 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- สภาวะนี้อาจเกิดจากการจดจ่อมาก ตั้งใจมากก็ได้ หรืออาจเกิดจากกรรมก็ได้ ลักษณะที่เกิดจากกรรมเช่น ตื่นขึ้นมาคอเคล็ด ตื่นขึ้นมาเจ็บขา อยู่ดีๆ ปวดหัว บางครั้งหน้ามืด เป็นลม -- ถ้าอาการเกร็งเกิดขึ้นขณะปฏิบัติธรรม ก็อาจเป็นเพราะวางใจไม่ถูก ทำท่าทางไม่ถูก ตั้งใจมากเกินไป จดจ่อมากเกินไป สามารถแก้ไขได้โดยลดความตั้งใจลง ลดความหวังที่จะให้ได้ผลลง ทำเหมือนทำเล่นๆ ทำแบบสบายๆ แต่ถ้าการเกร็งเกิดขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติธรรม ก็แสดงว่าเป็นโรคกรรม แก้โดยการไปหาหมอ ตรวจเช็ค -- ในขณะที่เรามีสภาวะเกร็ง ไม่ว่าเกิดจากอะไรก็ตาม ให้ทำวิปัสสนา ซึ่งทำได้ หลาย วิธีเช่น 1 รู้ชัดในสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วเพียรละความยินดียินร้ายในสภาวะนั้น ที่จิตเข้าไปยึด มีโทสะ นั่นคือการยินร้ายในสภาวะเกร็ง ก็ให้ละเสีย ให้รู้ชัดด้วยใจที่สบาย ด้วยใจที่สงบ ถ้าทำวิธีนี้ เราต้องละการยึด ละโทสะ ไม่ใช่รู้เฉยๆ 2 อาจใช้วิธีมีสติอยู่กับการสัมผัสทางกายแบบปรมัตถ์ วิธีนี้ให้เอาสติจับที่จุดที่เกร็ง จุดที่เจ็บ ให้รู้ชัดในความเกร็งนั้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อาการเกร็งเป็นอย่างไร ให้ใจรู้อย่างนั้น -- ในการปฏิบัติธรรม บางครั้งต้องทำหลายแบบสลับกัน เราอาจจะทำแบบที่ 1 สักพักหนึ่ง แล้วเปลี่ยนมาทำแบบที่ 2 สลับกันไปก็ได้ -- คำว่าตามรู้ เป็นเพียงภาษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราวางใจ ทำใจ ในการตามรู้ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเราวางใจไม่ถูก การตามรู้ของเราก็ไร้ค่า แต่ถ้าวางใจถูก การตามรู้ของเราก็ได้ผล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 พฤศจิกายน 2551


    543 จำนวนดวงจิต
    1. ระบบธรรมชาติของสุรยจักรวาล เรา มีภพภูมิ นรก เปรต เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา จนถึง พรหม และระบบสุริยะอื่น (มนุษย์ต่างดาว) ก็มีภพภูมิเช่นเดียวกับเราจริงหรือเปล่าครับ 2. จำนวนดวงจิต ในสุริยะเราประมาณเท่าไรครับ แล้วลดลงได้ด้วยนิพพานถูกไหมครับ แล้วมีเพิ่มขึ้นไหมครับ ถ้าไม่มีเพิ่มสักวันก็หมดสิครับ 3. แล้วดวงจิตมาจากไหนครับ ขอบคุณอาจารย์ครับ
    โดยคุณ 20 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  169. คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบว่าในจักรวาลอื่นมีภพภูมิเช่นเดียวกับเราหรือไม่ ในสุริยจักรวาลมีชีวิตอยู่กี่ชีวิต แต่ในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ว่า จักรวาลมีเป็นอนันต์ คือไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับการเวียนว่ายตายเกิดของเราไม่มีที่สิ้นสุด ตามความคิดของคนเรา มักจะคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีจุดสิ้นสุด แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้หายไป ชีวิตเป็นของที่มีอยู่แล้ว ไม่มีชาติแรกของชีวิต แต่เราคิดว่ามันต้องมีชาติแรกของชีวิต ทั้งๆ ที่มันไม่มีชาติแรกของชีวิต ถ้าเราเรียนวิทยาศาสตร์ มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ สสาร และพลังงานไม่มีการสูญหาย นั่นก็หมายความว่าสสาร และพลังงานทั้งหลาย เป็นของที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่มีการหายไป เพียงแต่สสารอาจเปลี่ยนรูปไปเป็นสสารอื่น หรือเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงาน แต่มันก็ไม่ได้หายไปไหน และก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม มันมีเท่าเดิม -- ธรรมชาติของอวกาศ คือเป็นดินแดนที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราก็คิดว่าอวกาศมันต้องมีที่สิ้นสุด ในเมื่อ อวกาศไม่มีที่สิ้นสุด หาขอบเขตไม่ได้ จักรวาลก็ย่อมมีเป็นอนันต์ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย เมื่อจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด ชีวิตที่อาศัยอยู่ในจักรวาล ย่อมมีเป็นอนันต์ มีปริมาณไม่มีที่สิ้นสุดด้วย -- ชีวิตลดลงได้ด้วยนิพพานก็จริง แต่ชีวิตก็ไม่มีวันหมด เพราะ ชีวิตมีเป็นอนันต์ มีปริมาณที่หาที่สุดไม่ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 พฤศจิกายน 2551




    516 เรียนถามอาจารย์
    คำว่าวิปัสสนานี้ มีอยู่ ๒ ขั้นตอน ขั้นต้นคือวิปัสสนาที่ใช้สติปัญญากำหนดพิจารณาเอาด้วยความตั้งใจ เช่น เราพิจารณาร่างกายให้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ น้อมไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ความรู้สึกนึกคิดที่เราเรียนรู้มานั้นมานึกเอา เรียกว่าการเจริญวิปัสสนาแบบใช้สติปัญญาธรรมดาๆ… โดยความรู้สึกนึกคิดเอาเองนี่แหละ เป็นการตกแต่งปฏิปทาเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้วเกิดวิปัสสนาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จะปฏิวัติไปสู่ภูมิรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จงทำความเข้าใจว่าถ้าสมาธิหรือสมถะไม่เกิดขึ้น ท่านจะเจริญวิปัสสนาอย่างไร ท่านจะไม่ได้วิปัสสนาเพราะวิปัสสนามีมูลฐาน เกิดจากสมถะคือสมาธิ ถ้าสมถะคือสมาธิไม่เกิดขึ้น ท่านจะได้แค่วิปัสสนาแบบนึกคิดเอาเอง เป็นวิปัสสนาภาคปฏิบัติเท่านั้น ยังไม่ใช่วิปัสสนาที่แท้จริง ****จากข้อความดั่งกล่าวผมเอา มาจากคำสอนของหลวงพ่อพุธ ผมสงสัยละครับว่ามันจะค้านกันหรือไม่กลับคำสอนของอาจารย์และของอีกหลายคนเหมือนกัน ที่ว่าการจะทำวิปัสนานั้น จะเริ่มด้วยการต้องฝึกสมาธิก่อนหรือไม่ หากจิตไม่เป็นสมาธิแล้วจะไปทำวิปัสนาได้หรือครับ ในผมกลัวกว่าจะกลายเป็นวิปัสนึกไปเหมือนหลวงพ่อพุธว่าครับ อยากให้อาจารย์วิจารย์ด้วยครับ เท่าที่ผมลองศึกษาจากคำพูดคำสอนของอาจารย์เหมือนว่า อาจารย์ให้ปฏิบัติธรรมวิปัสนาได้เลย ลงมือได้เลยโดยหัดการประหารกิเลสจากใจของเราได้โดยตรง โดยไม่ต้องฝึกสมรรถะหรือสมาธิก่อนแต่อย่างใด
    โดยคุณ เอราวัณ 16 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในเรื่องๆ เดียวกัน คนสิบคนอธิบาย ก็ย่อมแตกต่างกันเป็นสิบอย่าง เช่น ข้อความที่บอกว่าวิปัสสนามีสองขั้นตอน คนอื่นอาจจะบอกว่ามี16 ขั้นตอนก็ได้ ในพระไตรปิฎกบางแห่ง อาจจะบอกว่ามี 3 ขั้นตอน คือปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ปริยัติ หมายถึงการศึกษาวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ปฏิบัติ หมายถึง การลงมือปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิเวธ หมายถึง การได้รับผลของการปฏิบัติ เช่นการเห็นธรรม การบรรลุธรรม -- จากข้อความที่บอกมา เป็นการดูกาย ดูชีวิต ซึ่งผมก็สอน แต่คำอธิบายไม่เหมือนกัน ที่บอกว่าถ้าสมาธิหรือสมถะไม่เกิด ก็จะไม่ได้วิปัสสนา หมายความว่าการทำวิปัสสนาต้องมีสมาธิ ต้องมีความสงบของจิต (สมถะ) ซึ่งผมก็จจะบอกว่าการทำวิปัสสนาต้องมีสมาธิแรงถึงขั้นฌาน สมาธิยิ่งแรงยิ่งดี ซึ่งก็ตรงกัน แต่คำอธิบายต่างกัน ในข้อความของท่านก็ไม่ได้บอกให้นั่งสมาธิก่อน แล้วจึงมาทำวิปัสสนา แต่บอกว่าการทำวิปัสสนาต้องมีสมาธิ -- ในการปฏิบัติธรรมของผมเห็นว่า ถ้าสมาธิไม่อยู่ในขั้นฌาน ก็ไม่สามารถเห็นธรรมได้ แต่สมาธิที่เกิด เป็นสมาธิที่เกิดในขณะทำวิปัสสนา ไม่ใช่สมาธิที่เกิดจากการทำสมาธิแบบฤาษี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  170. 515 เรียนถามว่าพุทธเจ้าอยู่ที่นิพพานจริงหรือครับ
    คือผมสงสัยมากครับอาจารย์ เพราะบางท่านบอกไปเข้าเฝ้าพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้ามาหา(บางสำนักครับ)และผมก็นับถือท่านนะครับ แต่ก็สงสัยในคำสอนครับ บางสำนักบอกพุทธเจ้าคืนกลับสู่ธรรมชาติไปหมดแล้วไม่เหลืออะไรอีก บางท่านบอกว่าไม่ต้องคิดไปเฝ้าพระพุทธเจ้าหรือ แดนนิพพานไม่มี นิพพานไม่ใช่ดินแดนจะได้ไปได้อะไรทำนองนี้ครับ ยิ่งศึกษาจากสำนักต่างๆ ก็ยิ่งงง คำสอนต่างกันแบบสุดโต้งก็มี อยากให้อาจารย์ช่วยแสดงความคิดเห็นของอาจารย์หน่อยครับ ว่าแดนนิพพานมีพระอริยะเจ้าอยู่กันเต็มไปหมดจริงหรือและมีอยู่จริงไหมครับ หรือว่าการสำเร็จอรหันต์คือการดับสูญสิ้นไม่มีอะไรแล้ว แล้วเราจะอยากไปกันทำไมละครับ หากสำเร็จแล้วก็ไม่เหลืออะไรอีก ผมคิดคิดว่าจะเป็นแดนบรมสุขมาก ๆ หรือดินแดนที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อะไรทำนองนั้น เลยไม่รู้ว่าจะจินตนาการอย่างไรดี นับถือครับ
    โดยคุณ เอ 16 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรื่องนี้มีการเถียงกันมาก คนที่เขาฝึกสมาธิ เห็นนิมิตเป็นพระพุทธเจ้า เป็นเมืองนิพพาน เขาก็เชื่อ เขาก็ยืนยันว่ามีจริง แต่ความเชื่อของเขาขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสทำนองนี้ว่า ที่มนุษย์และเทวดาเห็นพระพุทธองค์ ก็เพราะพระองค์ยังมีกายนี้อยู่ แต่เมื่อพระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว เหล่ามนุษย์และเทวดาก็จะไม่เห็นพระองค์อีก ฉะนั้นผู้ที่บอกว่าเห็นพระพุทธเจ้า ก็พูดผิดจากความเป็นจริง -- พระพุทธเจ้าตรัสว่าขันธ์ 5 เป็นทุกข์ คำว่าขันธ์ 5 หมายถึง ชีวิต นั่นก็คือชีวิตเป็นทุกข์ ตราบใดที่มีรูปร่าง มีร่างกาย มีจิตใจ ยังไงๆ ก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะอยู่เมืองนิพพาน หรือเมืองไหนๆ ก็เป็นทุกข์ ฉะนั้นนิพพานจึงไม่ใช่เมือง ไม่ใช่ที่อยู่ของอรหันต์ ของพระพุทธเจ้า แต่นิพพานเป็นการดับสูญ ไม่มีกาย ไม่มีจิต ไม่มีแดน ไม่มีภพภูมิ -- คนตาบอดมาแต่กำเนิด ย่อมไม่เข้าใจแสงสี คนไม่เห็นธรรมก็ไม่เข้าใจในนิพพาน แม้คนตาบอดจะพยายามคิด พิจารณา หาเหตุผลในเรื่องแสงสี เขาก็ไม่เข้าใจในเรื่องแสงสีอยู่ดี คนไม่เห็นธรรม แม้จะพยายามคิด พิจารณา หาเหตุผลในเรื่องนิพพาน เขาก็ไม่เข้าใจในนิพพานอยู่ดี -- ถ้าอยากรู้ว่าสภาพนิพพานเป็นอย่างไร ก็ให้นึกถึงการนอนหลับสนิท ไม่ฝัน ไม่มีการรับรู้อารมณ์ใดๆ นั่นแหละมีสักษณะคล้ายนิพพาน ต่างกันที่หลับก็ต้องมีตื่นมารับรู้อารมณ์ต่างๆ อีก แต่นิพพานเป็นการดับสูญ ไม่มีการกลับมารับรู้อารมณ์อีก ถ้าเราบรรลุมรรคผล เราจึงจะเห็นว่าการหลับสนิท มีความสุขกว่าการรับรู้อารมณ์ที่ดีๆ มีความสุขกว่าการเข้าฌาน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 19 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  171. ในยุคนี้ยังมีพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่หรือไม่ครับ และคนเราสามารถปฏิบัติธรรมจนถึงพระนิพพานได้ไหมครับ แล้วมีการกำหนด514 หรือไม่ครับว่าเมื่อไหร่ที่ยังมีพุทธศาสนาอยู่แต่จะปราศจากพระอริยะ

    โดยคุณ 14 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีพระอรหันต์ในยุคนี้หรือไม่ แต่เท่าที่เคยรู้มา ในสายหลวงพ่อเทียน มีพระอรหันต์หลายท่าน บางท่านน่าจะมีชีวิตอยู่ ผู้ที่เป็นคนปรกติ ไม่ปัญญาอ่อน ไม่ทำบาปหนัก สามารถบรรลุมรรคผลได้ทุกคน มีข้อแม้ว่า ต้องรู้วิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง และต้องทำความเพียรไม่ย่อหย่อน คือขยันทำ -- ในพระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวไว้ ว่าเมื่อไหร่จะปราศจากพระอริยบุคคล กล่าวแต่เพียงว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมลงตามลำดับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 15 พฤศจิกายน 2551




    512 อยากจะทราบว่า ครู อาจารย์ของ อ.ชวยง คือใครครับ แล้วอาจารย์ปฏิบัติสายไหนครับ

    โดยคุณ 13 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมนับถือหลายอาจารย์ ผมเคยปฏิบัติหลายสาย หนังสือที่ทำให้ผมสนใจในการปฏิบัติธรรม ก็คือหนังสือของท่านพุทธทาส ช่วงแรกๆ ผมฝึกสายยุบหนอพองหนอ พระที่ผมเลื่อมใสมากคือหลวงพ่อเทียน ผมมีหลายอาจารย์ แต่ผู้ที่ให้ความรู้มากที่สุด ทำให้ผมปฏิบัติได้ผลในช่วงแรกคือหลวงพ่อเสือ ซึ่งท่านบอกว่าท่านเป็นเทวดาอยู่ชั้นดุสิต มาเข้าร่างทรงสอนธรรมะ -- แต่คำสอนของผมได้จากการปฏิบัติธรรมของผมเอง ไม่มีในที่อื่น ผมเป็นเจ้าสำนัก มีรายละเอียด เทคนิคการสอนเฉพาะของผมเอง -- อันที่จริงการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ คือสติปัฏฐาน 4 แบ่งออกได้เป็น 4 วิธีใหญ่ๆ แต่ละวิธีก็มีแยกย่อยออกไปอีกไม่มาก ทุกสาย ทุกสำนัก ถ้าปฏิบัติถูกทาง ก็ต้องทำเหมือนกันทั้งนั้น ฉะนั้นเรื่องสาย เรื่องสำนัก ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้าเรารู้วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ฝึกสายไหน ก็ได้ผลทั้งนั้น แต่ถ้าเราไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ฝึกสายไหน ก็ไม่ได้ผลทั้งนั้น ฉะนั้นผมจึงเน้นสอนวิธีทำใจ วิธีทำความรู้สึกที่ถูกต้อง ถ้าเรารู้วิธีฝึกที่ถูกต้อง โอกาสที่จะไม่ได้ผลนั้นไม่มี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 13 พฤศจิกายน 2551


    รูปภาพทั้ง 2 ภาพนี้ สามารถนำมามองภาพแบบปรมัต ???
    เรียน อ.ชวยงฯ - รูปภาพทั้ง 2 ภาพนี้ สามารถนำมามองภาพแบบปรมัติได้หรือไม่ครับ ??? และรูปภาพทั้ง 2 นี้ แตกต่างจากภาพกสิณ หรือไม่ครับ ??? http://www.geocities.com/deaw_linux/med-01.jpg http://www.geocities.com/deaw_linux/med-02.jpg ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 9 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ภาพทั้งสอง ไม่เหมาะที่จะฝึกมองแบบปรมัตถ์ เพราะมีรูปแบบที่ตายตัวเกินไป และเป็นภาพที่มีมิติ มองนานๆ จะมึน จะปวดตา ควรหาภาพที่เป็นธรรมชาติ เช่นภาพช่อดอกกุหลาบหลายสิบดอก จะมองง่ายกว่า -- ปรกติภาพที่ฝึกกสิณ จะเป็นภาพ พื้นๆ ง่ายต่อการจดจำ เช่นวงกลมสีแดง สีขาว ดวงแก้ว พระพุทธรูปที่งดงาม ภาพทั้งสองนี้มีความซับซ้อน ติดตายาก จำยาก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  172. 510 การถอดจิตคืออะไร ???
    เรียน อ.ชวยงฯ - การถอดจิตคืออะไรและสามารถทำได้หรือไม่ครับ ??? - ถ้าสามารถถอดจิตได้ ร่างกายของเราจะหยุดทำงานใช่หรือไม่ และมีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีดวงวิญญาณอื่น เข้ามาแทนในร่างของเราครับ ??? ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 9 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การถอดจิต ไม่ได้หมายความว่าจิตออกจากร่างกาย หมายถึงการให้กายทิพย์ออกจากร่างกายที่เป็นกายเนื้อนี้ท่องไปในที่ต่างๆ ไปรู้ไปเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ในที่ไกลๆ หรือในภพภูมิอื่น การถอดจิตจัดเป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง เกิดจากการฝึกสมาธิ ขณะที่กายทิพย์ออกจากร่าง จิตยังคงควบคุมการทำงานของร่างกายเหมือนกับตอนที่เราหลับสนิท เพียงแต่การรับรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ ไม่มี แต่ไปอยู่ที่กายทิพย์แทน ส่วนที่ว่าดวงวิญญาณอื่นมาเข้าร่างนั้น ก็ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจกัน แต่หมายถึงอาจมีโอปปาติกะเช่น เปรต เทวดา มาสิงร่างได้ การสิงร่างเป็นเพียงการควบคุมจิตของเราให้ทำตามที่เขาต้องการ เหมือนการสะกดจิต ไม่ได้หมายความว่าจิตของเขามาอยู่ในร่างกายของเรา ไม่ว่าเราจะถอดกายทิพย์ออกจากร่าง หรือไม่ก็ตาม โอปปาติกะก็สามารถสิงเราได้อยู่ดี แต่การที่จะสิงได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถ ขึ้นอยู่กับบารมีของทั้งสองฝ่าย ว่าใครสูงกว่ากัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551




    509 อาการภวังค์ ถือว่า ฌาน หรือ ญาณ ???
    เรียน อ.ชวยงฯ - อาการภวังค์ ถือว่า ฌาน หรือ ญาณ ครับ หรือว่าไม่ใช่ทั้ง 2 คำนี้ครับ รบกวนช่วยอธิบายให้ทราบด้วยครับ ??? ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 9 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ภวังต์ ไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่ญาณ จิตตกภวังค์ หมายถึง จิตที่ไม่รับรู้อารมณ์ เกิดขึ้นตอนที่เราหลับสนิท ถ้าเราฝันจิตก็ยังรับรู้อารมณ์อยู่ คือมีสติอยู่กับการนึกคิด ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วจิตตกภวังค์ ก็คือเรานั่งหลับ ซึ่งไม่ดี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551




    508 ทัมไมคนเราถึงคิดกันคนละแง่ แล้วก็ไม่เข้าใจกัน ทำให้เกิดความเครียด
    หนูเป็นลูกคนเดียว อะไรๆก็ลงที่หนูหมด บางทีหนูเครียดมากแต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี หนูเหมือนว่าจะเป็นเด็กเก็บกดก็ว่าได้
    โดยคุณ หนึ่ง 8 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  173. คำตอบที่ 1

    -- ธรรมชาติคือสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ ทุกชีวิตเกิดมาแล้วต้องตาย เป็นกฎธรรมชาติ เราไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำกรรมดีในปัจจุบัน ย่อมได้รับวิบากดี คือสบายในอนาคต เป็นกฎธรรมชาติ เราไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำกรรมชั่วในปัจจุบัน ย่อมได้รับวิบากชั่ว คือลำบากในอนาคต เป็นกฎธรรมชาติ เราไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเรายอมรับความจริงของธรรมชาติ ไม่พยายามไปบังคับธรรมชาติให้เป็นไปตามใจของเรา มันก็ไม่ทุกข์ ถ้าเราไปฝืนธรรมชาติ พยายามบังคับธรรมชาติให้เป็นไปตามใจของเรา ซึ่งทำไม่ได้ เราก็จะทุกข์ เช่น ถึงเวลาป่วย เราก็ต้องป่วย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมาต้องมีป่วย มีแก่ มีตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไม่อยากป่วย ไม่ยอมป่วย เราก็จะทุกข์ ถ้าเราไม่อยากทุกข์ เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าความป่วยเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราอยากหายป่วย เราก็ต้องกินยารักษา ถ้าเราไม่อยากกินยา ไม่ยอมกินยา แล้วจะให้หายป่วย มันก็เป็นไปไม่ได้ ยิ่งอยากหายมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก ถ้าอยากหายน้อยก็จะทุกข์น้อย ถ้าไม่อยากหายเลย ยอมรับสภาพว่าไม่กินยามันก็ไม่หาย เป็นเรื่องธรรมดา เราก็จะไม่ทุกข์ มีท่านผู้รู้สอนไว้ว่าหวังมาก ผิดหวังมาก ไม่หวังเลย ไม่ผิดหวังเลย --คนเราแต่ละคนย่อมทำกรรมแตกต่างกัน ทำให้เกิดมา ร่ำรวยต่างกัน ผิวพรรณต่างกัน ปัญญาต่างกัน ในคนคนเดียวกันบางครั้งก็จนบางครั้งก็รวย บางครั้งก็ดูดี บางครั้งก็ดูไม่ดี บางครั้งก็โง่ บางครั้งก็ฉลาด เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราอยากให้ทุกคนคิดเหมือนกัน มีความเห็นเหมือนกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราก็จะทุกข์ ถ้าเราอยากมาก ก็ทุกข์มาก ถ้าเราอยากน้อย ก็ทุกข์น้อย แต่ถ้าเรายอมรับความจริงของธรรมชาติ เราก็จะไม่ทุกข์ ฉะนั้นความทุกข์มันอยู่ที่ความเห็นของเราว่าตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าถ้าคนอื่นมีความเห็นต่างจากเรา คิดไม่เหมือนเราแล้วเราจะทุกข์ ถ้าคนอื่นคิดเหมือนเราแล้วเราจะสุข ถ้ามีความเห็นอย่างนี้เราก็จะทุกข์ตลอดชาติ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีความเห็นเหมือนกับเรา --ที่เราทุกข์ ที่เราเครียด เพราะเราอยากให้พ่อ แม่ คิดเหมือนเรา ทำตามที่เราต้องการ พ่อแม่ก็เหมือนกับเรา ถ้าพ่อแม่อยากให้เราคิดเหมือนเขา ทำตามที่เขาต้องการ เขาก็จะทุกข์เหมือนกัน แม้คนอื่น แม้เทวดา แม้สัตว์เดรัจฉาน ก็มีธรรมชาติเหมือนกันหมด เป็นธรรมชาติอีกเหมือนกันที่ทุกข์เกิดที่ใครก็ต้องแก้ที่คนนั้น ถ้าเราทุกข์ กลุ้ม เครียด อยากหายทุก์ ไม่กลุ้ม ไม่เครียด ก็ต้องแก้ที่ตัวเรา ถ้าเราอยากหายทุกข์ จะไปแก้ที่คนอื่นก็ผิดจากธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ การเข้าใจธรรมชาตินี้แหละเรียกว่าปัญญา การฝึกเข้าใจความจริงของธรรมชาตินี้แหละเรียกว่าการปฏิบัติธรรม -- มีความจริงของธรรมชาติมากมายที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด ถ้าหากเราหัดยอมรับความจริงของธรรมชาติไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นการคบเพื่อน เรามักชอบเพื่อนที่ชมเรา เอาใจเรา ส่วนเพื่อนที่คอยเตือนเรา ขัดเรา คอยบอกข้อบกพร่องของเรา เราไม่ค่อยชอบ ทำไมไม่ลองคิดดูบ้างว่า ถ้าเรารักใคร ห่วงใครสักคน ถ้าเขาทำผิด เราควรจะเตือน หรือควรจะชม ถ้าเขามีข้อบกพร่อง เราควรจะบอกเขาไหม บางที่สิ่งที่เราเห็นมันอาจจะตรงข้ามกับความเป็นจริงก็ได้ เพื่อนเทียม เราอาจเห็นเป็นเพื่อนที่ดีก็ได้ เพื่อนแท้ เราอาจเห็นเป็นเพื่อนที่ไม่น่าคบก็ได้ ในสังคมไม่ว่าสมัยไหนก็ตาม คนดีที่มาคบเรามักจะคบตามปกติของเขา ซึ่งเราอาจจะรู้สึกดูไม่ค่อยดี แต่คนที่ไม่ดี มักหลอก มักพูดให้เรารู้สึกว่าเขาดี ถ้าเราดูตามความรู้สึก อาจดูผิดได้ ควรดูด้วยปัญญาจะดีกว่า -- โดยธรรมชาติ พ่อแม่ที่พูดมาก เตือนมาก จู้จี้มาก จะรักลูกมากกว่า พ่อแม่ที่ไม่พูด ไม่เตือน ไม่สนใจ เราได้พ่อแม่ที่พูดมาก เตือนมาก จู้จี้มาก ก็นับเป็นบุญมหาศาลแล้ว ถ้าได้พ่อแม่ที่ไม่พูด ไม่เตือน ไม่สนใจ อาจว้าเหว่ อาจเหงา อาจทุกข์กว่านี้หลายเท่า --ถ้าเราเข้าใจ ยอมรับความจริงเหล่านี้ได้ ปรับความเห็นใหม่ บารมีของเราจะสูงขึ้น คนรอบข้างก็จะดีขึ้น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551




    507 พรหมลิขิต
    ดิฉันอยากทราบว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วนั้น การดำรงชีวิตไม่ว่าจะเจ็บป่วย สุขสบาย ร่ำรวย ยากจน เป็นคนดี เป็นคนเลว นั้น มันเป็นเรื่องของพรหมลิขิค วาสนา หรือกรรมเก่าหรือเปล่าค่ะ เพราะว่าบางครั้งเหนื่อยใจกับบุตรสาว เพราะอยู่ในช่วงวัยนรุ่นในหลายๆเรื่อง จนบางครั้งไม่อยากจะสนใจในพฤติกรรม ถ้าชีวิตขึ้นอยู่กับพรหมลิขิตที่ขีดเขียนมาดิฉันจะได้ปล่อยวางบ้าง ยอมรับค่ะว่าวัยรุ่นสมัยนี้ไม่เห็นพ่อแม่อยู่ในสายตา และพฤติกรรมที่เขาทำให้พ่อแม่เสียใจนั้น เขาจะบาปมากไหมค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ นิธิวดี 6 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  174. คำตอบที่ 1

    -- การเจ็บป่วย สุขสบาย ร่ำรวย ยากจน วาสนา เรียกว่าวิบาก คือเป็นผลของกรรมที่เราเคยทำมาในอดีต ถ้าทำกรรมดี ก็ได้รับผลดีคือสบาย ถ้าทำกรรมชั่ว ก็ได้รับผลชั่วคือลำบาก ไม่ใช่พรหมสิขิต เราเป็นผู้ลิขิตเอง ส่วนการเป็นคนดี คนเลว เป็นกรรมที่เราลิขิตได้ กำหนดได้ที่ปัจจุบัน เช่นถ้าเรายากจน แต่เราทำดี เป็นคนดี นั่นก็คืออดีตเราทำกรรมชั่ว เกิดมาชาตินี้จึงได้รับวิบากชั่วคือยากจน แต่การทำดี การเป็นคนดี เป็นการทำกรรมดีในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เราได้รับวิบากดีในอนาคต คือมีความสุขสบาย ไม่ลำบากในอนาคต -- ที่ลูกของเราไม่ดี เพราะอดีตเราทำกรรมไม่ดี จึงได้รับวิบากร้ายในปัจจุบัน การที่ลูกทำให้พ่อแม่เสียใจ เป็นบาปหนักของเขา เป็นกรรมชั่วที่เขาทำในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เราได้รับวิบากร้ายในอนาคต -- ปัจจุบันเราได้รับวิบากร้าย แต่เราก็ลิขิตกรรมในปัจจุบันให้ดีได้ ด้วยการทำดี ทำหน้าที่ของแม่ให้ดีที่สุด ไม่ต้องไปหวังที่จะให้ลูกดีต่อเรา ให้ลูกทำถูกใจเรา เพราะยิ่งหวังมาก ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ถ้าเราตั้งใจทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่หวังในสิ่งใดทั้งสิ้น เราก็จะปราศจากทุกข์
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551





    506 การอุทิศส่วนกุศล
    คุณแม่ของดิฉันเสียชีวิตตั้งแต่ปี พศ.2521 และทุกๆวันครบรอบวันเสียชีวิตของคุณแม่ คือวันที่ 21 พย.ของทุกปีดิฉันจะไปวัดทำบุญถวายสังฆทานให้กับท่านซึ่งถ้านับดูแล้วคุณแม่ของดิฉันก็เสียไป 30 ปีแล้ว แต่ดิฉันยังคิดถึงคุณแม่อยู่ตลอดเวลาเหมือนว่าท่านยงมีชีวิตอยู่ ดิฉันอยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า ทุกครั้งที่ดิฉันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับท่านไม่ว่าจะวันครบรอบวันตาย หรือทุกครั้งที่ทำบุญจะกรวดน้ำให้ดวงวิญญานท่านตลอดนั้น คุณแม่ของดิฉันจะได้รับส่วนกุศลที่ดิฉั้นอุทิศให้ไหมค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
    โดยคุณ นิธิวดี 6 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราไม่สามารถทราบได้ว่าท่านได้รับหรือไม่ การได้รับส่วนบุญที่เราอุทิศให้ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่นต้องเกิดในภพภูมิเปรต อสุรกาย ซึ่งสามารถรับส่วนบุญได้ หรือต้องเป็นโอปปาติกะซึ่งรับรู้ในการทำบุญของเราแล้วอนุโมทนาในบุญที่เราทำ จึงจะได้บุญ แต่ถ้าเกิดในภพภูมิอื่นเช่นเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ไม่สามารถรับส่วนบุญได้ เรามีหน้าที่ทำบุญและอุทิศส่วนกุศลให้ ก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ส่วนการได้บุญหรือไม่เป็นหน้าที่ของแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551




    504 ถามการเพ่งกสิณสี
    ผมเพ่งกสิณและภาพพุทธรูปครับ ผมได้ยินว่าหากสมาธิดี ภาพจะสดใส ติดตา นึกอยากเห็นตอนไหนก็เห็น แต่การเพ่งของผมนั้นก็ฝึกมานานเหมือนกันครับ ฝึกเรื่อยๆ วันละ 30- 60 นาทีต่อวัน หลังการเพ่งภาพนานๆ ผมก็หลับตาภาพนั้นก็ติดตาอยู่ได้ไม่นาน ประมาณ ไม่เกิน2-3 นาที หรือบางทีผมเพ่งรอดไฟ จะติดตาได้นาน ประมาณ 10 นาที ผมก็ไม่รุ้ว่าภาพนั้นเป็นภาพที่ติดตาปกติหรือว่าเป็นภาพนิมิตที่เกิด อย่างเช่นกสิณสีแดง เวลาผมหลับตาภาพจะเป็นสีออกขาวๆ หรือเขียวอ่อนๆ ครับ เห็นตำราเขาบอกว่าถ้าเรเพ่งสีแดง นิมิตจะเป็นสีเขียว แต่ของผมไม่ค่อยจะเขียววเท่าไรครับ และก็อยู่ไม่นานภาพก็เลือนจางลงเรื่อย ๆ แล้วก็มองไม่เห็นผมก็ต้องเพ่งใหม่ อยุ่ได้ไม่เกิน 4-5 นาทีก็หาย ไม่เห็นภาพจะติดตา ฝึกไปนานก็ไม่ก้าวหน้า อะไรเลยครับเหมือนเดิมครับ แต่ผมก็ชอบฝึกเพ่งเพราะมันรู้สึกว่าเวลาหลับตาแรกภาพมันสดใสแจ่มสว่างดี อยากให้มันสว่างอยู่อย่างนั้น นานๆ อาจารย์มีวิธีแนะนำไหมครับ
    โดยคุณ ปริวรรฒ 6 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- คำว่ามองให้ภาพติดตา ไม่ได้หมายถึงมองที่เดิมนานๆ แล้วให้ภาพติดตา แต่หมายถึงเวลาที่เราหลับตา เราสามารถนึกถึงภาพนั้นได้ชัดเจนเหมือนกับลืมตา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่การเพ่งกสิณที่ถูกต้อง -- ถ้าเราเพ่งพระพุทธรูป แล้วจำให้ติดตา เมื่อหลับตาเราก็ต้องเห็นพระพุทธรูป ถ้าเราเพ่งสีแดง แล้วจำให้ติดตา เมื่อหลับตาเราก็ต้องเห็นสีแดง -- การเพ่งกสิณโดยการหลับตานึกภาพ คนที่ทำได้ผล จะต้องเป็นคนที่มีความจำดี จินตนาการเก่ง หลับตาแล้วนึกถึงภาพต่างๆ ได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ยากที่จะทำให้ได้ผล ต้องใช้วิธีมีสติอยู่กับของจริง เช่นมีสติอยู่กับลมหายใจ มีสติอยู่กับท้องพอง -ยุบ มีสติอยู่กับกาย มีสติอยู่กับการเห็นแบบปรมัตถ์
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  175. 503 สอบถามเรื่องสมาธิ
    ขอเรียนถามอาจารย์ ...คือว่าหลังจากผมนั่งสมาธิแล้วเห็นนิมิตพอนิมิตหายไป ผมควรทำใจยังไงต่อไปครับ ภาวนาต่อไปหรือว่าดูอารมย์ของเรา หากว่ารู้สึกเฉยๆ ก็ปล่อยไปยังงั้นครับ คือไม่รุ้จะปฏิบัตต่อยังไง ผมคิดว่านิมิตเกิดขึ้นในขั้นสมาธิอุปปจาร พอหลังจากนั้นเราจะฝึกให้สุงต่อไปได้ยังไง ครับ ขั้นอัปปนานั้นตำราบอกว่าจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลยจะรู้สึกเฉยๆ ใช่ไหมครับ แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรได้ละครับในเมื่อมันเฉยอย่างเดียว บางท่านบอกให้พิจารณากาย บางทีผมก็ไม่เข้าใจว่าพิจารณาอะไร อย่างเช่นพิจารณาว่ากายนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราของเรา อะไรทำนองนี้ ผมก็เข้าใจอยุ่แล้ว แล้วผมจะพิจารณาทำไมอีกละครับ ผมก็งง....อาจารย์ชี้แนะด้วยครับ
    โดยคุณ เอ 6 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  176. คำตอบที่ 1

    -- การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีมีรายละเอียดและเทคนิคแตกต่างกันออกไป ในขณะหนึ่งเราจะต้องเลือกทำเพียงหนึ่งวิธี เช่นนาทีนี้เราอาจจะเอาสติอยู่กับการมองภาพ นาทีต่อมาเราอาจจะเอาสติดูกาย หรือ 10 วินาทีนี้เราเอาสติอยู่กับเสียง 10 วินาทีต่อมาเราเอาสติอยู่กับรสอาหาร หรือครึ่งชั่วโมงนี้เราจะนั่งสมาธิมีสติอยู่กับนิมิตที่เรากำหนด ในช่วงขณะหนึ่งเราจะต้องเลือกเอาว่าเราจะทำวิปัสสนาแบบไหน -- เวลานั่งสมาธิ เราจะต้องกำหนดว่าจะเอาสติอยู่กับอะไร จะไม่กำหนดนั้นไม่ได้ เราเคยฝึกมีสติอยู่กับอะไร ก็ให้เอาสติอยู่กับสิ่งนั้น เช่นเอาสติดูลมหายใจ เอาสติอยู่ที่ท้องพองยุบ เอาสติอยู่กับนิมิตเช่น ดวงแก้ว พระพุทธรูป แสง สีต่างๆ เช่นสีแดง สีขาว หรือแม้แต่ความว่าง ยังไงก็ต้องมีสิ่งที่เรากำหนดให้ใจจดจ่อ ไม่มีไม่ได้ -- สมมุติว่าเราเอาลมหายใจเป็นสื่อในการทำสมาธิ ก็ให้รู้ชัดในลมหายใจเพื่อให้เกิดสมาธิ ถ้าสมาธิดีแล้วมีนิมิตเกิดขึ้น เราก็ดูว่ามีสติอยู่กับลมหายใจ กับมีสติอยู่กับนินิตอันไหนง่ายกว่ากัน ถ้าอยู่กับลมหายใจได้ยากกว่านิมิต ก็ให้มีสติอยู่กับนิมิตแทน แต่งานที่ทำก็เหมือนกันคือเพียรรู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏ แต่อย่ายินดียินร้ายในสิ่งนั้น ถ้าเห็นนิมิตชัด ก็ตั้งใจรับรู้ เหมือนกับโลกทั้งโลกมีแต่นิมิตที่ปรากฎอยู่นี้เพียงอย่างเดียว แต่อย่าให้มีความยินดีพอใจ ในนิมิตนั้น ถ้านิมิตเสื่อมไปก็รู้ชัดว่านิมิตเสื่อมไป อย่ายินร้าย คืออย่าโกรธ อย่ากังวล อย่าหงุดหงิด อย่าเสียดาย อย่าอยากเห็นอีก เพียรรู้ชัดเพียงอย่างเดียว ว่านินิตหายไป แล้วเราก็มีสติอยู่กับลมหายใจใหม่ เพียรรู้ชัดในลมหายใจ อย่ายินดียินร้ายในลมหายใจ ลมหายใจละเอียด ก็รู้ชัดว่าลมหายใจละเอียด แต่อย่ายินดี อย่าชอบ อย่าพอใจในสภาพนั้น ให้รับรู้เฉยๆ ถ้าลมหายใจติดขัด รู้สึกอึดอัด ก็ให้รู้ชัดว่าติดขัด อึดอัด แต่อย่าโกรธ อย่ากังวล อย่าหงุดหงิด อย่าอยากให้หายอึดอัด อย่าอยากให้สบาย ให้ทำใจนิ่งๆ เฉยๆ แต่เราสามารถแก้ไขได้ โดยเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ อาการอึดอัดหายไป ก็ให้รู้ชัดว่าไม่อึดอัด แต่อย่าชอบ อย่าดีใจ ให้ทำใจเฉยๆ อย่างนี้เป็นการปฏิบัติวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับสมมุติ ขณะนั่งสมาธิถ้าเราจะเอาสติดูจิตก็ได้ แต่ต้องดูเป็น ถ้าดูไม่เป็นก็ไม่ได้ผล เมื่อเราฝึกรู้ชัด โดยไม่ยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ ไม่ว่าขณะนั่งสมาธิ หรือขณะออกจากสมาธิ ถ้าทำได้ผล เราก็จะรู้สึกเองว่า จิตนิ่งมากน้อยเพียงใด สมาธิดีเพียงใด ถ้าทำถูกวิธี ขยันทำ สมาธิก็จะขึ้นสูงได้ -- สมาธิขั้นอัปนา ตำรากล่าวไว้ว่า มีจิตเป็นอุเบกขา คือรู้สึกเฉยๆ ไม่มีปีติ ไม่มีสุข ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้สึก ถ้าจิตเป็นอัปนา เมื่อถูกด่าก็รู้ชัดในคำด่า แต่รู้สึกเฉยๆ ไม่โกรธ คนชมก็รู้ชัดในคำชม แต่รู้สึกเฉยๆ ไม่ดีใจ ที่ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เพราะสมาธิแรง จึงข่มกิเลสเอาไว้ได้ สมาธิอ่อนเปรียบเหมือนน้ำในแก้ว กิเลสเปรียบเหมือนก้อนเกลือ เมื่อใส่ลงไปในแก้วน้ำ ย่อมทำให้น้ำเค็มได้ สมาธิแรงเปรียบเหมือนน้ำในแม่น้ำ เมื่อใส่ก้อนเกลือลงไป ย่อมไม่สามารถทำให้น้ำเค็มได้ อุเบกขาในอัปนาสมาธินี้ มีลักษณะคล้ายกับ อุเบกขาในวิปัสสนา คือการมีใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่มากระทบ แต่ความจริงแล้วต่างกันมาก ไม่เหมือนกันเลย ผู้ที่มีใจไม่แยบคาย อาจเข้าใจผิดในสภาวธรรมทั้งสองนี้ได้ -- สิ่งที่เราเข้าใจว่า กายนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นเพียงการคิดนึก การทำความเข้าใจ ไม่ใช่การเห็นธรรมที่แท้จริง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 7 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  177. 502 การมองดูชีวิต
    อยากสอบถามเรื่องของการมองดูชีวิตค่ะ เช่นเวลาเรามองดูพ่อก็ให้คิดว่าเป็นชีวิต ๆ หนึ่ง ไม่ใช่พ่อเรา ใช่หรือเปล่าค่ะ แต่ดูยังไงก็ดูไม่ได้ก็คิดว่าเป็นพ่อเราอยู่ดี อาจารย์มีวิธีแนะนำในการฝึกดูให้มองว่าเป็นชีวิตหนึ่ง เป็นกาย ๆ หนึ่งวิธีอื่นหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ เก๋ 5 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การจะปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน จากง่ายไปยาก ต้องศึกษาการฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์ให้เข้าใจก่อน เพราะง่ายกว่าการดูชีวิตแบบปรมัตถ์ แล้วหัดมองภาพแบบปรมัตถ์ให้เป็น เมื่อมองเป็นก็จะเข้าใจสภาพธรรมที่เรียกว่าปรมัตถ์ รู้ว่าปรมัตถ์ต่างกับสมมุติอย่างไร แล้วจึงค่อยศึกษาการดูชีวิตแบบปรมัตถ์ ฝึกดูชีวิตแบบปรมัตถ์ได้ -- ถ้าเปรียบการฝึกมีสติอยู่กับปรมัตถ์ เป็นการหัดว่ายน้ำ การฝึกมองภาพแบบปรมัตถ์เปรียบเหมือนการหัดว่ายท่าฟรีสไตล์ การฝึกดูชีวิตแบบปรมัตถ์เปรียบเหมือนการหัดว่ายท่าผีเสื้อ ถ้าเราไม่ว่ายหัดท่าฟรีสไตล์ให้เป็นก่อน ไปหัดว่ายท่าผีเสื้อเลย ก็จะยากมาก อาจจะไม่มีสิทธิ์ว่ายน้ำเป็นเลยก็ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 5 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  178. ขอเริ่มจาก เนื่องจากผมตกงานอยุ่ครับ ระยะแรกๆ ที่ยังทำงานก็มีปัญหาทางใจ ก็เริ่มชอบเข้าวัดทำบุญ ไปทำบุญบ้าง ไปสวดมนต์บ้างเกือบทุกวัน พอนานๆ เข้าผมเองก็ได้อ่านหนังสือที่เขาบริจาคในวัดนั้นแหละครับ พออ่านก็เกิดมีความอยากจะฝึกสมาธิ เพื่อให้ได้อภิญญาต่าง ๆ ดั่งในตำราเขาเขียนไว้ แรกๆ ก็สวดมนต์ ต่อมาก็ลองฝึกการนั่งสมาธิ ภาวนา ไปเรื่อยๆ แต่เวลานั่งผมทนไม่ไหวกับเวทนาครับปวดแทบเข่าแตก ลองนั่งได้นานสุด 1 ชั่วโมง พอผ่านไป 1ชั่วโมงความเจ็บปวดนั้น กับลดลง พอทนได้ ถ้าจะนั่งต่อไปก็คงได้ตลอดแต่ผมตั้งใจไว้แค่ 1 ชั่วโมงก็เลยเลิก และหลังจากนั้น พอนั่งปวด ผมก็เปลียนมาเดินจงกรม พอเหนื่อย ผมก็นอน ภาวนา และเวลาผมจะนอนทุกครั้งผมจะภาวนา โดยนับลมหายใจ อานาปนสติครับ ทำไปนาน ๆ เข้า รุ้สึกเกิดเหตุการต่างๆ ขึ้นเหมือนในตำราเขาพุดไว้เกือบครบ ครับ คือ หูแว่วได้ยินเสียงต่างดั่งมากๆ สักไม่กี่วินาทีก็หายไปเพราะผมตกใจ และจากนั้นก็เห็นรูปพระนิดหน่อย ๆไม่นานภาพก็หาย หรือบางครั้งก็เหมือนจิตพุ่งออกไป คือพอผมสวดมนต์ภาวนาๆ ไปเรื่อย มันจะมีอาการตึกที่หน้าอกเหมือนผมรุ้โดยอัติโนมัติครับว่าจิตมันจะออกไปข้างนอก พอปล่อยสบายๆ มันก็พุ่งตรงออกไปข้างนอก ไปเห็นเรื่องราวต่างของตัวเอง กับญาติๆ ผม เช่น แม่ พ่อ ย่า ที่เสียไปนานแล้ว เห็นท่านเหมือนและได้พูดคุย เช่นพ่อผมนั้นเวลาจิตผมหลุดพุ่งออกไป ผมจะกำหนดว่าจะไปไหน ผมจะไปได้ครับ อย่างอยากไปหาพ่อ ผมก็กำหนดไป จิตตรงไปที่นรกเลยครับ เป็นดินแดนแห่งเปรต ที่เปรตทุกตนที่นั้นต้องนอนอยู่ครับไม่ได้ยืนหรือเดินไปไหนได้ นอนอยู่อย่างเดียว พ่อผมบอกว่าผมมาได้ยังไง ผมเลยบอกพ่อผมว่าจิตผมหลุดออกมา พอถามเสร็จผมไม่รู้จะไปไหนดี ก็ลองไปหาแม่ ก็ตรงไปอีกทีคราวนี้มาโลกมนุษย์เรานี้แหละครับเป็นหมู่บ้านหนึ่งหนาแน่นพอสมควรย่านต่างจังหวัด ผมก็ไม่รู้หรอกว่าจังหวัดอะไร มันตรงมาของมันเอง พอมาถึง จิตผมเกิดลังเลสงสัย ขาดสมาธิควบคุม ทำให้รุ้แค่ว่าท่านมาเกิดย่านหมุ่บ้านนี้ แต่ไม่ทราบว่าหลังไหน ก็เลยกลับเข้าร่าง ผมมีอาการอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ มา บางทีก็คิดไปตามประสาตัวเองว่าอยากไปพบพุทธเจ้าแต่ก็ไม่เคยได้พบ แต่กลับไปพบแค่เจดี เหมือนพระเจดีที่เขาบรรจุกระดูกครับ ไปถึงแค่ตรงนั้น แล้วก็กลับครับ และอีกครั้งผมลองกำหนดไปหาอย่าผมก็ไม้เจอครับ ไปเจอเอาพระธาตุ ตอนแรกๆ ก็มองไม่ชัดว่าเป็นอะไรจิตผมใช้สำผัสรอบๆ ดูก็พอรู้ว่าเป็นธาตุ ก็ตั้งจิตใหม่ให้ใสขึ้น มันก็แจ่มชีดขึ้นได้ครับ และธาตุนั้นยังพูดกับผมอีกต่างหาก เหมือนคนบ้าเลยละครับ ท่านถามว่ามาหาใครเหรอ ผมบอกมาตามหาย่า ทานเสียมานานหรือยัง ผมบอก 10 ปีแล้ว ท่านบอกย่านนี้ไม่มีนะ ก็เลยกลับครับ อีกครั้งหนึ่งผมก็นอน ดูลมหายใจพอได้ทีก็รู้ว่าจะออกละนะ คราวนี้ผมกำหนดไปหาอาผม ที่ตาย จิตผมก็พุ่งไปที่บ้านแห่งหนึ่งครับ เป็นบ้านเหมือนโลกมนุษยืนี้และแต่มีวิญญาณดวงจิตของลูกอาผมอยู่ ครับ ผมก็พุ่งไปพอถึงมันก็รู้ของมันเองครับ ก็คล้ายผมรู้รายละเอียดว่าตัวผมลอยลงมายืนตรงหน้าลูกอาผม เขาก็มองดูและแสดงความประหลาดใจว่าผมเก่งขนาดนี้เลยหรือ ผมรู้สึกในใจเขาได้อย่างนั้นจริงๆ ว่าเขาชมว่าผมเก่ง สักครูก็ ก็มีวิญญาณใครไม่รู้มาจับผมลากคอผมไปแต่ผมก็รู้สึกไม่กลัวนะครับเฉยๆ แค่คิดกลับมาก็รุ้สึกตัวลืมตาสมาธิก็คลายครับ ยิ่งๆ ช่วงหลังๆ ผม เริ่มคิดมาก เพราะเพื่อนบอกว่าลองออกมาหาเขาดูบ้างซิ ผมก็ออกจากร่างได้เหมือนทุกครั้ง แต่พอกำหนดว่าจะไปหาเพื่อน มันกับไม่ได้ผลครับ ไปไม่ได้ ก้เดินวนอยู่ปลายเท้าของผมนั้นเอง ผมเลยกลับเข้าร่างครับ ตอนช่วงหนึ่งครับหลังจากนั้นผมออกผมก็นึกอยากไปนรก มันก็พุ่งตรงไป คราวนี้ผมเริ่มมีสติควบคุมตัวเองมากขึ้น ผมนึกถึงคำของหลวงพ่อจรัญที่บอกกำหนดรู้ตลอดเวลา ผมก็บอกรู้หนอ ๆ ไปเรื่อย จะเเห็นรายละเอียดมากขึ้น เห้นว่าจิตเราพุ่งตรงไปเร็วมากๆ และสังเกตุ
    497 ขอเรียนถามครับ ปัญหาจาการฝึกสมาธิ

    ตอบลบ
  179. เห็นมีแรงต้านทานไว้เหมือนกันเหมือนว่ามีวิญญาณเยอะแยะเต็มไปหมดขณะที่เราพุ่งผ่านมา แต่ผมก็ไม่สนใจเท่าไร แค่มองเหลียวหลังไปดูเหมือนเห็นวิญญาณต่างๆ เต็มไปหมดแต่เขาก็อยู่ของเราดวงจิตเราก็ไม่สนใจมากนัก แต่ก็เริ่มมีความคิดมากขึ้น กลัวนิดหน่อย ว่าเขาจะทำอันตรายเราหรือเปล่านะ ผมก็พุ่งมาถึงที่หนึ่งซึ่งเหมือนกับว่าผมเคยอยุ่ที่นั้น มันเป็นเสาหลักอะไรสักอย่างเหือนว่าแท่งปูนปักไว้ มีของผมและของใครไม่ทราบอันเล็กกว่า จิตผมบอกว่าถึงแล้วนี้และที่เราจะมาผมก็นั่งเล่นอยู่ แล้วมีก็เกิดความรู้สึกว่ามีวิญญารของใครมาคลอเคลียผม ผมก็รำคาญเลยกลับ ผมคิดเองนะครับว่าคงเป็นหลุมฝักศพผมเมื่อชาติที่แล้วและอีกหลุมที่ใกล้ก็น่าจะเป็นแฟนผมนั้นแหละเมื่อชาติที่แล้ว และอีกครั้งผมก็นอนภาวนาเหมือนทุกครั้ง ผมเองเริ่มมีความลัวเกิดขึ้นในจิตผมครับ เพราะรุ้สึกมันจะมีอันตราย ไม่เหมือนแรก ผมไม่เคยคิดกลัวเลยไปไหนก็ไม่ค่อยคิดมากไปก็ไปเลย แต่พอเริ่มมีสติกำหนดมากขึ้นกับเพิ่มปัญหาครับ ครั้งนี้ผมนอนภาวนาก็ได้จังหวะที่จะออกได้ก็คิดต่อต่านว่าไม่ออก แต่ก็ทนไม่ได้ครับมันร่นแรงมากๆ กำลังทีจะพุ่งออกมันควบคุมไม่ได้ครับ มันพุ่งออกไปจิตผมเ องนั้นคิดเกาะทีนอนไว้ซิ เหมือนว่าที่นอนก็เอาไม่อยู่ครับมันพุ่งไปด้วยครับ แต่พอไปจริงๆ ผมก็ไม่ได้กำหนดว่าจะไปไหน มันไปของมันเองครับ เห็นชาวนาแต่งชุดชาวนาเรียงแถวกันทำกิจกรรมอะรสักอย่าง ยังไม่ทันรู้เรื่องมันก็กลับของมันเองครับ บางทีก็กำหนดไม่ได้ ออกไปนานบ้างช้าบาง ผมเองก็งง ว่ามันเป็นความฝันหรือเปล่าหรือเป็นจิตปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาเอง ก็ไม่แน่ใจ .. ช่วงนี้ผมก็ฝึกเกือบทุกวันครับแต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน และก็รู้สึกอาการเหมือนเดิมๆ ที่ผมรุ้สึกว่าจิตหลุดพุ่งออกไปข้างนอกนั้น ไม่เกิดครับ เพราะมันเข็ดจากเหตุที่ 2 ครั้งล่าสุด ผมกำลังจะออกไป ขณะผมนอนภาวนาอยุ่รู้ว่าจิตผมจะออกนะ ตอนนอนอานาปนสติอยุ่ เห็นดวงกสินทีผมฝึ และเห็นพุทธรูปเปล่งรัสมีสวย จิตผมจะหลุดทันทีขณะที่กำลังไปได้นิดหนึ่ง ร่างผมเกิดมีอาการเหมือนหายใจไม่ออก รู้สึกทุรณทุรายครับ เหมือนใจจะขาดมันเกิดจริๆง รู้ได้ครับ ผมดิ้นรณดึงจิตกลับ นานพอควรจึงเข้าร่างได้แล้วก็อาการที่หายใจไม่ออกก็หายไป 2 ครั้งสุดท้ายเป็นเหมือนครั้งแรก พอจะออกก้เกิดใจหายไม่ออก เหมือนหัวใจมันหยุดเต้นครับ ผมต้องกลับและกลายเป็นกลัวฝังใจ เลยครับ หลังจากนั้นมาฝึกยังไงมันก็ไม่มีอาการทีจะออก ได้มากสุดก็แค่ ตัวเบา เหมือนลอยอยู่ในห้องได้ หรือไม่ก็เหมือนตัวผมเลื่อนไถลไปตามพื้นห้องรุ่งแรงมากๆ ครับ เหมือนตำราบอกว่าอยู่ในขั้นอุปจาระสมาธินั้นแหละครับ ทุกวันนี้ผมก็สวดมนต์และภาวนา นอนนับลมหายใจก่อนนอนทุกครับ แต่กลับกลายเป็นผมหลับง่ายขึ้นครับ เมื่อก่อนเป็นคนนอนหลับอยากมากๆ บางที 2 วันผมหลับที ช่วงนี้พอสวดมนต์ เสร็จเพ่งกสิณต่อ แล้วก็นอนนับลมหายใจเข้าหนอออกหนอ ไปเรื่อยๆ สักพักก็หลับไปเลยครับ ผมอยากช่วยให้อาจารย์ วิจารย์ผมหน่อยครับ ผมควรปฏิบัติยังไงต่อไป เพื่อให้ก้าวหน้าสูงๆ ขึ้น ผมเองก็ไม่ได้ติดใจในการปล่อยจิตตัวเองออกไปรับรู้ข้างนอกหรอกครับ แต่รู้สึกว่ามันบังคับไม่ค่อยได้ มีครั้งหนึ่งผมเองเกิดอยากรู้ว่าผมเมื่อชาติที่แล้วเป็นอะไร อยากรู้อดีตตัวเอง พอภาวนาได้สงบนิ่งผมลองกำหนดดูเหมือนดวงจิตผมลอยไหเกาะที่ถ้ำแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยค้างคาวห้อยหัวเต็มไปหมดครับ รอบๆ ตัวผมก็มีแต่ค้าคาว ส่วนตัวผมเองรู้สึกเหมือนจิตผมลอยไปเกาะที่ผนังถ้าเหมือนว่าผมเป็นค้างคาว มาก่อน

    ตอบลบ
  180. คำตอบที่ 1

    -- เรื่องการถอดกายทิพย์ออกไปข้างนอก ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเป็นความจริง หรือเป็นเพียงนิมิตที่เกิดจากสมาธิ เช่นถ้าเราเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ไปดูของจริงซิว่าเป็นอย่างที่เราเห็นในสมาธิหรือเปล่า ถ้าตรงกันก็สรุปได้ว่าจริง ถ้าไม่ตรงก็แสดงว่า เป็นเพียงนิมิต เป็นเพียงความรู้สึกอันเกิดจากสมาธิ -- การปฏิบัติธรรมของคุณเป็นการมีสติอยู่กับเรื่องราวเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ควบคุมจิตได้ยาก จึงควรหัดทำวิปัสสนาแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ ซึ่งจะตัดเรื่องราวต่างๆออกทั้งหมด มีสติอยู่กับความจริงที่ปัจจุบัน เช่นฝึกมีสติดูกาย ฝึกมีสติอยู่กับการเห็น จะทำได้ง่ายกว่า ได้ผลดีกว่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 4 พฤศจิกายน 2551




    496 พิธีลาอุปสมบท
    เรียนถามอาจารย์ว่า ชายไทยเมื่อมีอายุครบบวชแล้วถ้าจะทำพิธีการบวชนั้นเราจะต้องดูฤกษ์ยามที่จะทำพิธีบวช แต่ถ้าจะสึกนั้นจะต้องดูฤกษ์ยามที่ดีหรือไม่ เพราะเคยได้ยินคนโบราณเล่าให้ฟังว่า ถ้าไม่ดูฤกษ์ยามที่ดีในการพิธีการสึกนั้น อาจทำให้เกิดการเสียสติหรือบ้าได้ จริงหรือไม่ครับขอบคุณมากครับ
    โดยคุณ มงคล 3 พฤศจิกายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การบวช ไม่จำเป็นต้องดูฤกษ์ยาม เพราะเป็นการทำบุญ อาศัยความสะดวกเป็นหลัก ส่วนการสึกออกมา ถ้าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรม มีจิตใจมั่นคง ก็ไม่จำเป็นต้องดูฤกษ์ ไม่เป็นบ้า ไม่เสียสติแน่นอน แต่สำหรับคนที่มีจิตใจไม่มั่นคง ถือฤกษ์ถือยาม การดูฤกษ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 4 พฤศจิกายน 2551




    490 การระลึกตัวในขณะพูดโทรศัพท์
    ผมโดยปกติจะไม่ค่อยพูดโทรศัพท์ แต่มักเป็นฝ่ายรับโทรศัพท์เสียมากกว่า โดยส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนที่โทรมาเป็นครั้งคราวและคุยกันไม่นานนัก แต่บางท่านที่โทรมาหาเรา เป็นผู้ที่เป็นเหมือนกับอาจารย์และเหมือนกับพี่ของเราเพราะอายุต่างกันไม่มาก โทรมาหาเกือบทุกวันและคุยนานครั้งละหลายนาที ทำให้มีความรู้สึกรำคาญบ้าง แต่ก็พยายามรับสายเพราะรู้ว่าท่านอยากคุยกับเรา แต่นานไปก็ไม่มีเรื่องใดให้คุยอีก เป็นฝ่ายรับคำอยู่ถ่ายเดียว เราไม่กล้าบอกท่านว่านี่มันมากไปทำให้เรารู้สึกไม่ดี เพราะเกรงใจท่าน ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ อาจารย์มีวิธีแนะนำสำหรับการมีสติในการสนทนาไหมครับ เพราะความรู้สึกเบื่อหน่ายเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆครับ
    โดยคุณ ขอบคุณครับ anothailand@gmail.com 31 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราจะต้องเลือกของเราเองว่า เราจะยอมคุยโทรศัพท์แบบนี้ต่อไปเพื่อรักษาน้ำใจ หรือจะบอกปัด เพื่อไม่ให้เสียเวลา ถ้าเราจะยอมคุยแบบนี้ต่อไป ก็ให้ทำใจอย่างนี้ว่า การพูดคุยกับเขา เป็นการทำบุญ เป็นการช่วยเหลือให้เขาได้สบายใจ ได้ระบาย ได้มีเพื่อนคุย แล้วขณะพูดคุย เราก็ทำวิปัสสนา คือรู้ชัดในเรื่องราวที่พูดคุย ไม่ยินดียินร้ายในการพูดคุย ถ้ารู้สึกรำคาญ ก็ให้ทำใจใหม่ ทำใจสบายๆ พยายามรู้ชัดในการพูดคูยให้มาก เพื่อให้มีสติ มีสมาธิมากขึ้น -- แต่ถ้าเราไม่อยากจะพูดคุย ก็ต้องหัดปฏิเสธ ต้องหัดบอกปัด เช่นพูดคุยพอสมควรแล้ว เราก็บอกว่าขอเวลาไปทำอย่างโน้นอย่างนี้ มีธุระอย่างโน้นอย่างนี้ เวลาพูดปฏิเสธ ก็ต้องทำวิปัสสนา คือรู้ชัดในการพูดคุย ไม่ยินดียินร้ายในการพูดคุย เวลาปฏิเสธ รู้สึกไม่สบายใจ กลัวเขาจะเคือง ก็ต้องทำใจใหม่ คือทำใจให้สบาย อย่ากังวล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 4 พฤศจิกายน 2551

    ตอบลบ
  181. 485 ถามต่อจากกระทู้ 434 และ 438
    ลองปฏิบัติอย่างที่อาจารย์แนะนำไว้ผลออกมาก็ค่อนข้างดี คือ เดินจงกรมและนั่งกรรมฐาน ละเรื่องญาณไว้ ไม่ยินดียินร้ายตามสภาวะธรรม สร้างเหตุให้มาก รู้สึกว่าสมาธิเข้มแข็งกว่าเก่าเสียอีก แทบไม่มีเวทนากวนเลย กำหนดได้ดีจริงๆ แต่มีเรื่องสงสัยอยากรบกวนถาม 1. เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติอย่างที่อาจารย์บอกไว้ มันเกิดสภาวะธรรมหนึ่ง ตอนแรกจะเริ่มมีความรู้สึกสุขสบายก่อนแวบเดียวก็กำหนด ต่อมาจะเริ่มมีอาการคล้ายกับง่วงนอนก็กำหนด ทำให้เบลอจับสภาวะธรรมไม่ค่อยชัด ผงกเอนตัวไปข้างหลังเป็นระยะ แต่ไม่ได้วูบหลับ รู้ตัวตลอดเวลา ทำไป 1 ชั่วโมงก็หยุด อยากถามอาจารย์ว่าสภาวะธรรมแบบนี้เกิดเพราะง่วงนอนหรือร่างกายอ่อนล้าใช่มั๊ยค่ะ เพราะพอออกจากกรรมฐานก็ไม่เบลอหรือง่วงนอน แต่เหนื่อยและเหงือออกมากเพราะใช้กำลังในการทำกรรมฐานค่อนข้างมาก เป็นแบบนี้อยู่ 3 วัน ก็เปลี่ยนเป็นสภาวะธรรมกำหนดได้ดี ไม่มีเวทนากวน 2. ที่อาจารย์บอกว่า ใช้สมาธิขั้นอัปปนา( ฌาณ ) ในการทำกรรมฐาน นั้นดีกว่าสมาธิขั้นอุปจาระ ขอถามว่าถ้าสมาธิที่พอละนิวรณ์ 5 คือ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ง่วง (ส่วนข้ออื่นตอนทำกรรมฐานไม่เกิดอยู่แล้ว)พอใช้ได้มั๊ย ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ป. 31 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ขณะที่รู้สึกเบลอ ก็เพราะเราง่วง ไม่สามารถรู้ชัดได้ ไม่สามารถควบคุมจิตได้ วิธีแก้ก็อาจจะลุกขึ้นเดิน ไปล้างหน้าล้างตา ขณะเดิน ขณะไปล้างหน้าล้างตา เราก็สารารถทำวิปัสสนาได้ ในการปฏิบัติธรรมต้องมีเทคนิค ถ้าเราง่วง ก็ต้องแก้ง่วง ถ้าเราทำไม่ก้าวหน้า ก็ต้องหาวิธีทำให้ก้าวหน้า -- ในเรื่องสมาธิ ไม่ได้หมายความว่าสมาธิมีเพียง 3 ระดับ อันนั้นเป็นเพียงทฤษฎี ความจริงแล้วสมาธิมีปริมาณมากน้อยหลายระดับ เหมือนกับความโกรธ ความดีใจ มีปริมาณมากน้อย มีหลายระดับ บางครั้งเราก็โกรธมาก บางครั้งเราก็โกรธปานกลาง บางครั้งเราก็โกรธน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความโกรธของเรามี 3 ระดับ มันมีปริมาณมากน้อยหลายระดับ สมมุติว่าเรามีสมาธิดีอยู่ในฌานที่1 ก็ไม่ได้หมายความว่าสมาธิของเราจะคงที่ บางที่สมาธิก็แรง บางทีก็อ่อน ทั้งๆ ที่ก็ยังอยู่ในฌานที่ 1 ถ้าสมาธิของเราดีขึ้นเกินฌานที่ 1 ก็จะขึ้นไปอยู่ในฌานที่ 2 ขณะที่เราอยู่ในฌานที่ 2 บางครั้งสมาธิก็มาก บางครั้งสมาธิก็น้อย มีหลายระดับ ถ้าสมาธิอ่อนมาก ก็จะตกมาอยู่ฌานที่ 1 -- ปรกติผมจะบอกว่า ทำวิปัสสนาให้มีสมาธิแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะทำให้บรรลุธรรมได้เร็ว สมาธิในวิปัสสนาเป็นกำลังของจิตที่จะทำให้จิตหลุดพ้นได้ เปรียบเหมือนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นกำลังของร่างกายที่ว่ายน้ำฝ่าคลื่นข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ ต้องลองถามตนเองดูว่าเราควรจะมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมาก ปานกลาง หรือน้อยดี เพื่อที่จะว่ายน้ำฝ่าคลื่นแห่งตัณหาไปยังฝั่งตรงข้ามได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 ตุลาคม 2551




    475 เพราะเหตุใดบทสวดมนต์จึงเป็นภาษาบาลี
    ภาษาบาลีสามารถสื่อกับวิญญาณได้ดีกว่าภาษาอื่นๆ หรือไม่ จากประสบการณ์เคยสื่อสารภาษาอื่นๆกับวิญญาณที่เคยพบ แต่เหมือนเค้าไม่รับรู้ ในที่สุดเมื่อท่องบทสวดมนต์ซึ่งเป็นภาษาบาลี เค้ามีการตอบสนอง ถ้าเป็นแบบนี้ภาษาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารกับวิญญาณหรือไม่
    โดยคุณ ผู้อยากรู้ 29 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ที่บทสวดมนต์เป็นภาษาบาลี ก็เพราะพระไตรปิฎกบันทึกเป็นภาษาบาลีครับ -- ส่วนการติดต่อกับโอปปาติกะด้วยภาษาใดนั้นผมไม่มีประสบการณ์ครับ แต่ที่ผมเคยเห็น เขาใช้ภาษาเทพกัน ร่างทรงส่วนใหญ่ก็ใช้ภาษาไทย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  182. 474 โอปปาติกะคืออะไร ใช่วิญญาณที่ล่องลอยยังไม่มีภพภูมิที่จะไปหรือไม่?
    ถ้าหากวิญญาณหลุดจากร่างแล้วจะเกิดในภพภูมิใหม่ทันที แล้วโอปปาติกะคือวิญญาณกลุ่มไหน แล้วทำไมจึงกลายเป็นโอปปาติกะ
    โดยคุณ ผู้อยากรู้ 29 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- โอปปาติกะ คือสัตว์โลกประเภทที่เกิดเติบโตทันที ได้แก่ สัตว์นรก เปรตอสุรกาย เทวดา พรหม เวลาเกิดก็มีรูปร่างอย่างนั้นเลย ไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีการแก่ ถึงเวลาตายก็หายวับไปเกิดในที่ใหม่เลย ส่วนของโอปปาติกะที่มองเห็นก็คือร่างกาย ส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกายให้พูด ให้เคลื่อนไหวก็คือจิต โอปปาติกะแต่ละชนิดก็มีภพภูมิของตน เช่น สัตว์นรกก็อยู่ในนรก เทวดา ก็อยู่ในสวรรค์
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 31 ตุลาคม 2551




    472 สอบถามเพิ่มเติมจากคำถามละกามครับ
    สมมติว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรม ในชีวิตปกติก็มีกามเป็นธรรมดา แต่พอเข้ากรรมฐานถือศีล 8 เป็นระยะเวลา 5 วัน ภายใน 5 วันนั้น หากเค้ามีบุญบารมี และได้กระทำความเพียรจนถึงพร้อมแล้วก็จะสามารถบรรลุธรรมขั้นอนาคามีได้ ใช่ไหมครับ ถ้าใช่หลังจากที่ได้แล้ว เค้าก็จะละกามไปเองโดยอัตโนมัติ หรือสามารถกลับไปมีกามได้อีกครับ
    โดยคุณ สงสัยครับ 28 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเขามีบุญบารมี คือรู้วิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ทำความเพียรไม่ย่อหย่อน เขาก็จะบรรลุมรรคผลเป็นอนาคามีได้ การบรรลุมรรคผลจัดเป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง แต่ดีกว่าอิทธิฤทธิ์อย่างอื่นคือไม่มีการเสื่อม ไม่ต้องฝึกฝน ไม่ต้องรักษา ยังไงก็ไม่เสื่อม ต่างจากการเหาะได้ หายตัวได้ ระลึกชาติได้ ถ้าไม่ฝึกก็จะเสื่อมได้ ดังนั้นเมื่อเขาบรรลุธรรมเป็นอนาคามี ก็จะละกามราคะได้เด็ดขาด โดยไม่กลับมาเกิดขึ้นอีก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 28 ตุลาคม 2551



    464 ถ้าละกามไม่ได้จะเป็น พระอนาคามีไม่ได้ด้วยใช่ไหมครับ
    ผมสงสัยว่าถ้าผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะถึงขั้นพระอนาคามี จะต้องไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเลยใช่ไหมครับ(ต้องขอโทษด้วยนะครับถ้าใช้คำพูดไม่เหมาะสม)
    โดยคุณ ต้องการความกระจ่างครับ 24 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การละกามราคะได้ เป็นผลของการปฏิบัติธรรมสำเร็จถึงขั้นพระอนาคามี ไม่ใช่พยายามละกามราคะแล้วจะได้เป็นพระอนาคามี ในสมัยพุทธกาล นักบวชนอกศาสนา เช่น ชีเปลือย ก็ทำความเพียร ไม่มีเพศสัมพันธ์ แต่ก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เพราะไม่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนชาวบ้านที่เป็นสามี ภรรยามีเพศสัมพันธ์กันตามปรกติ เมื่อมาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เข้าใจธรรม วางใจได้ถูก ซึ่งก็คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานขณะฟังธรรมนั่นเอง ชาวบ้านเหล่านั้นก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 25 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  183. 457 ไม่เข้าใจเรื่องจิต
    จิตเป็นตัวควบคุมการทำงาน สั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหว นึกคิดสิ่งต่าง ๆ จิตขณะโกรธก็คือจิตกำลังโกรธ ไม่ใช่เราโกรธ อยากทราบว่าทำไมไม่ใช่เราโกรธเพราะเราเป็นคนกำหนดจิตไมใช่เหรอค่ะ ถ้าเราตายไปจิตจะยังตามไปด้วยหรือเปล่าคือยังเป็นจิตเดิมอยู่หรือเปล่าค่ะ หรือเปลี่ยนเป็นจิตใหม่ตามภพภูมิต่าง ๆ ที่ไปเกิด ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 21 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ตามปรกติจิตจะไม่โกรธ ที่จิตโกรธก็เพราะกิเลสคืออวิชชา ไปยึดเป็นเจ้าของ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา รักเรามากกว่าเขา เมื่อเขาทำไม่ถูกใจจึงโกรธ ขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน วิชชา หรือปัญญา ปรุงแต่งจิต ไม่ยึดเป็นเจ้าของจิต ปล่อยให้จิตมันทำงานไปตามปรกติ จิตจึงไม่โกรธ ในการปฏิบัติธรรม ก็จะเห็นว่า วางใจผิด อวิชชาปรุงแต่งจิต จึงรู้สึกโกรธ วางใจถูก ปัญญาปรุงแต่งจิต เห็นความโกรธดับไป ที่จริงแล้วตัวกำหนดจิตไม่ใช่เรา แต่เป็นอวิชชากำหนดให้จิตโกรธ กับสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา กำหนดให้จิตเป็นปรกติ คือไม่โกรธ – จิตมีการเกิดดับต่อเนื่องกันเร็วมาก อยู่ในหลักหนึ่งส่วนล้านล้านของวินาที ซึ่งเร็วเกินกว่าที่เราจะจับได้ ในการปฏิบัติธรรม เราจะไม่เห็นการเกิดดับของจิตที่เร็วขนาดนั้นหรอก แต่เราจะเห็นเพียงการเกิดดับของอารมณ์ ของกิเลส เพียงหนึ่งส่วนสิบของวินาทีเท่านั้น ฉะนั้นเราจึงเห็นจิตต่อเนื่องกันตลอดเวลา -- ถ้าเราดูตัวหนังสือที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เราจะเห็นว่ามันนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง เราไม่รู้สึกเลยว่ามันกระพริบ มันเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงแล้วภาพที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา หลายสิบครั้งต่อวินาที จุดทุกจุดบนหน้าจอถูกสร้างขึ้นใหม่ตลอดเวลา เพียงแต่มันสร้างขึ้นเหมือนๆ เดิม จิตก็เช่นเดียวกัน เกิดดับตลอดเวลา เป็นจิตใหม่ตลอดเวลา แต่เราก็เห็นว่ามันเกิดอยู่อย่างนั้น เป็นจิตเดิมๆ โกรธก็โกรธเหมือนเดิม ดีใจก็มีลักษณะเหมือนเดิม ไม่ต่างกัน -- อันที่จริงร่างกายก็เหมือนกัน ร่างกายมันเกิดใหม่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เราก็ไม่เห็นการเกิดใหม่ ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่องกระจกทีไรก็เห็นหน้าเหมือนเดิมทุกที ไม่เปลี่ยนแปลง อันที่จริงเซลของร่างกายอายุสั้น ตายอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากมันมีเซลเกิดขึ้นใหม่มาทดแทน เราจึงไม่เห็นว่าร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เล็บที่ยาวขึ้น ผมที่ยาวขึ้น เหงื่อไคลอันเป็นซากศพของเซลที่ตาย ล้วนเป็นการยืนยันว่ามีเซลใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา -- ไม่ต้องพูดเรื่องชาติหน้าหรอก เพียงชาตินี้จิตก็เกิดใหม่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 ตุลาคม 2551




    456 เมื่อตายแล้ววิญญาณออกจากร่างจะเกิดใหม่ทันทีจริงหรือ?
    ในช่วงความเป็นความตาย เมื่อถึงเวลาที่วิญญาณออกจากร่างจะเป็นอย่างไร จะไปไหน ไปนรกไปสวรรค์หรือภพภูมิต่างๆในทันที หรือต้องไปรับการพิพากษาก่อน ตามหลักแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วทุกวิญญาณจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆเหมือนกันหรือไม่ จะมีไหมที่บางวิญญาณไม่ผ่านขั้นตอนต่างๆเหมือนวิญญาณทั่วไป
    โดยคุณ ผู้อยากรู้ 21 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความเชื่อของคนไทยแต่เดิม จะไม่เหมือนกับคำสอนในพุทธศาสนา ในพุทธศาสนาไม่มีเรื่องวิญญาณที่ล่องลอย ไม่มีวิญญาณที่รอการไปผุดไปเกิด ในพุทธศาสนา คำว่าวิญญาณ หมายถึง จิต หรือใจ เพราะฉะนั้นตอนนี้ เราก็มีวิญญาณ คือจิตอยู่แล้ว ส่วนที่เราเรียกกันว่าผี ทางพุทธศาสนาเรียกว่าเปรต อสุรกาย ซึ่งเปรต อสุรกาย ก็เป็นสัตว์โลกอีกภพภูมิหนึ่ง มีทั้งร่างกายและจิตใจพร้อม ไม่ได้มีเฉพาะวิญญาณหรือจิตเพียงอย่างเดียว และไม่มีขั้นตอนของการเตรียมตัวไปเกิด เมื่อตาย ก็ไปเกิดในภพภูมิใหม่ทันที
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 ตุลาคม 2551


    455 วิธีการท่องสวดมนต์
    ปกติแล้วดิฉันจะสวดมนต์เป็นประจำที่บ้าน แต่เวลาสวดไปนานๆจะรู้สึกเหนื่อยมากเพราะว่าต้องออกเสียงถึงแม้นจะเป็นเพียงเสียงค่อยๆ อยากทราบว่าถ้าจะสวดมนต์ในใจจะทำได้หรือเปล่าค่ะ และทุกครั้งที่เริ่มสวดมนต์ในห้องพระที่บ้าน จำเป็นไหมที่จะต้องจุดธูปเทียนทุกครั้ง เพราะว่าจะต้องสวดมนต์ทุกวัน ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ
    โดยคุณ วดี 21 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  184. คำตอบที่ 1

    --การสวดมนต์อยู่ที่ใจ เราสวดในใจก็ได้ สวดเบาๆ ในลำคอก็ได้ แต่ต้องให้ใจจดจ่ออยู่กับการสวด หรือระลึกถึงความหมายในคำสวด การสวดมนต์ อยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่ธูปเทียน ธูปเทียนเป็นเพียงสื่อให้ใจน้อมไปได้ง่ายเท่านั้น ในห้องพระที่ปิดมิดชิด ไม่ควรจุดธูปเทียน เพราะจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ถ้าเป็นห้องเปิด มีลมระบายก็ไม่เป็นไรครับ ให้ดูตามความเหมาะสม อย่าไปยึดว่าจุดธูปจะได้บุญมากกว่าไม่จุด เพราะนั่นเป็นความเห็นที่ผิด
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 22 ตุลาคม 2551


    453 เรียนถามเรื่องผลของการอุทิศร่างกาย
    ผู้ที่อุทิศร่างกายให้แก่โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์แก่วงการแพทย์หลังถึงแก่กรรมไปแล้ว จะได้รับผลบุญอย่างไร
    โดยคุณ asd [DT07489] dhamma33@fastmailbox.net 16 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ทำกรรมอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น เราอุทิศร่างกายให้แก่วงการแพทย์ เป็นบุญ ย่อมส่งผลดีในอนาคตชาติ เช่นเกิดในที่ดี มีสุขภาพร่างกายดี เมื่อต้องการความช่วยเหลือทางด้านการรักษา เช่นต้องการเลือด ต้องการอวัยวะส่วนต่างๆ ก็จะได้รับความช่วยเหลือ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 17 ตุลาคม 2551



    452 อารมณ์
    เรียน อ.ชวยง ถ้าอารมณ์ที่เข้ามากระทบ และเรารู้สึกแล้วว่าอารมณ์นี้เข้ามากระทบ ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้น อยากถามอาจารย์ว่า การที่เราทนสู้อยู่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการทำวิปัสนาหรือไม่ครับ
    โดยคุณ เอ 16 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนา เป็นการรับรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง ถ้าเรามีอารมณ์ที่ทำให้เกิดทุกข์ เราสามารถทำได้ทั้งสองวิธีคือ หนึ่ง รับรู้อารมณ์เดิม คือรับรู้ทุกขเวทนาตามความเป็นจริง สอง เปลี่ยนอารมณ์ ไปรับรู้อารมณ์อื่น แต่ต้องรับรู้อารมณ์อื่นตามความเป็นจริงด้วย เช่น ถ้าเราคุยกับคนอื่นแล้วถูกด่า รู้สึกโกรธ เราก็อาจจะทำวิปัสสนาโดยการรับรู้คำด่าตามความเป็นจริง หรือไม่ เราก็อาจจะเปลี่ยนอารมณ์ โดยไม่สนใจคำด่า แต่มีสติอยู่กับกายแทน โดยดูกายตามความเป็นจริง ส่วนการรับรู้คำด่าตามความเป็นจริง หรือการดูกายตามความเป็นจริง ทำอย่างไรนั้น ต้องไปศึกษาในรายละเอียดของแต่ละวิธี
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  185. 451 เทวดา
    อยากทราบว่าเทวดาก็มีกายกับใจใช่ไหมค่ะ แล้วมีความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ เหมือนมนุษย์ไหม เช่น รู้สึกหิว ร้อน หนาว เย็น เจ็บ โกรธ ฯลฯ เหมือนมนุษย์เราหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ต้นไม้ 16 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมไม่เคยเห็นเทวดา จึงขอตอบตามที่รู้จากตำรา กับความเข้าใจของผมเอง -- เทวดามีร่างกาย และจิตใจเหมือนมนุษย์ มีความรู้สึก มีอารมณ์ต่างๆ มีความหิว ร้อน เย็น เจ็บ โกรธ เหมือนมนุษย์ แต่รายละเอียด ต่างกัน เช่น กายของเทวดา เป็นกายทิพย์ เกิดขึ้นทันที ไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีการแก่ ส่วนกายของมนุษย์ เป็นกายเนื้อ มีการเจริญเติบโต มีการแก่ -- คนเราถ้าโกรธจัดจนทนไม่ได้ จะเป็นโรคประสาท จะเป็นบ้า แต่ถ้าเทวดาโกรธจัด จะตาย และไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่ต่ำกว่า
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ตุลาคม 2551



    450 ถ้าเรานั่งท่าขัดสมาธินิ่งๆ แล้วพิจารณาอาการภายในกายของเรา แต่ไม่หลับตาเข้าสมาธิจะถือเป็นการวิปัสสนาได้ไหม
    โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า การหลับตาจะยิ่งทำให้เกิดการฟุ้งมากขึ้น
    โดยคุณ ผู้อยากรู้ 15 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำวิปัสสนา จะหลับตา หรือไม่หลับตาก็ได้ อยู่นิ่งๆ หรือเคลื่อนไหวก็ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ ว่าเราวางใจเป็นวิปัสสนาหรือไม่ ถ้าเราวางใจ ถูก ก็ใช้ได้ ถ้าเราวางใจไม่ถูก ก็ใช้ไม่ได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  186. 448 ปฏิบัติธรรมได้ แต่ไม่อยากบรรลุ ธรรม
    เรียนถามอาจารย์ ผมปฏิบัติธรรม ได้ดี แต่ไม่ค่อยขยันปฏิบัติ สามารถมีสติอยู่กับปรมัตได้ ดับกิเลสเช่นโทสะได้เร็ว รู้วิธีปฏิบัติที่อาจารย์สอน เวลาประสบทุกข์เวทนาใดๆก็จะปฏิบัติ และรู้สึกไม่อยากเกิดอีก แต่พอทุกขเวทนาหาย สบายดีก็ไม่อยากปฏิบัติ แต่กลับอยากเกิดอีก อยากได้พบภูมิดีๆ อยากได้มีได้เป็น อารมณ์สลับไปสลับมา แบบนี้อยู่เรื่อยๆ จะทำอย่างไรดี
    โดยคุณ ป. 15 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ในการปฏิบัติธรรม การทำได้มีหลายระดับ ที่เราทำได้ดีนั้น ยังมีสภาพที่ดีกว่านั้นอีก เราต้องพยายามทำให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำมากๆ ทำบ่อยๆ เวลาที่เราดับโทสะได้ ไม่ได้หมายความว่าเราทำได้ดี ถ้าดีขึ้นเราจะเห็นสภาพที่กิเลสเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็รู้สึกและดับได้ ถ้าทำได้ดีมากก็คือจับได้ก่อนที่กิเลสจะเกิดขึ้น ซึ่งถ้าทำในลักษณะนั้นได้ดี ก็จะบรรลุมรรคผลได้ในขณะนั้น ฉะนั้นที่ทำอยู่ยังไม่ดีพอ สติสัมปชัญญะยังอ่อนกำลัง เมื่อวิปัสสนาหมดกำลัง กิเลสก็เข้าครอบงำจิตได้อีก กิเลสกับสติสัมปชัญญะจะแข่งกันปรุงแต่งจิต ถ้ากิเลสมีกำลังมาก เราก็จะขี้เกียจ อยากเกิด อยากอยู่สบาย ถ้าสติสัมปชัญญะ หรือปัญญา มีกำลังมาก เราก็จะเห็นว่าชีวิตไม่มีค่า ไม่อยากเกิด กิเลสกับสติสัมปชัญญะก็จะแข่งกันปรุงแต่งจิตไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการแพ้ชนะอย่างเด็ดขาด ถ้ากิเลสชนะเด็ดขาด ก็คือเราก็จะเลิกปฏิบัติธรรมไป ถ้ากิเลสแพ้เด็ดขาด ก็คือเราบรรลุมรรคผล -- ถามผมว่าจะทำอย่างไรดี ผมแนะนำว่า ทำวิปัสสนาให้ดีกว่านี้ ให้วิปัสสนามีกำลังมากๆ จนสติสัมปชัญญะมีความเป็นใหญ่ ก็จะสามารถบรรลุมรรคผลได้ ที่เรารู้สึกว่าเราทำวิปัสสนาได้ง่าย เพราะเราทำอยู่ในระดับต่ำ ถ้าเราทำวิปัสสนาให้ดี ให้สูงกว่านี้ เราจะทำไม่ได้ เพราะการทำวิปัสสนาในระดับสูง ต้องใช้กำลังมาก ต้องใช้ความเพียรมาก เหมือนกับการขับรถธรรมดา เราก็ว่าง่าย แต่การจะเอาชนะกิเลสได้ ต้องขับรถแข่ง ต้องเก่ง ต้องขยัน จึงจะได้ถ้วยรางวัล
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 16 ตุลาคม 2551




    447 กรรม จองเวร อภัยทาน
    ขอถามอาจารย์ดังนี้ครับ 1. การจองเวรนั้น เราจะสังเกตุได้อย่างไรว่าการกระทำไหนเป็นการโดนทวงคืนหรือ เริ่มสร้างกรรมใหม่ (เช่นการที่เราโดนยักยอก หรือ เรายักยอกเขา) 2. กรรมเหมือนกฏหมายอาญาหรือไม่ เช่น เราทำร้ายเขาทางกายวาจาใจ ถ้าเขาอภัยให้เราแล้ว แล้วธรรมชาติจะตามมาทวงกรรมหรือไม่ 3. ถ้าผมจะให้อภัยทานแก่ทุกดวงจิตที่เคยทำกรรมกับผมไว้จะทำได้อย่างไร โดยไม่ต้องให้พวกเขาใช้หนี้กรรม
    โดยคุณ 14 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. คิดง่ายๆ อะไรที่เราไม่ได้ทำ แต่มาเกิดขึ้นกับเรา อันนั้นเป็นวิบาก เป็นผลของกรรมที่เราเคยทำไว้ในอดีต อะไรที่เราทำ อันนั้นเป็นกรรมของเรา เช่นที่เราโดนยักยอกเงิน เป็นวิบากร้าย เป็นผลของกรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ในอดีต ที่เรายักยอกเงินเขา เป็นกรรมชั่วที่เราทำในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เราลำบากในอนาคต 2. การส่งผลของกรรมเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับการจองเวร ถ้าเราไปทำร้ายใคร ไม่ว่าเขาจะให้อภัยเรา หรือไม่ให้อภัยเรา เราก็ต้องได้รับผลกรรมชั่วนั้นอยู่ดี 3. เรามีสิทธิ์ให้อภัยแก่ผู้อื่นได้ ซึ่งการให้อภัย เป็นกรรมดีของเราที่ทำในปัจจุบัน แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้กรรมส่งผลต่อผู้อื่นได้ เพราะทุกชีวิตอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม คือ ใครทำใครได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  187. 446 นอนสมาธิ
    อ่านหนังสือปัญหาถามตอบของอาจารย์ค่ะ ในหัวข้อนอนไม่หลับ ซึ่งการนอนสมาธิ คือ การดูว่ากายนอนอยู่ในท่าไหน กายนิ่งก็ให้รู้ว่ากายนิ่ง ดูลมหายใจเข้าออก ดูการพองยุบ อยากทราบว่าเป็นการทำวิปัสสนาใช่หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 13 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมหมายถึงให้ทำวิปัสสนาครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการวางใจของเรา ถ้าวางใจถูกก็เป็นวิปัสสนา ถ้าวางใจผิด ก็ไม่ใช่วิปัสสนา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551




    445 ไม่ได้ตั้งใจ, ภพภูมิ
    เรียนถามอาจารย์ ครับ ตอนบวชผมได้ให้สัญญากับเพื่อนที่เป็นพระไว้ ว่าถ้าสึกแล้วจะนำหนังสือ (หนังสือเกีี่ยวกับการทำงานของเขาถ้าเขาสึกแล้ว) ไปให้ไปให้ แต่พอสึกออกไปแล้วไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ไม่ทราบว่าผมผิดศีลหรือเปล่า แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ตอนนี้คงหากันพบได้ยาก อีกข้อครับ ภพภูมิ "บังบด" ใช่จาตุมหาราชิกาหรือไม่ครับ ถ้าไม่ใช่เป็นภพใด ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 13 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เรารับปาก แต่ไม่ทำตามที่พูด เป็นการผิดศีล แต่เมื่อเราหาตัวเขาไม่พบ ก็อย่าไปกังวล ตอนนี้เราไม่ได้ผิดศีลแล้ว และความผิดที่เราทำ ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร -- ต้องขออภัย ผมไม่เคยได้ยินเรื่องภพภูมินี้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551




    444 ตัดกิเลส
    เรียนถามอาจารย์ ชวยง ครับ เมื่อเกิดวิปัสสนาญาณครั้งแรก คือ แยกรูปนามได้ สามารถตัดกิเลสบางตัวได้หรือไม่ครับ ถ้าไม่ได้ต้องญาณไหนครับ ขอให้อาจารย์ยกตัวอย่างกิเลสตัวแรก ๆ ที่อาจารย์ตัดได้ขาด (อย่างผมไม่ดื่มเหล้าแล้วก็ไม่คิดจะดื่มอย่างนี้เรียกว่าตัดกิเลสเปล่าครับ) ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 11 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- วิปัสสนาญาณขั้นต้น ขั้นกลาง ไม่สามารถประหารกิเลสได้ ญาณในขั้นสูง คือมรรคญาณ ญาณที่14 เป็นญาณที่ประหารกิเลส ส่วนผลญาณ ญาณที่15 เป็นญาณที่ได้รับความสุขอันเกิดจากการที่ได้ประหารกิเลสแล้ว ในการประหารกิเลสครั้งแรก เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน ยังมีกิเลสมากอยู่ แต่ไม่เต็มร้อยเหมือนคนธรรมดา กิเลสที่ถูกประหารมี 3 ตัว คือ 1. สักกายทิฏฐิ 2. วิจิกิจฉา 3. ศีลพตปรามาส ซึ่งในพระไตรปิฎก ไม่ได้อธิบายความหมายของทั้ง 3 อย่างนี้ มากนัก คนรุ่นหลังก็เลยตีความแตกต่างกันไป ถ้าอยากรู้ว่าเขาอธิบายอย่างไรกัน ก็ไปหาอ่านเอาในหนังสือธรรมะที่เกี่ยวกับการบรรลุมรรคผล หรือหนังสืออรรถกถาที่พระท่านเรียนกัน -- ส่วนผมจะแปลตามที่ผมเข้าใจ และสัมผัสได้ในการปฏิบัติ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึงความเห็นผิดในเรื่องอัตตา ตัวตน พระโสดาบันจะเข้าใจในเรื่องอัตตา ในเรื่องตัวตนดี ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร ส่วนคนทั่วไป แม้มีอัตตา มีตัวตนอยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจ ผู้ที่เข้าใจ อัตตา ตัวตน ย่อมรู้จัก อนัตตา คือความไม่มีตัวตน ความไม่เป็นตัวตน ด้วย 2.วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเลสงสัยในนิพพานในการบรรลุมรรคผล พระโสดาบันจะไม่มีความสงสัยในเรื่องนิพพาน ในเรื่องการบรรลุมรรคผล 3. ศีลพตปรามาส หมายถึง การไม่เชื่อมั่นในศีล ในพรต ดูถูกศีล และพรต คำว่าพรต หมายถึงการบำเพ็ญเพียร หมายถึงการปฏิบัติธรรม พระโสดาบัน จะเชื่อมั่นในศีลในพรต ไม่ดูถูกศีลและพรต รู้ว่ามีศีลจะดี ไม่มีศีลจะแย่ -- การไม่ดื่มเหล้า ไม่คิดที่จะดื่มเหล้า เป็นการมีศีลข้อ 5 ในศีล 5 เป็นบุญ แต่กิเลสในขันธสันดานของเรายังเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถูกประหาร เราก็ยังไม่เข้าใจเรื่อง อัตตา ตัวตน อยู่ดี ยังไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน เรื่องการบรรลุมรรคผลอยู่ดี ยังไม่เข้าใจเรื่องศีลเรื่องพรตอยู่ดี -- บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดว่า เหล้าเป็นของไม่ดี เป็นบาป แต่ถ้าปฏิบัติธรรมเราก็จะเข้าใจว่า เหล้าเป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว แต่ดีชั่วอยู่ที่จิตใจของเรา ฟังดูอาจจะแปลกสำหรับคนทั่วไป แต่ผู้ที่เห็นธรรม เข้าถึงธรรม จะเข้าใจ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  188. 443 รู้สึกเป็นทุกข์เมื่อพบเจอเรื่องราวความทุกข์ของคนอื่น
    เมื่อรับรู้เรื่องราวความทุกข์ยากลำบาก ความตาย การถูกทรมานของคนจากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกิดกับเด็ก จะเป็นทุกข์มาก รู้สึกไม่สบายใจ บางครั้งทำงานอยู่ก็จะแว๊บมาในความรู้นึก จะหดหู่ขึ้นมาทันทีจะรู้สึกแบบนี้สักระยะหนึ่งก็จะทุเลาและหายไป จึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงข่าวสารเหล่านี้เสมอ อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า การหลีกเลี่ยงการรับรู้ดังกล่าวเป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่คะ นี่เป็นวิบากกรรมของดิฉันรึเปล่าคะที่เกิดความรู้นึกแบบนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
    โดยคุณ คนอยากพ้นทุกข์ 10 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความรู้สึกแบบนี้เป็นกับทุกคน เพียงแต่เป็นมากน้อยต่างกัน คนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดีมาแต่กำเนิด มักมีความฟุ้งซ่านสูง ชอบกังวล ใจอ่อน ไม่เข้มแข็ง จิตใจโลเล ไม่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ คนที่มีจิตใจลักษณะนี้ จะมีความรู้สึกแบบนี้มาก ส่วนคนที่มีพื้นฐานสมาธิดี ก็จะมีความรู้สึกแบบนี้น้อย เขาจะไม่ค่อยอาลัยอาวรณ์ ตัดใจเก่ง สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นเพราะผลกรรมที่เราเคยทำมาในอดีตชาติ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ แต่ในชาตินี้เราสามารถฝึกให้สมาธิดีขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา การปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้สมาธิดีขึ้น และยังรู้ในเหตุในผลของความรู้สึกแบบนี้ รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งอยู่ได้อย่างไร ดับได้อย่างไร -- การหลีกหนีจากการรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เป็นการแก้ไขของคนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แม้การฝึกสมาธิก็ยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องมีวิธีเดียวเท่านั้นคือการปฏิบัติวิปัสสนา -- ผมเองก็เป็นคนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี มีความฟุ้งซ่านสูงมาก ตอนเรียนหนังสือ เวลามีการบ้าน ก็จะจำไว้พร้อมกับเก็บความกังวลไว้ด้วย ตราบใดที่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ ก็จะกังวล ไม่สบายใจ ต่อเมื่อทำการบ้านเสร็จ จึงจะสบายใจ ตอนหลังปฏิบัติวิปัสสนาได้ผล สมาธิดีขึ้น ก็สามารถที่จะจดจำเรื่องราว ปัญหาต่างๆ โดยไม่กังวลได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 ตุลาคม 2551




    442 อยากทราบว่าอาจารย์ ชวยง อยู่ระดับ โสดาบัน,สกทาคามี,อนาคามี หรืออรหันต์ครับ
    ผมทราบว่าการถามคำถามอย่างนี้ไม่มีประโยชน์กับใคร และคงไม่ได้คำตอบ ขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วยนะครับ
    โดยคุณ ต้องการความชัดเจนครับ 9 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราบอกคนอื่นว่าเราบรรลุธรรมขั้นนั้นๆ บางคนก็ชอบ เพราะทำให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรม บางคนก็ไม่ชอบ คิดว่าอวดตัว ผมขอตอบว่า ผมยังมีกิเลสอยู่ แต่มีโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางกว่าคนทั่วไป อันนี้เป็นผลของการปฏิบัติธรรมโดยทั่วไป ซึ่งมีในบุคคลอื่นเช่นกัน -- ผมเข้าใจในการปฏิบัติธรรม ว่ามีกี่วิธี อะไรบ้าง ทำอย่างไรถูก ทำอย่างไรผิด ทำอย่างไรง่าย ทำอย่างไรยาก แต่ละวิธีมีเทคนิคอย่างไร อันนี้เป็นผลของการปฏิบัติธรรมเฉพาะตน ไม่มีในบุคคลอื่น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 ตุลาคม 2551



    440 ขอโอกาสรับพระธรรม
    ขอโอกาสรับพระธรรมและคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมด้วยครับ ขอเริ่มใหม่เลยครับ วิทย์ชระ ทาหาร
    โดยคุณ ปุ้ย witchara_eng@yahoo.com 8 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ “วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน” ในเวบไซท์ นี้ หรือสั่งซื้อได้ที่ บริษัทมรรคผลจำกัด ราคาเล่มละ 100 บาท ถ้ามีปัญหาก็ถามมาได้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  189. 439 การกินเจ
    การกินเจนั้น เราต้องรักษาศีลให้สะอาดด้วยหรือเปล่าค่ะ คือ รักษา กาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ หรือแล้วแต่บุคคลค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 6 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การจะทำอะไร ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นผู้กำหนด โดยปรกติคนเราทุกคนจะทำอะไร ก็มักจะมีเหตุผลของตนเองเสมอ แต่เหตุผลของเราอาจจะเหมือน หรือแตกต่างจากคนอื่นก็ได้ บางทีอาจจะถูก หรือบางทีอาจจะผิดก็ได้ ต้องถามว่ากินเจเพื่ออะไร รักษาศีลเพื่ออะไร -- ถ้าเรากินเจเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ก็เป็นบุญในส่วนรักษากายให้แข็งแรง ถ้ากินเจเพราะตั้งใจไม่เบียดเบียนสัตว์ ก็เป็นบุญในส่วนที่มีศีลข้อที่1 แต่ถ้าเรากินเจเพราะคิดว่าการกินเจเป็นบุญอย่างหนึ่ง อย่างนี้ก็เป็นบาปในส่วนที่มีมิจฉาทิฐิ คือเห็นว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาป ซึ่งเป็นความเห็นผิด ถ้าเราอยากมีศีลมากกว่า 1 ข้อ ก็ควรรักษาศีล 5 ศีล 5 เป็นเพียงการรักษากาย วาจา ให้สงบเท่านั้น ถ้าอยากให้มีบุญที่สูงกว่านั้น ก็ต้องรักษาจิตให้สงบ คือทำสมาธิ หรือทำวิปัสสนา -- เราจะทำอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไร เราต้องตัดสินใจเอง
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 ตุลาคม 2551



    438 ขอบคุณที่ตอบคำถามค่ะ ขอถามอีกซักข้อ
    ดิฉันเป็นเจ้าของกระทู้ 434 ค่ะ พอจะเข้าใจที่อาจารย์แนะนำค่ะ แต่ปัญญาของดิฉันค่อนข้างน้อย ขอถามเพิ่มซักหน่อยนะคะ ขอเรียนตามตรงว่าดิฉันเน้นการนั่งกรรมฐานมากเกินไปค่ะ แต่ไม่ได้ยินดียินร้ายตามสภาวะธรรมที่เกิดหรอกค่ะ เพราะเคยติดสภาวะธรรมคือปิติ มา 1 ปี ยินดีทุกครั้งที่พบปิติเพราะมีความสุขมาก กว่าจะละได้น่าเสียดายเวลาอย่างมาก(ที่ละได้เพราะสภาวะธรรมเปลี่ยนจากสุขเป็นเฉยๆแทน จึงเริ่มเข้าใจกฎไตรลักษณ์ ) จึงเปลี่ยนมานั่งกรรมฐานกับพื้นแข็งเพราะเห็นคนอื่นเค้านั่งได้นานกว่าดิฉันที่นั่งบนเบาะ ก็พบกับเวทนาคือความปวดแทน ตอนแรกนั่งปุ๊บปวดปั๊บทรมานมาก อดทนทำกรรมฐานบ่อยๆ ไม่ค่อยยินดีเมื่อเจอความปวด จนทำได้ถึง 1 ชม. เพราะความไม่ยินดีนี้เองจึงเพ่งสมาธิอดทนกับความปวด จนเข้าฌาณได้ เห็นความสุขในฌาณเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นของน่ากลัวมากเพราะสุขมาก มากกว่าสุขในอุปจาระหลายเท่า แทบไม่เหลือสภาวะธรรมให้กำหนดเลย มีแค่ความสุข จิตใจ กับเสียงให้กำหนดเท่านั้น จึงละการเข้าฌาณ แต่สิ่งที่ได้มาคือสมาธิที่ละเอียดมากขึ้น สามารถนั่งกรรมฐานแล้วละนิวรณ์5 ได้มากพอสมควร( ประมาณว่านั่งแล้วเข้าอุปจาระได้เลยเพราะจำสภาวะธรรมก่อนเข้าฌาณได้ ) เวลานั่งก็ไม่ได้ยินดียินร้ายกับสภาวะธรรมหรอกค่ะเพราะเห็นโทษของมันแล้ว ถ้าต่อไปดิฉันนั่งกรรมฐาน 1 ชม แล้วปวดจนทนไม่ไหวก็ลุกขึ้นเดินจงกรมแล้วค่อยมานั่งกรรมฐานต่อ ทำเหตุให้ตรงไม่หวังถึงผล แล้วจะผ่านโสฬสญาณได้ใช่มั๊ยค่ะ ถ้ามีอะไรพร่องไปกรุณาเสริมด้วยค่ะ ส่วนชีวิตประจำวันอารมณ์จะเฉยๆ ปล่อยวางได้มาก แต่มีข้อเสียอยู่คือถ้ามีโทสะจะมีโทสะแรงเห็นชัด ระงับยากกำหนด 3-4 ครั้งจึงจะหาย ถ้ายังพร่องช่วยแนะนำด้วยค่ะ
    โดยคุณ ป. 3 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  190. คำตอบที่ 1

    -- ผมเองก็เคยเห็นโทษของฌาน เพราะทำให้เราติด แต่ภายหลังจึงรู้ว่าเป็นความเข้าผิด การที่จิตจะหลุดพ้นจากกิเลส สามารถบรรลุมรรคผลได้นั้น วิปัสสนาจะต้องมีกำลังมากพอ กำลังของวิปัสสนาก็คือสมาธินั่นเอง การบรรลุมรรคผลจัดเป็นอิทธิฤทธิ์อย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตอยู่ในฌานขั้นสูง เป็นอัปนาสมาธิเท่านั้น -- หลักของการทำวิปัสสนาในขณะนั่งสมาธิก็คือ ต้องรู้ภูมิของวิปัสสนาว่าต้องเพียรรู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏในสมาธิ และเพียรละความยินดียินร้ายในสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในสมาธินั้น เมื่อรู้แล้วก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่ย่อตัวลงนั่งเลยทีเดียว ไม่ใช่มีปีติสุขแล้วจึงทำ หรือปวดเมื่อยแล้วจึงทำ งานของเราคือพยายามทำสมาธิให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่าติดในความสุข สงบอันเกิดจากสมาธินั้น ถ้าทำสมาธิให้สูงกว่านั้นไม่ได้ ก็พยายามทำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีปีติ ก็รู้ชัดในปีติ แต่อย่ายินดี แล้วเพียรประคับประคองจิตให้สมาธิดียิ่งขึ้น ถ้าปีติหมดไป มีความสุขเกิดขึ้นแทน ก็รู้ชัดในสุขนั้น แต่อย่ายินดีในสุขนั้น แล้วเพียรประคับประคองจิตให้สมาธิดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าสุขหมดไป มีอุเบกขา คือมีความรู้สึกเฉยๆ เกิดขึ้น ก็รู้ชัดว่ามีอุเบกขาเกิดขึ้น แต่อย่ายินดี แล้วเพียรประคับประคองจิตให้สมาธิดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าสูงกว่านั้นไม่ได้ ก็เพียรประคับประคองจิตให้สมาธิดีอยู่อย่างนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าสมาธิเสื่อม ก็รู้ชัดว่าสมาธิเสื่อม อย่ายินร้าย ในความเสื่อมนั้น พยายามทำอย่างนี้ทุกวัน เวลาไม่นั่งสมาธิ ก็เพียรประคับประคองจิตให้มีสมาธิ ให้มีปีตีสุข ในขณะเคลื่อนไหว ในขณะเดิน ในขณะทำกับข้าว หัดทำฌานให้เกิดในขณะใช้ชีวิตประจำวันให้ได้ -- การที่จิตจะหลุดพ้น ไม่จำเป็นต้องเกิดในขณะนั่งสมาธิ อาจจะเกิดในขณะเดิน ขณะทำกับข้าวก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตขณะนั้นว่าเป็นอิสระจากกิเลสดีพอหรือยัง อย่างพระอานนท์ นั่งสมาธิเพื่อให้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ก่อนการทำสังคายนา ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะหวังมากเกินไป แต่เมื่อเอนกายลงนอนพักผ่อน สภาพจิตดี จึงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ -- ที่ว่าเวลาเข้าฌาน แทบไม่มีสภาวธรรมให้กำหนดเลย มีแค่ความสุข จิตใจ กับเสียงให้กำหนดเท่านั้น แสดงว่าเวลาอยู่ในฌานไม่ได้ทำวิปัสสนา คือไม่เพียรละความยินดียินร้ายที่ปรากฏ ถ้าเราฝึกละความยินดียินร้ายเสมอๆ เราจะมีจิตที่ละเอียดพอที่จะเห็นความยินดีในความสุขอันเกิดจากสมาธิได้ แล้วเราก็เพียรละความยินดีนั้นเสีย
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  191. 447 กรรม จองเวร อภัยทาน
    ขอถามอาจารย์ดังนี้ครับ 1. การจองเวรนั้น เราจะสังเกตุได้อย่างไรว่าการกระทำไหนเป็นการโดนทวงคืนหรือ เริ่มสร้างกรรมใหม่ (เช่นการที่เราโดนยักยอก หรือ เรายักยอกเขา) 2. กรรมเหมือนกฏหมายอาญาหรือไม่ เช่น เราทำร้ายเขาทางกายวาจาใจ ถ้าเขาอภัยให้เราแล้ว แล้วธรรมชาติจะตามมาทวงกรรมหรือไม่ 3. ถ้าผมจะให้อภัยทานแก่ทุกดวงจิตที่เคยทำกรรมกับผมไว้จะทำได้อย่างไร โดยไม่ต้องให้พวกเขาใช้หนี้กรรม
    โดยคุณ 14 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- 1. คิดง่ายๆ อะไรที่เราไม่ได้ทำ แต่มาเกิดขึ้นกับเรา อันนั้นเป็นวิบาก เป็นผลของกรรมที่เราเคยทำไว้ในอดีต อะไรที่เราทำ อันนั้นเป็นกรรมของเรา เช่นที่เราโดนยักยอกเงิน เป็นวิบากร้าย เป็นผลของกรรมชั่วที่เราเคยทำไว้ในอดีต ที่เรายักยอกเงินเขา เป็นกรรมชั่วที่เราทำในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เราลำบากในอนาคต 2. การส่งผลของกรรมเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เกี่ยวกับการจองเวร ถ้าเราไปทำร้ายใคร ไม่ว่าเขาจะให้อภัยเรา หรือไม่ให้อภัยเรา เราก็ต้องได้รับผลกรรมชั่วนั้นอยู่ดี 3. เรามีสิทธิ์ให้อภัยแก่ผู้อื่นได้ ซึ่งการให้อภัย เป็นกรรมดีของเราที่ทำในปัจจุบัน แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้กรรมส่งผลต่อผู้อื่นได้ เพราะทุกชีวิตอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม คือ ใครทำใครได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551




    446 นอนสมาธิ
    อ่านหนังสือปัญหาถามตอบของอาจารย์ค่ะ ในหัวข้อนอนไม่หลับ ซึ่งการนอนสมาธิ คือ การดูว่ากายนอนอยู่ในท่าไหน กายนิ่งก็ให้รู้ว่ากายนิ่ง ดูลมหายใจเข้าออก ดูการพองยุบ อยากทราบว่าเป็นการทำวิปัสสนาใช่หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 13 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมหมายถึงให้ทำวิปัสสนาครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการวางใจของเรา ถ้าวางใจถูกก็เป็นวิปัสสนา ถ้าวางใจผิด ก็ไม่ใช่วิปัสสนา
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551



    445 ไม่ได้ตั้งใจ, ภพภูมิ
    เรียนถามอาจารย์ ครับ ตอนบวชผมได้ให้สัญญากับเพื่อนที่เป็นพระไว้ ว่าถ้าสึกแล้วจะนำหนังสือ (หนังสือเกีี่ยวกับการทำงานของเขาถ้าเขาสึกแล้ว) ไปให้ไปให้ แต่พอสึกออกไปแล้วไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ไม่ทราบว่าผมผิดศีลหรือเปล่า แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ตอนนี้คงหากันพบได้ยาก อีกข้อครับ ภพภูมิ "บังบด" ใช่จาตุมหาราชิกาหรือไม่ครับ ถ้าไม่ใช่เป็นภพใด ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 13 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  192. คำตอบที่ 1

    -- เรารับปาก แต่ไม่ทำตามที่พูด เป็นการผิดศีล แต่เมื่อเราหาตัวเขาไม่พบ ก็อย่าไปกังวล ตอนนี้เราไม่ได้ผิดศีลแล้ว และความผิดที่เราทำ ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร -- ต้องขออภัย ผมไม่เคยได้ยินเรื่องภพภูมินี้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 14 ตุลาคม 2551




    444 ตัดกิเลส
    เรียนถามอาจารย์ ชวยง ครับ เมื่อเกิดวิปัสสนาญาณครั้งแรก คือ แยกรูปนามได้ สามารถตัดกิเลสบางตัวได้หรือไม่ครับ ถ้าไม่ได้ต้องญาณไหนครับ ขอให้อาจารย์ยกตัวอย่างกิเลสตัวแรก ๆ ที่อาจารย์ตัดได้ขาด (อย่างผมไม่ดื่มเหล้าแล้วก็ไม่คิดจะดื่มอย่างนี้เรียกว่าตัดกิเลสเปล่าครับ) ขอบคุณครับ
    โดยคุณ 11 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- วิปัสสนาญาณขั้นต้น ขั้นกลาง ไม่สามารถประหารกิเลสได้ ญาณในขั้นสูง คือมรรคญาณ ญาณที่14 เป็นญาณที่ประหารกิเลส ส่วนผลญาณ ญาณที่15 เป็นญาณที่ได้รับความสุขอันเกิดจากการที่ได้ประหารกิเลสแล้ว ในการประหารกิเลสครั้งแรก เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน ยังมีกิเลสมากอยู่ แต่ไม่เต็มร้อยเหมือนคนธรรมดา กิเลสที่ถูกประหารมี 3 ตัว คือ 1. สักกายทิฏฐิ 2. วิจิกิจฉา 3. ศีลพตปรามาส ซึ่งในพระไตรปิฎก ไม่ได้อธิบายความหมายของทั้ง 3 อย่างนี้ มากนัก คนรุ่นหลังก็เลยตีความแตกต่างกันไป ถ้าอยากรู้ว่าเขาอธิบายอย่างไรกัน ก็ไปหาอ่านเอาในหนังสือธรรมะที่เกี่ยวกับการบรรลุมรรคผล หรือหนังสืออรรถกถาที่พระท่านเรียนกัน -- ส่วนผมจะแปลตามที่ผมเข้าใจ และสัมผัสได้ในการปฏิบัติ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึงความเห็นผิดในเรื่องอัตตา ตัวตน พระโสดาบันจะเข้าใจในเรื่องอัตตา ในเรื่องตัวตนดี ว่ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร ส่วนคนทั่วไป แม้มีอัตตา มีตัวตนอยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจ ผู้ที่เข้าใจ อัตตา ตัวตน ย่อมรู้จัก อนัตตา คือความไม่มีตัวตน ความไม่เป็นตัวตน ด้วย 2.วิจิกิจฉา หมายถึงความลังเลสงสัยในนิพพานในการบรรลุมรรคผล พระโสดาบันจะไม่มีความสงสัยในเรื่องนิพพาน ในเรื่องการบรรลุมรรคผล 3. ศีลพตปรามาส หมายถึง การไม่เชื่อมั่นในศีล ในพรต ดูถูกศีล และพรต คำว่าพรต หมายถึงการบำเพ็ญเพียร หมายถึงการปฏิบัติธรรม พระโสดาบัน จะเชื่อมั่นในศีลในพรต ไม่ดูถูกศีลและพรต รู้ว่ามีศีลจะดี ไม่มีศีลจะแย่ -- การไม่ดื่มเหล้า ไม่คิดที่จะดื่มเหล้า เป็นการมีศีลข้อ 5 ในศีล 5 เป็นบุญ แต่กิเลสในขันธสันดานของเรายังเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถูกประหาร เราก็ยังไม่เข้าใจเรื่อง อัตตา ตัวตน อยู่ดี ยังไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน เรื่องการบรรลุมรรคผลอยู่ดี ยังไม่เข้าใจเรื่องศีลเรื่องพรตอยู่ดี -- บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดว่า เหล้าเป็นของไม่ดี เป็นบาป แต่ถ้าปฏิบัติธรรมเราก็จะเข้าใจว่า เหล้าเป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว แต่ดีชั่วอยู่ที่จิตใจของเรา ฟังดูอาจจะแปลกสำหรับคนทั่วไป แต่ผู้ที่เห็นธรรม เข้าถึงธรรม จะเข้าใจ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 12 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  193. 443 รู้สึกเป็นทุกข์เมื่อพบเจอเรื่องราวความทุกข์ของคนอื่น
    เมื่อรับรู้เรื่องราวความทุกข์ยากลำบาก ความตาย การถูกทรมานของคนจากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกิดกับเด็ก จะเป็นทุกข์มาก รู้สึกไม่สบายใจ บางครั้งทำงานอยู่ก็จะแว๊บมาในความรู้นึก จะหดหู่ขึ้นมาทันทีจะรู้สึกแบบนี้สักระยะหนึ่งก็จะทุเลาและหายไป จึงพยายามที่จะหลีกเลี่ยงข่าวสารเหล่านี้เสมอ อยากกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า การหลีกเลี่ยงการรับรู้ดังกล่าวเป็นวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่คะ นี่เป็นวิบากกรรมของดิฉันรึเปล่าคะที่เกิดความรู้นึกแบบนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ
    โดยคุณ คนอยากพ้นทุกข์ 10 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ความรู้สึกแบบนี้เป็นกับทุกคน เพียงแต่เป็นมากน้อยต่างกัน คนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดีมาแต่กำเนิด มักมีความฟุ้งซ่านสูง ชอบกังวล ใจอ่อน ไม่เข้มแข็ง จิตใจโลเล ไม่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ คนที่มีจิตใจลักษณะนี้ จะมีความรู้สึกแบบนี้มาก ส่วนคนที่มีพื้นฐานสมาธิดี ก็จะมีความรู้สึกแบบนี้น้อย เขาจะไม่ค่อยอาลัยอาวรณ์ ตัดใจเก่ง สิ่งเหล่านี้ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นเพราะผลกรรมที่เราเคยทำมาในอดีตชาติ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ แต่ในชาตินี้เราสามารถฝึกให้สมาธิดีขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา การปฏิบัติวิปัสสนาจะทำให้สมาธิดีขึ้น และยังรู้ในเหตุในผลของความรู้สึกแบบนี้ รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งอยู่ได้อย่างไร ดับได้อย่างไร -- การหลีกหนีจากการรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ เป็นการแก้ไขของคนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แม้การฝึกสมาธิก็ยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องมีวิธีเดียวเท่านั้นคือการปฏิบัติวิปัสสนา -- ผมเองก็เป็นคนที่มีพื้นฐานสมาธิไม่ดี มีความฟุ้งซ่านสูงมาก ตอนเรียนหนังสือ เวลามีการบ้าน ก็จะจำไว้พร้อมกับเก็บความกังวลไว้ด้วย ตราบใดที่ยังทำการบ้านไม่เสร็จ ก็จะกังวล ไม่สบายใจ ต่อเมื่อทำการบ้านเสร็จ จึงจะสบายใจ ตอนหลังปฏิบัติวิปัสสนาได้ผล สมาธิดีขึ้น ก็สามารถที่จะจดจำเรื่องราว ปัญหาต่างๆ โดยไม่กังวลได้
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 10 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  194. 442 อยากทราบว่าอาจารย์ ชวยง อยู่ระดับ โสดาบัน,สกทาคามี,อนาคามี หรืออรหันต์ครับ
    ผมทราบว่าการถามคำถามอย่างนี้ไม่มีประโยชน์กับใคร และคงไม่ได้คำตอบ ขออนุโมทนาบุญกับอาจารย์ด้วยนะครับ
    โดยคุณ ต้องการความชัดเจนครับ 9 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าเราบอกคนอื่นว่าเราบรรลุธรรมขั้นนั้นๆ บางคนก็ชอบ เพราะทำให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรม บางคนก็ไม่ชอบ คิดว่าอวดตัว ผมขอตอบว่า ผมยังมีกิเลสอยู่ แต่มีโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางกว่าคนทั่วไป อันนี้เป็นผลของการปฏิบัติธรรมโดยทั่วไป ซึ่งมีในบุคคลอื่นเช่นกัน -- ผมเข้าใจในการปฏิบัติธรรม ว่ามีกี่วิธี อะไรบ้าง ทำอย่างไรถูก ทำอย่างไรผิด ทำอย่างไรง่าย ทำอย่างไรยาก แต่ละวิธีมีเทคนิคอย่างไร อันนี้เป็นผลของการปฏิบัติธรรมเฉพาะตน ไม่มีในบุคคลอื่น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 9 ตุลาคม 2551



    440 ขอโอกาสรับพระธรรม
    ขอโอกาสรับพระธรรมและคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมด้วยครับ ขอเริ่มใหม่เลยครับ วิทย์ชระ ทาหาร
    โดยคุณ ปุ้ย witchara_eng@yahoo.com 8 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ “วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน” ในเวบไซท์ นี้ หรือสั่งซื้อได้ที่ บริษัทมรรคผลจำกัด ราคาเล่มละ 100 บาท ถ้ามีปัญหาก็ถามมาได้ครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 8 ตุลาคม 2551



    438 ขอบคุณที่ตอบคำถามค่ะ ขอถามอีกซักข้อ
    ดิฉันเป็นเจ้าของกระทู้ 434 ค่ะ พอจะเข้าใจที่อาจารย์แนะนำค่ะ แต่ปัญญาของดิฉันค่อนข้างน้อย ขอถามเพิ่มซักหน่อยนะคะ ขอเรียนตามตรงว่าดิฉันเน้นการนั่งกรรมฐานมากเกินไปค่ะ แต่ไม่ได้ยินดียินร้ายตามสภาวะธรรมที่เกิดหรอกค่ะ เพราะเคยติดสภาวะธรรมคือปิติ มา 1 ปี ยินดีทุกครั้งที่พบปิติเพราะมีความสุขมาก กว่าจะละได้น่าเสียดายเวลาอย่างมาก(ที่ละได้เพราะสภาวะธรรมเปลี่ยนจากสุขเป็นเฉยๆแทน จึงเริ่มเข้าใจกฎไตรลักษณ์ ) จึงเปลี่ยนมานั่งกรรมฐานกับพื้นแข็งเพราะเห็นคนอื่นเค้านั่งได้นานกว่าดิฉันที่นั่งบนเบาะ ก็พบกับเวทนาคือความปวดแทน ตอนแรกนั่งปุ๊บปวดปั๊บทรมานมาก อดทนทำกรรมฐานบ่อยๆ ไม่ค่อยยินดีเมื่อเจอความปวด จนทำได้ถึง 1 ชม. เพราะความไม่ยินดีนี้เองจึงเพ่งสมาธิอดทนกับความปวด จนเข้าฌาณได้ เห็นความสุขในฌาณเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นของน่ากลัวมากเพราะสุขมาก มากกว่าสุขในอุปจาระหลายเท่า แทบไม่เหลือสภาวะธรรมให้กำหนดเลย มีแค่ความสุข จิตใจ กับเสียงให้กำหนดเท่านั้น จึงละการเข้าฌาณ แต่สิ่งที่ได้มาคือสมาธิที่ละเอียดมากขึ้น สามารถนั่งกรรมฐานแล้วละนิวรณ์5 ได้มากพอสมควร( ประมาณว่านั่งแล้วเข้าอุปจาระได้เลยเพราะจำสภาวะธรรมก่อนเข้าฌาณได้ ) เวลานั่งก็ไม่ได้ยินดียินร้ายกับสภาวะธรรมหรอกค่ะเพราะเห็นโทษของมันแล้ว ถ้าต่อไปดิฉันนั่งกรรมฐาน 1 ชม แล้วปวดจนทนไม่ไหวก็ลุกขึ้นเดินจงกรมแล้วค่อยมานั่งกรรมฐานต่อ ทำเหตุให้ตรงไม่หวังถึงผล แล้วจะผ่านโสฬสญาณได้ใช่มั๊ยค่ะ ถ้ามีอะไรพร่องไปกรุณาเสริมด้วยค่ะ ส่วนชีวิตประจำวันอารมณ์จะเฉยๆ ปล่อยวางได้มาก แต่มีข้อเสียอยู่คือถ้ามีโทสะจะมีโทสะแรงเห็นชัด ระงับยากกำหนด 3-4 ครั้งจึงจะหาย ถ้ายังพร่องช่วยแนะนำด้วยค่ะ

    ตอบลบ
  195. 437อยากรู้ครับ
    ถ้ากระผมบวชอยู่แล้วมีคนมาถวายปัจจัย แล้วมาวันหนึ่งผมสึกออกมา แล้วผมจะนำปัจจัยนั้นออกมาใช้ได้ไหมครับ แล้วถ้าไม่ได้แต่ผมเอาไปใช้แล้วจะกลายเป็นหนี้สงฆ์ไหมครับ ขอบคุณมากๆครับ
    โดยคุณ มงคล tamaoa@hotmail.com 2 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- ถ้าการถวายปัจจัย เป็นการถวายให้ส่วนตัว ไม่ใช่ถวายเพื่อให้เป็นสาธารณประโยชน์ ก็ไม่เป็นไร
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 ตุลาคม 2551



    436 การโกหก...
    การโกหกพ่อ-แม่เพื่อความสุขของตัวเองเป็ยบาปมั๊ยคร่ะ
    โดยคุณ นิธิวดี totoro_wan@hotmail.com 1 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- โกหกพ่อแม่เพื่อให้ตนเองมีความสุข เป็นบาปอยู่แล้วครับ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 ตุลาคม 2551




    435 ทำบุญแล้วครอบครัวได้บุญด้วยหรือไม่??
    อยากจะเรียนถามอาจารย์ว่า ปกติดิฉันจะเป็คนทำบุญใส่บาตรตอนเช้า หรือทำบุญตามวัดต่างๆเสมอ เพราะดิฉันเป็นแม่บ้านจึงมีเวลาที่จะไปทำบุญที่ต่างๆได้เสมอ ดิฉันเรยอยากทราบว่า บุญที่ดิฉันปฏิบัติอยู่เป็นประจำนี้ลูกและสามีจะไดรับบุญด้วยมั๊ย
    โดยคุณ นิธิวดี totoro_wan@hotmail.com 1 ตุลาคม 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- เราทำบุญ เราก็ได้บุญ ใครทำใครได้ คนอื่นไม่ได้ทำบุญ เขาก็ไม่ได้บุญ ถ้าเราอยากให้เขาได้บุญ ก็อาจทำได้โดยให้เขาช่วยทำกับข้าว หุงข้าว เตรียมอาหารสำหรับตักบาตร หรือเรี่ยไรเงินจากเขาเพื่อเอาไปทำบุญในที่ต่างๆ หรือเมื่อเราทำบุญมา ก็บอกให้เขาอนุโมทนาในบุญที่เราทำ เขาก็ได้บุญอันเกิดจากการอนุโมทนาเช่นกัน
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 6 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  196. 434 ถามเรื่องญาณ 16
    ดิฉันทำกรรมฐานแบบยุบ-พอง หนอ ทำได้ 6 ปีแล้วค่ะ ไปเรียนวิธีปฏิบัติที่วัด แล้วมาฝึกต่อเองที่บ้านโดยไม่มีอาจารย์แนะนำใกล้ชิดจึงอยากให้อาจารย์ช่วยสงเคราะห์ตอบคำถามหน่อยเถอะค่ะ 1. ถ้าดิฉันอยู่ในญาณขั้นสังขารุเปกขาญาณ แต่ยังไปญาณขั้นที่สูงกว่าไม่ได้ ตอนนี้สภาวะธรรมวนเวียนอยู่ ญาณ 4-11 วนไปเวียนมาแบบนี้ ทำกรรมฐานแต่ละวันสภาวะธรรมไม่เหมือนกันซักวัน แต่ดิฉันจะอธิบายสภาวะธรรมที่เกิดบ่อยที่สุดคือ นั่ง 45 นาทีแรกจะไม่มีเวทนากวน เห็นสภาวะธรรมชัด เห็นการเกิดดับชัดเจน ภาวนาตามสภาวะธรรม 3 ครั้งก็เห็นความดับแล้ว แต่พอเลย 45 นาที เวทนาเริ่มปรากฎแต่ก็สู้ ภาวนาปวดหนอ 3 ครั้งก็ดับ แต่พอเข้าใกล้ 1 ชม. ต้องภาวนาปวดหนอนานกว่าจะดับ พอเลย 1 ชม.ก็เลิกนั่งเพราะเวทนามากทนไม่ไหว ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ เป็นแบบนี้หลายเดือนแล้ว 2. ดิฉันถือศีล5 แต่ก็ด่างพร้อยบ้าง เคยขออโหสิกรรมคุณพ่อคุณแม่แล้ว ไม่ได้ปราถนาพุทธภูมิ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะศีล 5 ของดิฉันด่างพร้อยเลยผ่านโสฬสญาณไม่ได้ 3.ถ้าอาจารย์รู้จักพระอริยสงฆ์ที่ท่านมีความเมตตาตอบปัญหาด้านกรรมฐานและพำนักอยู่แถวฉะเชิงเทรา ชลบุรี กรุณาแนะนำด้วยค่ะ อย่างน้อยชาตินี้ดิฉันได้เป็นพระโสดาบันก็ยังดีค่ะ กรุณาตอบด้วยนะคะถือว่าเมตตาลูกนกลูกกาเถอะค่ะ ด้วยความเคารพ
    โดยคุณ ป piyachat.sittikasorn@ap.sony.com 30 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]

    ตอบลบ
  197. คำตอบที่ 1

    -- ผมขออธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้ -- 1. ในการปฏิบัติธรรมของคุณนั้น เป็นสมาธิมาก แต่เป็นวิปัสสนาน้อย คือฝึกรู้ชัดอย่างเดียว แต่ไม่ฝึกละความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ ฉะนั้นขณะนั่งสมาธิ ต้องฝึกหัดวางใจให้เป็นวิปัสสนา เช่นเวลาเห็นความดับของอารมณ์ ชัดเจน ก็รู้ชัดว่าเห็นชัดเจน แต่อย่าดีใจ อย่าพอใจในสิ่งที่ทำได้ ให้ทำใจเป็นกลาง ทำใจเฉยๆ ทำใจสบายๆ คือ ให้รู้ชัดในสภาพที่เกิดขึ้นเฉยๆ ไม่คล้อยตาม ไม่หวั่นไหวตาม (ที่เรารู้สึกยินดียินร้าย ก็คือคล้อยตาม หวั่นไหวตามนั่นเอง) ถ้ามีทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่ามีทุกขเวทนา อย่าโกรธ อย่ากังวล อย่าหงุดหงิด คืออย่ายินร้าย ทำใจเฉยๆ เมื่อมีสติดูทุกขเวทนา ทุกขเวทนาดับไป เราก็จะมีความยินดี พอใจ เราก็ต้องทำใจใหม่ คือให้รู้ชัดว่าทุกขเวทนาหายไป อย่าดีใจ ทำใจเฉยๆ ในการปฏิบัติธรรมที่ผ่านมา เป็นการเอาชนะทุกขเวทนา เวลาที่เราชนะ เราก็ดีใจ เวลาที่เราแพ้เราก็เสียใจ อย่างนี้เป็นการทำสมาธิแบบฤาษี ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นการทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า ( การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า หมายถึงการทำวิปัสสนา ) จะเป็นการรู้ชัดเฉยๆ โดยไม่มีความยินดียินร้ายในสิ่งนั้น เป็นการมีสติดูเฉยๆ โดยไม่คล้อยตาม ถ้าเรารู้สึกปวด เมื่อย ทนไม่ได้ เราก็เปลี่ยนอิริยาบถได้ ความปวดไม่ใช่ความชั่ว การเอาชนะความปวด ไม่ใช่ความดี แต่การยินร้ายในความปวดเป็นกิเลส เป็นความชั่ว ต้องเอาออก การยินดีที่เอาชนะความปวดได้ เป็นกิเลส เป็นความชั่ว ต้องเอาออก ฉะนั้นต้องตั้งจุดประสงค์ในการปฏิบัติธรรมใหม่ ต้องเข้าใจว่าการ นั่งได้ดี นั่งได้นาน ไม่ใช่บุญ ถ้าเรานั่งได้นาน แต่เรามีความยินดียินร้ายในขณะนั่ง ก็เป็นบาป แต่ถ้าเราไม่นั่ง เราลุกขึ้นเดิน แต่รู้ชัดในสิ่งที่ปรากฏ โดยมีใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ขณะนั้นก็เป็นบุญ งานของเราก็คือการฝึกรับรู้อารมณ์ต่างๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ปรุงแต่งด้วยกิเลส จิตจึงจะหลุดพ้น บรรลุมรรคผลได้ งานของเราไม่ใช่ การนั่งนิ่งๆ นั่งนานๆ ไม่ใช่การเอาชนะกิเลส ข่มกิเลส แต่เป็นการฝึกละกิเลส ดับกิเลส และไม่ใช่การดูการดับของอารมณ์ แต่เป็นการดูอารมณ์เฉยๆ การเห็นการดับของอารมณ์ เป็นผลอย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างของการปฏิบัติเท่านั้น งานของเราคือการสร้างเหตุ แต่อย่าไปหวังผล ผลจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน เราทำหน้าที่คือสร้างเหตุให้ถูกต้องเท่านั้น -- 2. ที่บอกว่าแต่ละวัน สภาวธรรมไม่เหมือนกัน นั้นถูกต้องแล้ว เพราะผลของการปฏิบัติมีได้หลายอย่าง และเกิดขึ้นไม่แน่ไม่นอน เช่นอาจเห็นการดับของอารมณ์ เห็นการเกิดดับของอารมณ์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความทุกข์ เห็นความไม่เป็นตัวตน เห็นความสงบ เห็นความผ่องใส เห็นจิตที่เป็นอุเบกขา เห็นทางที่จะหลุดพ้น ความรู้สึกเหล่านี้เป็นผลของการปฏิบัติ ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง อาจแตกต่างกันออกไป เราอย่าสนใจผลมากนัก ให้เพียรสร้างเหตุให้มาก -- 3. ที่บอกว่าสภาวธรรมวนเวียนอยู่ในญาณที่ 4-11 นั้น เป็นเพราะเรามัวสนใจถึงผลของการปฏิบัติ ทำให้การสร้างเหตุคือการวางใจไม่ถูกต้อง เราปฏิบัติธรรมได้หน่อย เราก็จะไปสนใจผลว่าถึงญาณขั้นไหนแล้ว ทำไปอีกหน่อย ได้ผลดีขึ้น เราก็ไปสนใจผลอีก ทำให้การสร้างเหตุไม่ดีเท่าที่ควร แทนที่การปฏิบัติจะก้าวหน้า ก็เลยติดๆ ขัดๆ และโดยปกติ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นญาณขั้นนั้นขั้นนี้ มักจะผิดเสมอ -- 4. การปฏิบัติธรรมต้องทำให้เป็นนิสัย ทำบ่อยๆ นึกได้ให้ทำ เวลาอื่นที่เราไม่นั่งสมาธิ เช่นตอนทำงาน ตอนอยู่บ้าน ตอนไปนอกบ้าน เราก็ต้องปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่นเวลาทำงาน พูดคุย ก็ใช้วิธีเดียวกับขณะนั่งสมาธิ คือ รู้ชัดในสิ่งที่มากระทบ แต่อย่ายินดียินร้ายในสิ่งนั้น ซึ่งผมเรียกวิธีทำวิปัสสนาแบบนี้ว่า การมีสติอยู่กับสมมุติ ส่วนเวลาว่าง อาจจะทำแบบมีสติอยู่กับปรมัตถ์ โดยการดูกาย ดูจิต ดูเวทนา เช่นมองภาพแบบปรมัตถ์ ถ้าเราทำวิปัสสนาทั้งวันก็จะได้ผลดีขึ้น เร็วขึ้น -- 5. มาถึงขั้นนี้ การบรรลุธรรมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องปรับความเห็นในการปฏิบัติธรรมใหม่ให้ถูกต้อง การปฏิบัติธรรมต้องเป็นไปเพื่อให้เห็นกิเลสที่ปัจจุบัน สามารถดับกิเลสเป็น เห็นการเกิดดับของกิเลส เป็นไปเพื่อให้จิตผ่องใส มีความสุขอยู่กับปัจจุบันได้ มีจิตเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆ ได้ เราต้องไม่ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล เพราะถ้าเราไปหวังในมรรคผล จิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน การปฏิบัติธรรมจะไม่ได้ผล -- 6. การที่ศีล 5 ด่างพร้อย ไม่ใช่อุปสรรคในการบรรลุมรรคผล แต่การกังวล การปักใจเชื่อว่าศีลด่างพร้อยแล้วจะทำให้ไม่บรรลุมรรคผล เป็นความเห็นผิด เป็นอุปสรรคที่ทำให้จิตไม่มีพลังที่จะบรรลุมรรคผล ลองนึกถึงองคุลีมาลย์ ฆ่าคนตั้งมากมาย ยังเป็นพระอรหันต์ได้ ทำไมเราจะบรรลุมรรคผลไม่ได้ -- 7. ต้องขออภัยผมไม่รู้จักพระอริยะสงฆ์ที่อยู่แถวนั้นครับ

    ตอบลบ
  198. โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 3 ตุลาคม 2551

    ตอบลบ
  199. 432 พระโสดาบัน ???
    เรียนอาจารย์ฯ - พระโสดาบันจะเกิดอีก 7 ชาติก็จะบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ ถามว่าเมื่อพระโสดาบันเสียชีวิต ครั้งที่ 1 แล้ว พอมาเกิดในชาติที่ 2-7 ของโสดาบันนั้น พระโสดาบันคนนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองเคยเป็นพระโสดาบันมาก่อน ในเมื่อความทรงจำหมดไปแล้ว, พระโสดาบันจะมีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีฐานะยากจน มนุษย์ที่มีร่างกายพิการ หรือเป็นมนุษย์ที่มีเชื้อชาติต่างภาษา ต่างศาสนากันในแต่ละชาติ (เกิดเป็นคนไทย คนจีน คนฝรั่ง นับถือพุทธฯ คริสต์ อิสลาม) ได้หรือไม่ครับ และพระโสดาบันนั้นจะต้องเกิดเฉพาะภูมิมนุษย์อย่างเดียวใช่หรือไม่ครับ ??? ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 21 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- พระโสดาบันเมื่อเกิดใหม่ก็จะไม่รู้ว่าตนเองเป็นโสดาบัน แต่จะมีใจฝักใฝ่ในธรรม สนใจธรรม ได้รู้ธรรมจากผู้รู้ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามกรรม -- พระโสดาบันมีโอกาสเกิดเป็นคนยากจนได้ เป็นคนพิการได้ เกิดในเชื้อชาติ ศาสนาใดได้ทั้งนั้น และมีโอกาสเกิดในภพภูมิใดได้ทั้งนั้น ยกเว้นทุคติภูมิ แต่ในที่สุด ก็จะได้ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์ภายใน 7 ชาติ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กันยายน 2551




    431 สภาวะจิตก่อนเกิดและหลังเสียชีวิตเป็นอย่างไร ???
    เรียนอาจารย์ฯ - ขณะที่คนเรากำลังจะเสียชีวิต ดวงวิญญาณออกจากร่างกายได้อย่างไร มีใครหรืออะไรที่ทำให้ดวงวิญญาณออกจากร่างกายได้ ครับ - สภาวะจิตก่อนเกิดและหลังเสียชีวิตเป็นอย่างไร และดวงวิญญาณจะรู้ไหมว่าตนเองตายแล้ว ตนเองกำลังจะไปเกิดแล้วครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 21 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- วิญญาณคือจิต จิตคือตัวกระตุ้นให้กายทำงาน จิตไม่ใช่สสาร ไม่ใช่พลังงาน จึงไม่มีขนาด ไม่มีการเดินทาง ไม่มีการเข้าร่าง ไม่มีการออกจากร่าง เวลามีชีวิตอยู่ จิตจะอาศัยร่างกาย หายใจ กินอาหาร เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ จิตมีหน้าที่สั่งให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงาน เช่นสั่งให้หัวใจเต้น สั่งให้หายใจ สั่งให้ตับ ไต ทำงาน โดยที่จิตไม่ได้อยู่คงที่ มีการเกิด-ดับ ตลอดเวลา ด้วยความถี่สูง ประมาณ 10 ล้านล้านครั้งต่อวินาที ขณะที่มีชีวิตอยู่ จิตก็จะเกิดขึ้น สั่งให้ร่างกายทำงาน แล้วก็ดับไป แล้วก็มีจิตใหม่เกิดขึ้น สั่งให้ร่างกายทำงาน แล้วก็ดับไป เป็นอย่างนี้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีคนโดนแทง เขาก็จะเจ็บปวด โดยจิตทำหน้าที่รับรู้ถึงความเจ็บปวด ร่างกายเริ่มทำงานผิดปรกติ ถ้าเจ็บปวดมากเกินกว่าที่จิตจะทนได้ จิตก็จะไม่สามารถอาศัยร่างกายนี้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ขณะตาย จิตจะดับลงและไม่เกิดขึ้นที่กายนี้อีกต่อไป แต่ตามธรรมชาติของกรรม จิตที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยตัณหา ไม่สามารถที่จะดับลงโดยไม่เกิดอีกต่อไปได้ จิตจึงต้องอาศัยร่างกายใหม่เป็นที่เกิด เมื่อจิตดับจากกายนี้ ก็จะไปเกิดในกายใหม่ สืบต่อกันทันทีไม่ขาดช่วง เมื่อจิตไปอาศัยกายใหม่ กายเก่าก็เน่าเปื่อยผุพังไป ซึ่งเราเรียกกันว่าตาย -- ไม่มีใครทำให้วิญญาณออกจากร่าง กรรมเป็นตัวกำหนด ว่าชีวิตใหม่จะมีลักษณะอย่างไร เช่น ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี พิการ ตาบอด ฉลาด ความจำดี จิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ สมาธิดี จิตใจอ่อนไหว เหล่านี้ล้วนเป็นผลกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติ -- แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จิตปราศจากตัณหา เมื่อตายไป จิตก็จะดับจากกายนี้ แล้วไม่ไปเกิดในกายใหม่อีก เพราะไม่มีตัณหาเป็นตัวผลักดันให้ไปเกิด จึงเรียกการตายของพระอรหันต์ว่า ดับสูญ ว่านิพพาน -- ก่อนตายอาจจะรู้ว่าเจ็บ รู้ว่าใกล้ตาย แต่หลังความตายก็คือเกิดใหม่แล้ว ไม่มีเวลาที่อยู่ระหว่างการตายกับการเกิดใหม่ เมื่อเกิดใหม่ก็จะไม่รู้ว่าเกิดใหม่ แต่จะรู้ว่ามีความเป็นอยู่เท่าที่รู้สึก เท่าที่เห็น
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กันยายน 2551

    ตอบลบ
  200. 430 ไม่อยากให้ลูกกระทำผิด ???
    เรียนอาจารย์ฯ - พ่อแม่ตีลูกรุนแรง เพราะว่าไม่อยากให้ลูกกระทำผิด เช่น ไม่เรียนหนังสือ ลักขโมย เสพยาเสพติด ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น อยากให้ลูกเป็นคนดีของสังคม ไม่เป็นภัยต่อสังคม ไม่ให้ทำร้ายผู้อื่น ถือว่าเป็นกรรมหนักหรือไม่ครับ ซึ่งในจิตใจของพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนดีต่อครอบครัวและสังคม - ผลกรรมที่พ่อแม่กระทำต่อลูกนั้น จะส่งผลให้กับพ่อแม่รุนแรงเช่นกันหรือไม่ครับ ??? ด้วยความเคารพอย่างสูง
    โดยคุณ เดี่ยว เมืองประจวบฯ fecotspku@hotmail.com 19 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การตีลูกเพื่อให้ลูกเป็นคนดี เป็นเหตุผลไม่ใช่กิเลส ไม่บาป แต่ปรกติเวลาเราตีลูกมักจะมีความโกรธเจือปนด้วยเสมอ การตีด้วยความโกรธเป็นบาป ฉะนั้นเวลาตีลูกต้องตีด้วยเหตุผล อย่าตีด้วยความโกรธ -- แม้ขณะตีลูกจะเจือปนด้วยความโกรธก็ตาม บาปนี้ก็มีผลเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่บาปหนัก จะเป็นบาปหนัก ก็ต่อเมื่อตีด้วยความเกลียดลูก ต้องการทำร้ายลูก
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 กันยายน 2551




    429 ถ้าอยากรวยๆมากๆ จะต้องทำบุญมามากใช่ไหม
    อย่างบิลเกต อาจารย์ว่าเค้าต้องทำมามากขนาดไหนครับ แล้วผลบุญที่ทำแต่ละครั้งจะส่งผลได้มากต่อเนื่องนานแค่ไหนครับ
    โดยคุณ คนอยากรวย 19 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- อย่างบิลเกต ต้องทำบุญมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว เพราะถ้าเราทำทานมาก ก็ได้เพียงแต่เป็นเศรษฐี แต่ไม่รวยมาก ไม่ประสบความสำเร็จมาก ไม่มีชื่อเสียงมาก ฉะนั้นการรวยอย่างบิลเกต จึงต้องทำบุญมหาศาล -- การส่งผลของบุญ แล้วแต่เหตุปัจจัยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับบุญที่เราทำ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการทำ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตขณะทำ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตในขณะที่เราได้รับผลบุญ ขึ้นอยู่กับการรักษาผลบุญที่เราได้รับ ยกตัวอย่างเช่น เราตักบาตร 100 ครั้ง ในชาติที่แล้ว ส่งผลให้เราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพียงครั้งเดียว บุญที่เคยทำก็อาจหยุดส่งผล ถ้าเราเอาเงินไปทิ้ง ไปเล่นการพนัน เงินก็หมดไปภายในไม่กี่วัน ถ้าเราเอาเงินไปฝากธนาคาร เอาเงินนั้นไปลงทุน เงินก็เพิ่มมากขึ้น อย่างนี้ก็มีเงินต่อเนื่องไปตลอดชีวิต -- การตักบาตร 100 ครั้ง ในชาติที่แล้วเป็นเหตุปัจจัยจากอดีต การซื้อล็อตเตอรี่ การถูกล็อตเตอรี่ เป็นเหตุปัจจัยในปัจจุบัน การเล่นการพนัน เป็นกรรมชั่วที่ทำในปัจจุบัน ส่งผลให้ลำบากในอนาคต คือหมดตัว แต่ถ้าเราเอาเงินไปลงทุน เป็นกรรมดีในปัจจุบัน ส่งผลให้สบายในอนาคต คือมีเงินใช้ตลอดชีวิต
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 21 กันยายน 2551




    428 การมองชีวิต
    การมองดูชีวิตเหมือนว่าเราเป็นหุ่นยนต์จะมองได้ก็เมื่อต่อร่างกายเคลื่อนไหวช้า ๆ เท่านั้นค่ะ ถ้าร่างกายเคลื่อนไหวแบบปกติจะรู้สึกว่าไม่ใช่หุ่นยนต์ จึงลองมองแบบอีกวิธีหนึ่งคือมองแบบดูคนอื่นแต่มองมาที่ตัวเรา เปรียบเหมือนกล้องวีดีโอมองมาที่เราว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ทราบว่าสามารถมองการดูชีวิตแบบนี้ได้หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
    โดยคุณ ใหม่ kpaswan_a@hotmail.com 17 กันยายน 2551 จำนวนผู้ตอบ [ 1 ]



    คำตอบที่ 1

    -- การทำความรู้สึกว่าเราเป็นเหมือนกล้องวิดีโอ มองดูการทำงานของชีวิตนี้ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ การทำความรู้สึกอย่างนี้ถูกต้องแล้ว พยายามมองเป็นมุมกว้างๆ รับรู้ในสภาพแวดล้อมด้วย เช่นให้รู้ว่าชีวิตนี้กำลังก้มอยู่ตรงนี้ กำลังเดินไปทางนี้ กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ของห้องนี้ -- ควรหัดมองดูชีวิตอื่นด้วย เช่นมองดูกลุ่มของชีวิตที่ยืนรอรถเมล์ ดูชีวิตที่เดินตามท้องถนน มองดูคนในที่ทำงานโดยมองชีวิตแบบปรมัตถ์ อย่าตีความว่าเป็นใคร -- ลองทำการบ้านดู บางทีจะได้ผลดีขึ้น ให้หาถุงขยะมาหนึ่งใบ แล้วเดินออกไปเก็บเศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก ตามท้องถนน โดยให้มีสติอยู่กับชีวิต ดูชีวิตนี้ว่ากำลังเดิน กำลังมอง ก้ม หยิบขยะ ใส่ถุง เดิน หัน เห็นขยะ เดินไป ก้ม หยิบ พยายามเอาสติดูชีวิตไปเรื่อยๆ ปรกติถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรม ขณะที่เก็บขยะ เราอาจจะรู้สึกเขิน อาย ไม่กล้า อึดอัด ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นกิเลส ถ้าเราเอาสติดูชีวิต ถ้าวางใจถูก ความรู้สึกเขินอายจะไม่ปรากฏ แต่ถ้าวางใจไม่ถูก เราก็จะรู้สึกเขินอาย ฉะนั้น การฝึกวิธีนี้จะทำให้เราตรวจสอบได้ว่าขณะใดวางใจถูก ขณะใดวางใจผิด -- การทำแบบนี้ได้บุญถึง 3 ต่อ คือ หนึ่ง ได้ทำความสะอาดในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นบุญ สอง ได้ทำความดีเป็นตัวอย่างให้คนทำตาม ก็เป็นบุญ สาม ได้ปฏิบัติวิปํสสนากรรมฐาน ซึ่งก็เป็นบุญ
    โดย อ.ชวยง พิกุลสวัสดิ์ 20 กันยายน 2551

    ตอบลบ